ส.ศูนย์การค้าไทย ตั้งเป้าธุรกิจโต 4-5% ปีนี้ ทุ่มงบกว่า 5.7 หมื่นลบ.ขยายพื้นที่ศูนย์ฯในกลุ่มเป็น 9.1 ล้านตร.ม.ในปี 62

ส.ศูนย์การค้าไทย ตั้งเป้าธุรกิจโต 4-5% ปีนี้ ทุ่มงบกว่า 5.7 หมื่นลบ.ขยายพื้นที่ศูนย์ฯในกลุ่มเป็น 9.1 ล้านตร.ม.ในปี 62

ส.ศูนย์การค้าไทย ตั้งเป้าธุรกิจโต 4-5% ปีนี้ ทุ่มงบกว่า 5.7 หมื่นลบ.ขยายพื้นที่ศูนย์ฯในกลุ่มเป็น 9.1 ล้านตร.ม.ในปี 62
นางสาววัลยา จิราธิวัฒน์ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย (TSCA) กล่าวว่า นโยบายของสมาคมฯในปีนี้จะร่วมกันพลิกโฉมธุรกิจค้าปลีกสู่ยุคของการเป็น Shopping Center 4.0 เพื่อตอบรับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนไป โดยตั้งเป้าเติบโต 4-5% ในปี 60 และจะช่วยกันพัฒนาโครงการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ตลอดจนร่วมกันสร้างไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กใหม่ ๆ ให้กับประเทศ โดยโครงการเซ็นทรัล ภูเก็ต และ ไอคอน สยาม จะเป็นอภิมหาโครงการสุดยิ่งใหญ่ที่จะเป็นแลนด์มาร์กระดับโลกซึ่งเตรียมเปิดให้บริการในปี 61
ขณะที่ตั้งเป้าหมายจะเพิ่มพื้นที่รวมศูนย์การค้าในกลุ่มสมาชิกฯ ภายในปี 62 เป็น 9.1 ล้านตารางเมตร (ตร.ม.) จากศูนย์การค้าของสมาคมรวม 107 แห่ง ด้วยมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 5.7 หมื่นล้านบาท จากปัจจุบันมีพื้นที่รวม 8 ล้าน ตร.ม. จำนวน 97 ศูนย์การค้า โดยในปี 61 จะมีศูนย์การค้าเปิดใหม่ ได้แก่ เซ็นทรัล ภูเก็ต, ไอคอน สยาม, The Market Bangkok , Terminal21 พัทยา
"เรายังช่วยกันลงทุนพัฒนาโปรเจ็กต์ใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และร่วมกันสร้างไลฟ์สไตล์แลนด์มาร์กใหม่ ๆ ให้กับประเทศไทย โดยอภิมหาโครงการสุดยิ่งใหญ่ที่จะสร้างปรากฏการณ์แลนด์มาร์กระดับโลกให้ประเทศไทย ด้วย 2 โครงการยักษ์ใหญ่ที่จะเปิดให้บริการในปี 2561 ได้แก่ เซ็นทรัล ภูเก็ต และไอคอนสยาม"นางสาววัลยา กล่าว
นางสาววัลยา กล่าวว่า สมาคมฯมีทิศทางดำเนินการบน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) Customer-Centric ผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ด้วยการออกแบบศูนย์การค้าและปรับรูปแบบการให้บริการให้ทันไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคดิจิทัลทุกเพศทุกวัยที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภค และความคาดหวังในการมาศูนย์การค้าแตกต่างไปจากเดิม
อาทิ การออกแบบและเพิ่มบริการในศูนย์การค้าสำหรับกลุ่ม Aging-society ด้วยการมี Disabled parking area, ห้องน้ำ, ลิฟท์ และเทรนด์การใช้ชีวิตยุคใหม่ เช่น บริการ Co-working Space, บริการสำหรับครอบครัวยุคใหม่, บริการตอบโจทย์คนรักสุขภาพและชอบเล่นกีฬา, บริการสำหรับสัตว์เลี้ยง แม้กระทั่งการบริการที่ตอบโจทย์การเดินทางมาที่ศูนย์การค้าของลูกค้าไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า รถจักรยาน มีจุดขึ้นรถสาธารณะ และมีจุดชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้ ยังเน้นเทรนด์การออกแบบที่ผสมผสานพื้นที่สีเขียวไว้ในศูนย์การค้า เพื่อให้คนเมืองได้มีพื้นที่สำหรับการพักผ่อน
