***ทำไมต่างชาติถึงยังขายไม่หยุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ Emerging market*** เรามาดูกันครับ…

***ทำไมต่างชาติถึงยังขายไม่หยุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ Emerging market*** เรามาดูกันครับ…

ปี 2008 อเมริกาพบปัญหาเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่อเมริกาทำนั้นช่างแตกต่างจากสิ่งที่บังคับให้ประเทศเล็กๆ ของเราทำเหลือเกินสมัยต้มยำกุ้ง ด้วยเศรษฐกิจอเมริกาที่ย่ำแย่อย่างมาก มาตราการอย่างแรกในการกระตุ้นเศรษฐกิจ คือการ ลดอัตราดอกเบี้ย เพื่อให้คนไม่เอาเงินมาฝากไว้ในธนาคาร และลดภาระดอกเบี้ยสำหรับธุรกิจทำให้กู้กันได้ดอกต่ำลง เพื่อกระตุ้นการลงทุน (เราจึงอยู่ในภาวะดอกเบี้ยขาลงมาอย่างยาวนานมาจนถึงเมื่อ 1-2 ปีมานี้ อเมริกาเคยลดดอกเบี้ยจนถึงต่ำสุด 0% มาแล้ว) แต่ผลกลับไม่เป็นอย่างคาด เพราะยังไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้ Fed ธนาคารกลางของสหรัฐได้ทำสิ่งที่คนทั่วโลกไม่คาดคิด คือการแก้หนี้ด้วยการสร้างหนี้ที่ใหญ่กว่า Fed ได้ทำการพิมพ์เงินดอลล่าร์ขึ้นมาจำนวนมหาศาลและฉีดเข้าสู่ระบบ (การฉีดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในภาระสัญญาที่มีการกำหนดขอบเขตระยะเวลาแน่นอนเราจะเรียกย่อๆว่าการทำ QE) สหรัฐ คือประเทศที่สามารถที่จะพิมพ์เงินออกมาเท่าไหร่ก็ได้ ด้วยเงื่อนไข 4 ข้อ

  1. Petrodollar (ซื้อขายน้ำมันเป็นเงินดอลล่าร์เท่านั้น)

2.ทุกประเทศต้อง ใช้เงิน dollar เป็นทุนสำรอง

3.Economy of scale(อเมริกาเป็นประเทศที่มีการบริโภคขนาดใหญ่)

  1. กองกำลังทางการทหาร ที่มีแสนยานุภาพเหนือประเทศอื่นๆ

สถานการณ์ของสหรัฐย่ำแย่มากถึงขนาดที่บริษัทประกันยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่งเกือบจะเจ๊ง(จริงๆเจ๊งไปแล้ว บริษัทประกันนี้มีบริษัทอยู่ในไทยด้วย เขาขยายสาขาไปทั้วโลก ดังนั้นจะซื้อประกันก็ดูกันให้ดีๆ) รวมถึงธนาคารบางแห่งที่กำลังจะล้ม Fed ต้องรีบออกมาปกป้องบริษัทเหล่านี้ เพราะมันคือหลักประกันเงินเกษียณอายุ เงินค่ารักษาพยาบาลต่างๆ ของคนหลายล้านคนทั่วโลก  สถานะการณ์ของบริษัทจดทะเบียนอื่นๆในอเมริกาก็ย่ำแย่มากเช่นเดียวกันไม่มีเงินชำระหนี้ธุรกิจที่เกิดขึ้น Fed ทำ QE และเข้าซื้อหุ้นกู้ต่างๆ และช่วยชำระหนี้ให้ เรียกได้ว่าเอาเงินไปให้ใช้กันฟรีๆ เงินมันจึงท่วมโลกไปหมด Fed ควบคุมปริมาณเงินในโลกได้ แต่ไม่สามารถควบคุมได้ว่าเงินจะไหลไปที่ไหน บริษัทเหล่านี้หลังจากได้เงิน บางส่วนก็นำไปชำระหนี้ บางส่วนก็เอาเงินเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อหาผลกำไร ทำให้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเกิดการบวมของฟองสบู่ตราสารต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น/ทองคำ/อสังหา..... และเงินยังไหลมาท่วมตลาด Emerging market แบบพวกเรา ด้วยนโยบายลดอัตราดอกเบี้ย การกระตุ้นการลงทุนต่างๆของ Fed ทำให้ ตลาดหุ้นในกลุ่มตลาดเกิดใหม่วิ่งทะยาน ขึ้นมาจากการเข้าซื้อของต่างชาติ ทุกคนมีความสุขเหมือนดั่งโรงละครแห่งความฝัน

