ตลาดหุ้นมีขึ้น..มีลง

ตลาดหุ้นมีขึ้น..มีลง

สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ดูไม่ค่อยจะดีนัก หลังนักลงทุนมือใหญ่ทั้งกองทุนในประเทศและต่างชาติ ผสานมือกันเทขายหุ้นไทย ภาพของบรรดาหุ้นขนาดใหญ่ที่มีแรงเทขายออกมาอย่างหนักต่อเนื่อง บรรยากาศการลงทุนยังถูกกดดันจากปัจจัยเรื่องสงครามการค้าที่ถูกหยิบยกเป็นสาเหตุที่ทำให้หุ้นตก ประกอบกับช่วงนี้ตลาดขาดปัจจัยบวกใหม่การขายหุ้นออกมาก่อนเพื่อปรับพอร์ตลดความเสี่ยงจึงบังเกิดขึ้นกับตลาดหุ้นไทย ส่งผลต่อทิศทางการเดินไปข้างหน้าของตลาดหุ้นไทย

นอกจากนี้การสลับหมุนเวียนเปลี่ยนกลุ่มหุ้น ตัวหุ้นกันเป็นรายวันทำให้คาดการณ์ทิศทางตลาดได้ลำบาก ความผันผวนของตลาดที่เกิดขึ้นตอนนี้ แม้จะเป็นสิ่งที่ใครๆก็ไม่อยากให้เกิด แม้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศจะเติบโตขึ้น กำไรของบริษัทจดทะเบียนก็มีแนวโน้มที่จะเติบโตได้ดี แต่ในบางครั้งความเป็นจริงอาจจะไม่ได้เป็นไปตามทฤษฎีเสมอไป ความแน่นอนคือความไม่แน่นอนยังคงอยู่คู่กับตลาดหุ้นมาโดยตลอด ทั้งนี้อยู่ที่เราจะสามารถแยกแยะ มีสติมองหาโอกาสที่มีในความไม่แน่นอนนี้ได้หรือไม่

ดังนั้นนักลงทุนที่ดีจึงจำเป็นต้องเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความแข็งแกร่งกว่าตลาด แม้ราคาอาจจะไม่ได้เคลื่อนไหวหวือหวา แต่ก็ไม่ได้ปรับตัวลดลงมากนักในยามที่ตลาดส่งสัญญาณไม่ดี และที่สำคัญต้องเป็นหุ้นที่ยังจ่ายปันผลตอบแทนมาอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งน่าจะเหมาะกับนักลงทุนที่อดทนรอคอยได้ สามารถกำหนดกรอบการลงทุนของตนเองในการเข้าซื้อ หรือขายหุ้นให้สอดคล้องกับสภาพโดยรวมของตลาดได้เช่นกัน

การลงทุนในตลาดหุ้นนั้นอย่างไรเสียก็มีความเสี่ยงและเป็นสิ่งที่นักลงทุนจะต้องคอยเตือนตัวเองอยู่ทุกครั้งที่จะซื้อจะขายหุ้น สิ่งหนึ่งที่นักลงทุนควรรู้ ก็คือ ความผันผวนของตลาดจะเกิดขึ้น เมื่อไหร่ ซึ่งสัญญาณที่จะบอกเรา ได้แก่ ราคาหุ้นเข้าสู่ระดับแพงเกินไป หรือการซื้อขายเป็นไปในลักษณะเก็งกำไรมากจนเกินไป

ในตอนนี้ แม้ตลาดจะมีความผันผวนสูง ดัชนีจะขึ้นหรือจะลง การเคลื่อนไหวราคาหุ้นบนกระดานถูกกระทบด้วยกระแสข่าวที่เข้ามา อย่างไรก็ตามใช่ว่าจะดูแย่ไม่ดีไปเสียทั้งหมด เชื่อว่าความเสี่ยงในการเห็นดัชนีปรับตัวลดลงอาจจะลงได้กรอบที่จำกัดและพอจะรับได้ แต่ให้มีสติ ไม่ประมาท วันนี้ลงได้พรุ่งนี้ก็พร้อมจะขึ้นได้เช่นกันเราก็เห็นกันอยู่ แต่สิ่งที่สำคัญคือ เราจะคว้าโอกาสได้เก็บช้อนรับซื้อ หากราคาหุ้นเป้าหมายของเราลดลงต่ำกว่าพื้นฐานที่แท้จริงที่ควรจะเป็น แล้วอดทนรอคอยเมื่อตลาดมีการดีดกลับพร้อมกับราคาหุ้นเป้าหมายที่เราลงทุนขึ้นไปสู่ระดับที่สูง เราก็พร้อมที่จะสร้างความสำเร็จที่จะเกิดขึ้นได้ครับ

ดังนั้น การตัดสินใจซื้อหรือขายหุ้น ควรอยู่บนปัจจัยพื้นฐานของหุ้น การปรับพอร์ตขายหุ้นบางตัวเพื่อเปลี่ยนเป็นถือเงินสด โดยเฉพาะในหุ้นที่ราคาตลาดของหุ้นนั้นสูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงที่ประเมินได้ เพราะหากตลาดเกิดการปรับตัวลดลง หุ้นราคาสูงเกินมูลค่าพื้นฐาน มักปรับลดลงค่อนข้างแรง และเมื่อตลาดกลับมาฟื้นตัว เราก็จะมีเงินเข้าไปซื้อหุ้นที่ดีในราคาถูก เป็นการป้องกันและปรับพอร์ตลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์

เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญที่นักลงทุนทั่วไปจะต้องเตรียมพร้อมสำหรับการลงทุนในช่วงเวลานี้ คือจะต้องมองถึงการลดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุด หากเป็นการลงทุนระยะยาวคงต้องโฟกัสไปที่หุ้นขนาดใหญ่ที่มั่นคงเน้นผลตอบแทนที่แน่นอนมีปันผลสม่ำเสมอ หรือการลงทุนที่เน้นในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่มีผลตอบแทนสูงก็สามารถเลือกลงทุนได้เหมือนกัน แต่ทั้งหมดนี้ต้องใช้พื้นฐานที่แท้จริงเป็นตัวตัดสินใจ การคัดเลือกหุ้นที่จะลงทุนจากพื้นฐาน พัฒนาการของธุรกิจจากอดีตสู่ปัจจุบันตลอดจนคาดการณ์อนาคตได้อย่างแม่นยำ ประเมินความสามารถวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร ความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนรูปแบบของธุรกิจ โดยเน้นในเรื่องของคุณภาพมากกว่าราคาที่เคลื่อนไหวบนกระดานซื้อขาย และจะขายหุ้นก็ต่อเมื่อราคาหุ้นได้ปรับขึ้นไปสู่ราคาเป้าหมายที่ได้ทำการประเมินเอาไว้แล้ว หรือต้องขายหากการประเมินพื้นฐานของเราผิดพลาด หรือจะต้องขายเมื่อเราเจอหุ้นตัวอื่นที่เราเห็นว่าดีกว่า

อย่างไรก็ตามการลงทุนในตลาดหุ้นเป็นการลงทุนที่ดี เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูง ตลาดหุ้นมีขึ้น ก็ย่อมมีลง หากเราเข้าใจ ก็จะทำให้สามารถวางกลยุทธ์ได้ถูกต้องกับสถานการณ์ นั่นหมายถึง การมีวินัยที่เคร่งครัด มีความอดทน ผลลัพธ์ที่ตามก็คือ ความสำเร็จจากการลงทุนนั่นเองครับ