ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย! หุ้นสื่อสารฯรูดระนาว เหตุประมูลครั้งใหม่เริ่มชัด หวั่นราคาสูงเกินคาด

ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย! หุ้นสื่อสารฯรูดระนาว เหตุประมูลครั้งใหม่เริ่มชัด หวั่นราคาสูงเกินคาด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การซื้อขายของหุ้นกลุ่มสื่อสารในสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนใหญ่ปรับตัวลงในแดนลบ โดยเฉพาะ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC ที่ปรับตัวลง 4 วันต่อเนื่อง คิดเป็นการปรับตัวลดลง 17.12% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 54 บาท เมื่อวันที่ 30 ต.ค.60
ด้าน บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC ปรับตัวลง 3 วันต่อเนื่อง คิดเป็นการปรับตัวลดลง 5.14% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 194.50 บาท เมื่อวันที่ 31 ต.ค.60
ขณะเดียวกันบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ปรับตัวลง 2 วันต่อเนื่อง คิดเป็นการปรับตัวลดลง 7.31% นับตั้งแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ระดับ 6.15 บาท เมื่อวันที่ 31 ต.ค.60 และบริษัทจัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ยังคงปรับตัวอยู่ทั้งแดนลบและแดนบวก โดยล่าสุดราคาอยู่ที่ระดับ 7.40 บาท
โดยหุ้น DTAC ปรับตัวลงแรงมากกว่าหุ้นตัวอื่นๆในกลุ่ม เนื่องจาก DTAC เป็นผู้ให้บริการคลื่น 900 MHz/1800 MHz อยู่ในขณะนี้ ซึ่งปัจจุบัน DTAC ไม่ได้เสียเปรียบคู่แข่งเนื่องจากขณะนี้ยังมีสัญญาใช้ได้ถึงเดือน ก.ย.61 แต่หลังจากนั้นยังมีความไม่แน่นอนในการถือครองคลื่นความถี่ หลังหมดสัญญาสัมปทาน กับบริษัท กสท.โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) (CAT) เดือน ก.ย.61
เบื้องต้น คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) คาดว่า จะออกประกาศหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ได้ในเดือนม.ค.61 ทั้งนี้ สำนักงานฯจะนำร่างหลักเกณฑ์เข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการ กสทช.ในวันที่ 8 พ.ย. นี้และนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ 30 วัน ก่อนนำไปประกาศในราชกิจการนุเบกษา หลังจากนั้น สำนักงาน กสทช.จะเชิญชวนเข้าร่วมประมูลคลื่นความถี่ในเดือน มี.ค.61 และคาดว่าจะสามารถเคาะราคาประมูลได้ในเดือน พ.ค.61 และจะดำเนินการมอบใบอนุญาตได้ในเดือน มิ.ย.61

(คลิกที่รูปภาพเพื่อขยายขนาด)
ทั้งนี้หากย้อนดูสถิติการปรับตัวลดลงของหุ้นกลุ่มสื่อสารหลังจากมีการประกาศวันประมูลคลื่นรอบใหม่ จะเห็นได้ว่าหุ้นกลุ่มสื่อสารจะปรับตัวลงหนัก เห็นได้ชัดจากการประมูลคลื่น 4G เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2558 หุ้นกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลดลงอย่างหนักทั้งก่อนและหลังการประมูล ซึ่งเป็นตัวกดดัชนีให้ปรับลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนต.ค.2559 ดัชนีอยู่ที่ระดับ 1,424.16 จุด และปรับตัวลงแตะจุดต่ำสุดที่ 1,234.50 จุด ขณะที่ดัชนีเริ่มปรับตัวขึ้นภายหลังประมูล 4G เป็นระยะเวลากว่า 1 เดือน
สำหรับผลการประมูลในครั้งนั้น บริษัท แจส โมบาย บรอดแบรนด์ จำกัด ในเครือ JAS ชนะการประมูลใบอนุญาต 4G คลื่นความถี่ย่าน 900 เมกะเฮิรตซ์ ในชุดที่ 1 คลื่น 895-905 MHz คู่กับ 940-950 MHz (10 MHz) มูลค่าการประมูล 75,654 ล้านบาท และบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น จำกัด ในเครือ TRUE ชนะการประมูลในชุดที่ 2 คลื่น 905-915 MHz คู่กับคลื่น 950-960 MHz (10 MHz) มูลค่าการประมูล 76,298 ล้านบาท รวมมูลค่า 151,952 ล้านบาท ในการเคาะประมูลครั้งที่ 199