 

เมื่อถึงปี 2013 เป็นจุดเริ่มต้นของการหมดสัญญา QE Fed ต้องเริ่มดึงเงินกลับ แต่เนื่องด้วยสัญญาณฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ดีเท่าที่ตั้งเป้า จึงได้มีการผ่อนปรณ ขยายสัญญาบางฉบับเรื่อยมา และยังคงปรับลดดอกเบี้ย ใช้นโยบายดอกเบี้ยต่ำต่อไป จนมาถึงปัจจุบันที่ Fed ไม่ยอมขยายสัญญาให้อีกต่อไป มีคำสั่งให้ทุกคนที่เคยรับเงินช่วยเหลือไป จะต้องนำเงินมาคืน (โดยการไม่ต่อสัญญาหุ้นกู้ที่เคยทำไว้ ไม่ให้กู้เงินอีกต่อไปและหยุดพิมพ์เงิน) ทำให้เกิดการดึงเงินกลับอย่างรวดเร็ว เงินที่เคยท่วมโลกลงทุนในตลาดหุ้นกลุ่มตลาดเกิดใหม่ต่างๆก็จำเป็นที่จะต้องขายเพื่อนำเงินกลับไปชดใช้ (ทำให้เห็นการเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่องของต่างชาติและแน่นอนว่าจะยังมีการขายออกไปเรื่อยๆตาม QE ที่หมดสัญญา ดังนั้นเราต้องติดตามข่าว QE ให้ดีๆ) ประกอบกับการที่ Fed ขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยมีเป้าหมายที่จะสูบเงินออกจากระบบ นำเงินที่เคยฉีดเข้าระบบออกให้มากที่สุดเพื่อรักษา เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ไม่ให้มีเงินล้นโลก (ซึ่งเงินมันไปอยู่แค่ในบางกลุ่มธุรกิจนั่นก็คือกลุ่ม Nasdaq เกิดการรวยกระจุกจนกระจาย) ในยกนี้กลุ่มตลาดเกิดใหม่ได้พ่ายแพ้ให้กับกลการเงินของพวกชาวยิวอย่างราบคาบ.....555

 

ย้อนกลับมามองที่สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยปัจจุบันไทยยังไม่ได้ขยับดอกเบี้ยตาม Fed ส่งผลทำให้ ผลตอบแทนของ Bond อเมริกา แซงขึ้นสูงกว่า Bond ของไทย ซึ่งแน่นอน ประเทศเขามั่นคงกว่า เกรดของตราสารหนี้ก็สูงกว่า ผลตอบแทนก็ได้มากกว่า ทำไมต้องมาเสี่ยงลงทุนใน Bond ของประเทศบ้านเรา ทำให้เงินไหลกลับเข้าไปยังสหรัฐ เกิดแรงเทขาย และด้วยเรื่องของ Demand & Supply Bond ของไทยเราไม่เป็นที่ต้องการส่งผลทำให้ Supply ล้นตลาด มีแต่คนอยากขาย Bond ไทยออกมา ราคาจึงตก พร้อมๆกับกองทุนที่มีตราสารหนี้อยู่ใน port มากๆก็จะจะขาดทุนมากขึ้นเรื่อยๆ(พวกกลุ่มกองทุนสำหรับคนเกษียณ) การที่ Bond ของเราถูกเทขาย แต่ Bond สหรัฐมีแต่คนอยากซื้อ ส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าร์แข็งค่าขึ้นทันที (นั่นคือค่าเงินบาทอ่อน) หมายความว่าถ้าฝรั่งขายหุ้นเราตอนนี้นอกจากจะได้กำไรจากที่ถือมาแล้ว ยังกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนอีกเกือบ 10% จึงเกิดการเทขายหุ้นออกมาอย่างต่อเนื่อง เราได้พ่ายแพ้ให้กับกลการเงินของชาวยิวอีกครั้ง ทุกอย่างเกิดขึ้นราวกับมีการจัดวางมาเป็นอย่างดี....... และคนคาดการณ์ว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยอีกอย่างน้อย 3 ครั้ง ซึ่งหมายความว่าถ้าไทยยังไม่ขึ้นดอกเบี้ยตาม เงินจะยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง

 

 

 

 

แล้วทำไมไทยถึงไม่ขึ้นดอกเบี้ยตามละ ปล่อยให้เงินไหลออกทำไม ? เป็นคำถามที่นักลงทุนสงสัยในช่วงเวลาที่ สหรัฐ ทยอยปรับอัตราดอกเบี้ย