2) Omnichannel เน้นทำการตลาดแบบผสมผสานทุกช่องทาง เชื่อมประสบการณ์ช็อปปิ้งแบบไร้รอยต่อ และตอบสนองความต้องการแบบ personalized โดยใช้ข้อมูลจากฐาน big data ของลูกค้า เช่น The 1 Card, M Card, Viz Card เพื่อทำการตลาดแบบเจาะกลุ่ม แบ่งตามพฤติกรรมการซื้อ ไลฟ์สไตล์ ความชอบ สามารถจับกลุ่มทาร์เก็ตที่ตรงเป้าหมาย แม่นยำมากกว่าการทำการตลาดแบบหว่านแห รวมทั้งศูนย์การค้ามีระบบที่รองรับการจ่ายเงินของ Cashless Society สังคมไร้เงินสด พัฒนาบริการที่รองรับการใช้จ่ายผ่านมือถือ และบัตรแทนเงินสด
3) Build partnership สร้างพันธมิตร เปลี่ยนคู่แข่งให้กลายเป็นคู่ค้า เพราะคู่แข่งที่ท้าทายที่สุดในยุคนี้คือ ผู้บริโภค โดยศูนย์การค้าจะผนึกกำลังกันร่วมสนับสนุนนโยบายต่างๆของภาครัฐ และส่งเสริมให้เกิดย่านช็อปปิ้งทั้งในกรุงเทพฯ และเมืองท่องเที่ยว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ ในฐานะสมาคมศูนย์การค้าไทย กลุ่มสมาชิกยังพร้อมร่วมพัฒนาประเทศด้วยการสนับสนุนภาครัฐ โดยการร่วมกันลงทุนในจังหวัดต่างๆ ที่สอดคล้องกับแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเมกะโปรเจ็กต์ของภาครัฐทั้งโครงการมอเตอร์เวย์ รถไฟทางคู่ และรถไฟความเร็วสูงในจังหวัดหลัก อาทิ โครงการก่อสร้างระบบคมนาคมสู่จังหวัดนครราชสีมาของภาครัฐเพื่อชูโคราชเป็นเมืองศูนย์กลางของภาคอีสาน ทางสมาชิกจึงได้ลงทุนพัฒนาศูนย์การค้าต่าง ๆ ได้แก่ การเปิดตัวของโครงการ เซ็นทรัลพลาซา โคราช, Terminal 21 โคราช และ การขยายพื้นที่เพิ่มเติมของ เดอะมอลล์ โคราช ที่จะช่วยเสริมการเป็นเมือง gateway ของอีสานให้โคราช ซึ่งการลงทุนของทั้ง 3 โครงการในโคราช จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัด สร้างงาน สร้างอาชีพ ช่วยดึงคนกลับสู่ท้องถิ่น อีกทั้งช่วยดันเอสเอ็มอีท้องถิ่นให้เกิดรายได้อีกด้วย
และยังได้ลงทุนในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ได้แก่ ชลบุรี (พัทยา) และ ระยอง โดยมีโครงการ อาทิ Terminal 21 พัทยา, เซ็นทรัล มารีนา และเซ็นทรัลพลาซา ระยอง รวมไปถึงการลงทุนในโซนกรุงเทพฯ ตะวันออก ย่านบางนา-สุวรรณภูมิ ที่เชื่อมต่อกับเขต EEC ได้แก่ โครงการ เมกาซิตี้, ซีคอนซิตี้, แบงค็อกมอลล์ และการปรับโฉมใหม่ของ เซ็นทรัลพลาซา บางนา โดยโครงการเหล่านี้จะช่วยเสริมความสมบูรณ์ และรองรับเศรษฐกิจที่จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดในอนาคต พร้อมทั้งตอบรับไลฟ์สไตล์ยุคใหม่ให้ย่านดังกล่าวได้อย่างสมบูรณ์
ทั้งนี้ คณะกรรมการสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจศูนย์การค้าทั้งหมด 13 ราย ประกอบด้วย บมจ. เซ็นทรัลพัฒนา (CPN),บมจ.ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ ,บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, บมจ. เอ็มบีเค (MBK),บริษัท รังสิตพลาซ่า จำกัด, บมจ.สยามฟิวเจอร์ ดีเวลอปเมนท์ (SF) ,บริษัท แอล เอช มอลล์ โฮเทล จำกัด,บมจ.เดอะ แพลทินัม กรุ๊ป (PLAT) , บริษัท เค.อี.แลนด์ จำกัด, บริษัท เดอะมอลล์กรุ๊ป จำกัด, บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด, บริษัท แปซิฟิคพาร์ค ศรีราชา จำกัด และ บริษัท บุญถาวรเซรามิค จำกัด