อย่างไรก็ตามทาง JAS ไม่ได้ทำการชำระเงินค่าประมูลให้กับทางคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ส่งผลให้ต้องมีการเปิดประมูลคลื่น 900 MHz อีกครั้ง ภายใน 4 เดือน ช่วง ก.ค.2559 โดยราคาเริ่มต้น 75,000 บาท ราคาเริ่มต้นเท่าที่ผู้ชนะที่ทิ้งการประมูลไป ( 75,000 ล้านบาท) ภายหลังการเปิดประมูลมีผู้เข้าร่วมเพียงเจ้าเดียวคือบริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ตเวิร์ค จำกัด (AWN) ในเครือ ADVANC ภายหลัง ได้เคาะยืนยันราคาคลื่นความถี่ย่าน 900 MHz ไปเมื่อวันที่ 27 พ.ค. 2559 โดยยืนยันราคาที่ 75,654 ล้านบาท
ทั้งนี้ “ผู้สื่อข่าว” มองว่า การที่หุ้นกลุ่มสื่อสารปรับตัวอย่างหนักทั้งก่อนและหลังการประมูลเสร็จสิ้นนั้น จากความกังวลเรื่องราคาประมูลใบอนุญาตที่อยู่ในระดับสูงจะส่งผลต่อความสามารถในการทำรายได้และกำไร
โดยการประมูลคลื่นความถี่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเร่งระดมทุนในระยะสั้น และหาแนวทางเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นในระยะยาว นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ของค่ายมือถือ ซึ่งมีโอกาสเพิ่มสูงถึง 6 เท่าภายในระยะเวลา 4 ปี

ด้าน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ คาดการประมูลคลื่นความถี่ทั้ง 1800 MHz และ 900 MHz ยังคงมีแนวโน้มแข่งขันสูง เพื่อรองรับการให้บริการข้อมูลที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยปัจจุบัน คนไทยมีการใช้งานข้อมูลเฉลี่ยสูงถึง 5GB/คน/เดือน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 25 เท่าจากช่วง 4 ปีก่อนหน้า
ทั้งนี้ คลื่นความถี่ทั้งสองคลื่นต่างมีจุดเด่นที่แตกต่างกัน โดยคลื่น 1800 MHz เป็นคลื่นความถี่สูงและเหมาะสำหรับการให้บริการที่ต้องการความเร็วสูงอย่างบริการ 5G ในอนาคต สะท้อนให้เห็นจากการทดสอบเทคโนโลยี 5G ในช่วงที่ผ่านมาซึ่งเป็นการทำบนคลื่นความถี่สูงทั้งหมด เช่น คลื่น 3.5GHz ในขณะที่คลื่น 900 MHz เป็นคลื่นความถี่ต่ำย่านสุดท้ายที่จะมีการประมูล
ทั้งนี้ EIC มองว่าโอกาสที่ผู้ประกอบการรายใหม่จะเข้ามาแข่งขันเป็นไปได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากอัตราการเข้าถึงโทรศัพท์มือถือของไทยมีแนวโน้มที่จะเริ่มเข้าใกล้จุดอิ่มตัว โดยปัจจุบันอยู่ที่ 138% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศพัฒนาแล้วที่ 127% ส่งผลให้อัตราการเติบโตของจำนวนเลขหมายมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นได้ไม่มากทั้งในระยะกลางและยาว อย่างไรก็ดี หากมีผู้เล่นรายใหม่ จะต้องเป็นผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์มาก่อน เช่น ในกรณีของสิงคโปร์ที่ค่ายมือถือรายใหม่อย่าง TPG เป็นผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตรายใหญ่ของออสเตรเลียมาก่อน เป็นต้น
โดยการประมูลคลื่นความถี่อาจส่งผลกระทบต่อสถานะทางการเงิน ซึ่งผู้ประกอบการจะต้องเร่งระดมทุนในระยะสั้น และหาแนวทางเพิ่มรายได้จากช่องทางอื่นในระยะยาว โดย EIC ประเมินว่าต้นทุนค่าคลื่นความถี่ 1800 MHz และ 900 MHz ที่จะประมูลในปี 61 มีแนวโน้มส่งผลกระทบต่ออัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E ratio) ของค่ายมือถือ ซึ่งมีโอกาสเพิ่มสูงถึง 6 เท่าภายในระยะเวลา 4 ปีทำให้ค่ายมือถือต้องหาแหล่งเงินทุนใหม่ๆ เพื่อป้องกันปัญหาการขาดสภาพคล่อง