เพราะ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เล็งเห็นว่า เศรษฐกิจไทยเพิ่งกำลังจะฟื้นตัว และมีเพียงกลุ่มส่งออกเพียงกลุ่มเดียวที่แข็งแกร่งพอจะต้านทานดอกเบี้ยไหว การขึ้นอัตราดอกเบี้ยจะกระทบต่อการเติบโตทำให้เกิดการหยุดชะงักได้ จากที่กำลังฟื้นตัวอาจจะกลายเป็นแย่ เนื่องจาก

  1. ถ้าขึ้นดอกเบี้ย คนจะเอาเงินมาฝากมากขึ้น และไหลเข้าสู่ Bond ของไทย ทำให้การจับจ่ายใช้สอยของคนในประเทศน้อยลง

2.ส่งผลให้ดอกเบี้ยเงินกู้เพิ่มสูงขึ้น บริษัทต่างๆจะมีภาระทางการเงินมากขึ้นเมื่อทำการกู้มาลงทุน อาจส่งผลให้การลงทุนต่างๆชะลอตัว ซึ่งไม่ดีต่อเศรษฐกิจ

3.หนี้ครัวเรือนจะสูงขึ้น หากมีการเพิ่มอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะกลุ่มดอกเบี้ยลอยตัว ใครผ่อนบ้านคงจะคุ้นเคยกับสูตรนี้เป็นอย่างดี คือ 3 ปีแรก ดอกเบี้ยคงที่ 3-5% ปีที่ 4 เป็นต้นไป ดอกเบี้ยลอยตัว MRR-2% หรือ MLR-2% ตอนนี้ ค่า MRR ของธนาคารไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 % เท่ากับว่าหลังปีที่ 4 เราจะเสียดอกที่ 5-6% ถ้า ธปท. ขึ้นดอกเบี้ย จะทำให้ ค่า MRR สูงขึ้นตาม เช่นขึ้น 0.25% ปีที่4 ก็จะต้องเสียดอกมากขึ้น 0.25% ตอนนี้รู้รึยังสำหรับคนที่เป็นหนี้ คุณกำลังจะต้องจ่ายดอกเบี้ยแพงขึ้น จ่ายเงินจำนวนมากขึ้น หรือ จ่ายจำนวนงวดยาวขึ้น...... ถ้าผู้คนต้องเอาเงินมาจ่ายดอกเบี้ยมากขึ้นจะมีเงินที่ไหนมาจับจ่ายใช้สอยในเศรษฐกิจละครับ

 

นั่นคือเหตุผลที่ ธปท. ยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย แต่หลายๆคนให้ความเห็นว่าคงต้านได้ไม่นาน ปีนี้จะต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 1 รอบ อย่างแน่นอน ในช่วงเวลาที่เหลือของปี

 

สรุปคือ

  1. จะเห็นได้ว่า วิกฤติการณ์ทางการเงินโลกมันไม่ได้หายไปไหนมันแค่ซุกอยู่ใต้พรมรอการระเบิด เพราะสหรัฐได้แก้หนี้ด้วยการสร้างหนี้ ไปเรื่อยๆ
  2. เงินยังคงไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงที่มีสภาพคล่องเรื่อยๆ ให้ตามข่าวการขึ้นดอกเบี้ย และมาตราการ QE ให้ดี
  3. หากจะซื้อตราสารหนี้ควรซื้อตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน (คือ 1-3 เดือน)
  4. สำหรับคนมีหนี้ให้เตรียมตัวรับภาระดอกเบี้ยที่จะมากขึ้นให้ดี
  5. ตลาดหุ้น10ปีที่ผ่านมา กับอีก 10 ปีข้างหน้าอาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
  6. บางคนบอกว่าหุ้นตกรีบซื้อ ได้ซื้อของถูก แต่ผมบอกเลยครับว่าตอนนี้ถึงตกมาเยอะหุ้นไทยก็ยังไม่ได้ราคาถูกครับ ถ้าคำนวณ PE 5 ปี ดัชนีที่ราคาเหมาะสม (เหมาะสมนี่ไม่ใช่หมายความว่าถูกนะครับ แค่แพงเมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ) คือ 1500 จุด แต่ถ้าคำนวณ PE 10 ปี จะอยู่ที่ 1300 จุด ผมบอกเลยว่าถ้ากองทุนไม่ประคองเราย่อยยับกันไปนานแล้ว ที่ว่าถูกคงยังจะถูกได้อีก
  7. จับตามอง Bond สหรัฐ 10 ปีให้ดีถ้าทะลุ 3.5% เป็นเวลานาน ก็เตรียมตัวแยกย้ายได้เลย

          เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้