นอกจากนี้ เมื่อประมูลคลื่นได้แล้ว ผู้ประกอบการควรแสวงหาช่องทางรายได้ใหม่เพิ่มเติม โดยเฉพาะการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าธุรกิจมากขึ้น เช่น SK telecom ผู้ให้บริการมือถือรายใหญ่ของเกาหลีใต้ที่ให้บริการ IoT โซลูชั่นสำหรับทำ smart farm และ smart factory รวมถึง at&t ผู้ให้บริการมือถือในสหรัฐฯ ที่ให้บริการโซลูชั่นเพื่อติดตามและบริหารจัดการการขนส่งสินค้า เป็นต้น
ทั้งนี้ กสทช. เผยร่างหลักเกณฑ์การประมูลคลื่นความถี่ที่กำลังจะหมดอายุลงในเดือนก.ย. 61 โดยกำหนดราคาประมูลเริ่มต้นของคลื่น 1800 MHz ที่ 37,457 ล้านบาท และคลื่น 900 MHz ที่ 37,988 ล้านบาท ซึ่งในร่างหลักเกณฑ์ฯ ไม่มีการห้ามผู้ประกอบการรายใดเข้าร่วมการประมูลแต่ได้กำหนดอัตราค่าปรับสูงขึ้นจาก 5% เป็น 15% ของราคาขั้นต่ำ ทั้งนี้ คาดว่าการประมูลคลื่นจะเสร็จสิ้นภายในช่วงเดือน พ.ค.61 เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในการโอนย้ายลูกค้า

ด้าน นายสืบศักดิ์ สืบภักดี นักวิจัยด้านโทรคมนาคม ศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงการชี้แจงการประมูลคลื่นความถี่ย่าน 990 และ 1800 MHz ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่า เมื่อพิจารณาจากข้อมูลตามร่างหลักเกณฑ์ในการประมูลคลื่นความถี่ที่ กสทช.จัดทำขึ้น คาดว่าการแข่งขันในการประมูลจะไปอยู่ที่คลื่นย่าน 1800 MHz
ทั้งนี้ เนื่องจากเมื่อเปรียบเทียบราคาเริ่มต้นของความถี่ทั้ง 2 ย่าน จะเห็นว่าย่าน 900MHz มีระดับราคาสูงกว่าย่าน 1800 MHz ที่ 37,988 ล้านบาท ขณะที่ขนาดของชุดคลื่นความถี่มีเพียง 5MHz ดังนั้นผู้ที่สนใจประมูลน่าจะเป็นผู้ที่ต้องได้คลื่นชุดนี้จริงๆ ขณะที่คลื่นย่าน 1800 MHz กำหนดราคาต่ำกว่า แต่มีขนาดของคลื่นแต่ละชุดที่นำมาประมูลถึง 15 เมกะเฮิรตซ์ เมื่อพิจารณาจากความสนใจและความคุ้มค่าในการลงทุนรวมถึงการเป็นความถี่พื้นฐานในการให้บริการ 4G ของคลื่นย่าน 1800 MHz จึงน่าจะมีการแข่งขันมากกว่า
“คนที่อยากได้คลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ ต้องอยากได้มากจริงๆ สมมติว่าเข้าประมูลรายเดียวต้องเคาะราคา 1 ครั้ง ราคาของคลื่น 900 เมกะเฮิรตซ์ จะไปแตะ 38,000 ล้านบาท ทันที อย่างไรก็ดี ขณะนี้ กสทช.ยังไม่บอกว่าจะนำคลื่น 900 หรือ 1800 MHz ขึ้นมาประมูลก่อน ซึ่งมันมีผล เพราะถ้านำคลื่น 900 MHz มาประมูลก่อนแล้วหากไม่มีผู้เข้าประมูลจะพักไว้ พอประมูลคลื่น 1800 MHz แน่นอนมีผู้ให้บริการรายหนึ่งที่ต้องการคลื่นความถี่อย่างมาก ต้องเข้ามาประมูลแน่ ขณะที่อีกสองรายนั้น รายหนึ่ง (AIS) น่าจะสนใจในคลื่น 1800 MHz ชุดแรก เพราะสามารถนำมาต่อกับคลื่นที่ตัวเองมีอยู่เดิมทำให้มีคลื่น 1800 MHz เพิ่มขึ้นเป็น 15 MHz ส่วนรายใหญ่ที่เหลือ ซึ่งมีคลื่นในมือมากที่สุดในตลาด น่าจะรอดูท่าทีและเข้าประมูลเพื่อกันคู่แข่งให้ประมูลด้วยมูลค่าที่สูงขึ้น” นายสืบศักดิ์ กล่าว
ขณะที่ นายสืบศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในการประมูลครั้งนี้ การแข่งขันและผลการประมูลมีความเป็นไปได้ในทุกแบบ แม้ดูว่าน่าจะมีผู้ประกอบการ 2 รายใน 3 รายที่มีอยู่จะสนใจคลื่นความถี่ แต่อาจมีการเข้าประมูลเพื่อทำให้ราคาสูงจนมูลค่าคลื่นสูงมากที่สุด หรืออย่างดุเดือดที่สุด อาจจะมีการประมูลจากรายใหญ่รายหนึ่งที่มีคลื่นในมืออยู่แล้ว เพื่อทำให้คู่แข่งที่มีคลื่นอยู่น้อยที่สุดไม่ได้คลื่นความถี่เลยก็ได้ ทุกอย่างเป็นไปได้หมด แล้วแต่ผู้ให้บริการจะพิจารณาอย่างไร
ส่วนความเป็นห่วงเรื่องการสมยอมราคาหรือฮั้วประมูล น่าจะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก เพราะการกำหนดเงื่อนไขให้ผู้เข้าประมูลต้องมีมากกว่าจำนวนใบอนุญาตน่าจะทำให้การมาสมยอมราคาหรือฮั้วกันทำได้ยาก