หวังว่ากองทุนในประเทศคือพระเอกตัวจริงตลอดกาล

หวังว่ากองทุนในประเทศคือพระเอกตัวจริงตลอดกาล

ภาวะตลาดทุนไทยโดยรวมที่ยังมีการแกว่งตัวในกรอบไม่ทิ้งห่าง 1,700 จุด ตามแรงซื้อแรงขายที่เกิดขึ้น จากปัจจัยชี้นำในเรื่องของการเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2/61 รวมถึงแรงซื้อกลับต่อเนื่องของนักลงทุนต่างชาติ หลังจากที่ขายออกสุทธิไปเกือบ 2 แสนล้านบาท

ในเวลาเดียวกัน กองทุนภายในประเทศจากที่เล่นเกมซื้อชนสู้ตลอดมาช่วงสองสามวันนี้เล่นบทขายอย่างโดดเด่น ชิงขายทำกำไรโชว์ผลงานโกยกำไรก่อน แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การขับเคลื่อนของตลาดทุนไทยช่วงที่ผ่านมา ต้องยกเครดิตให้กับสถาบันกองทุนในประเทศ ที่ในช่วงที่ต่างชาติมีการขายหุ้นออกมาต่อเนื่อง เป็นกองทุนนี่ละครับที่เป็นฝ่ายเข้าไปเก็บสะสมหุ้นแบบปักหลักสู้ และเป็นส่วนสำคัญในการผลักดัน ดัชนีฯให้กลับขึ้นมายืน 1700 จุดได้อย่างสบายๆ

หวนกลับย้อนคิดถึงอดีตวันวานเรื่องราวตลาดหุ้นไทยสมัยกองทุนยังไม่แข็งแรง ตลาดหุ้นเจอวิกฤติครั้งคราวใดก็มักจะเอาตัวไม่รอด ตลาดฯออกอาการซวนเซไร้แรงรับซื้อสกัดแรงขายให้เกิดความเข้มแข็งและมีเสถียรได้ ดูอย่างช่วงตลาดทรุดแรงครั้งแรกสมัยเหตุการณ์ราชาเงินทุน นักลงทุนพากันผวากลัวตลาดหุ้นไปตามๆกัน

ตลาดทุนไทยกองทุนถูกก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเมื่อพ.ศ. 2520 โดย บลจ.เอ็มเอฟซี MFCภายใต้ชื่อกองทุนสินภิญโญ ด้วยขนาดกองทุนเพียงแค่ 100 ล้านบาท ได้รวบรวมเงินก้อนจากนักลงทุนทั่วไป มีวัตถุประสงค์ที่่่่่่่่่่่่่พูดไว้สวยหรูคือ เพื่อพัฒนาตลาดทุนของประเทศ พูดง่ายๆก็เอาเงินมาสู้หุ้นเล่นหุ้นลงทุนในหุ้นนั้นเองละครับ

ต่อมาเมื่อทางภาครัฐมีการเปิดเสรีทางการเงิน ทำให้มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นไทยเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ Black Monday ในปี 2530 ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลกตกลงอย่างมาก คิดเป็นมูลค่ามหาศาลในเวลาอันสั้นรวมถึงตลาดทุนไทย ที่นักลงทุนต่างชาติพากันเทขายทิ้งหุ้นไทยอย่างหนัก ทำให้ดัชนีฯลดต่ำลงติดต่อกันหลายสัปดาห์ การแก้ไขปัญหาช่วยสร้างเสถียรภาพให้เกิดกับตลาดทุนไทย กองทุนเฉพาะกิจก็เกิดขึ้้น มีชื่อเรียกว่า กองทุนพยุงหุ้น ช่วยสร้างแรงซื้อหนุนราคาหุ้นได้อยู่บ้าง

และในปี 2536 ได้มีการก่อตั้งธนาคารที่จัดตั้งขึ้นเพื่อทำธุรกรรมในการกู้ยืมเงินจากต่างประเทศแล้วนำมาทำธุรกรรมในการให้กู้ทั้งภายในและหรือภายนอกประเทศไทยได้ โดยทำธุรกรรมที่ทำการกู้ยืมเงินต่างชาติมาตั้งแต่ปี 2536-2540 และนักลงทุนต่างชาติก็กลับเข้ามาซื้อหุ้นอย่างมากมายอีกครั้ง จนกระทั่งในปี 2540 เกิดวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย หรือที่เรียกว่า “วิกฤตต้มยำกุ้ง” ซึ่งส่งผลกระทบถึงหลายประเทศในทวีปเอเชีย รวมถึงประเทศไทยด้วย และเป็นอีกครั้งที่นักลงทุนต่างชาติ ต่างพากันขายหุ้น ทิ้งหุ้นไทยขนเงินกลับประเทศ ส่งผลให้ตลาดทุนไทยประสบกับภาวะวิกฤตตกต่ำครั้งใหญ่ที่สุด จากดัชนี 1,700 เหลือ 200 จุด

หลังจากเหตุการณ์ ต้มยำกุ้ง นำโดยรัฐบาลและกระทรวงการคลัง เริ่มหาวิธีป้องกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพให้เกิดขึ้นกับตลาดทุนไทย จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกองทุนขึ้นมาอย่างเป็นระบบ มีการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพ จนทำให้กองทุนในประเทศ มีการเติบโต มีความแข็งแกร่ง พัฒนาศักยภาพได้เท่าเทียมในระดับเดียวกับกองทุนในต่างประเทศ และได้รับการยอมรับกันอย่างแพร่หลาย

อีกทั้งกองทุน ยังเป็นเครื่องมือในการลงทุน สำหรับผู้ลงทุน ที่ประสงค์จะนำเงินมาลงทุนในตลาดเงินตลาดทุน แต่ติดขัดด้วยอุปสรรคหลายประการ ที่ทำให้การลงทุนด้วยตนเองไม่สามารถได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมายที่ต้องการ เช่น มีเงินทุนจำนวนจำกัด ไม่สามารถกระจายการลงทุนในหลักทรัพย์ต่างๆได้มากพอ เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุน หรือไม่มีประสบการณ์ ความรู้ ความชำนาญในการลงทุน ไม่มีเวลาศึกษา ค้นหา และติดตามข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจในการลงทุน การลงทุนผ่านกองทุนจึงตอบโจทย์ และเป็นเครื่องมือในการลงทุนที่มีประสิทธิภาพ มีการจัดการ การลงทุนอย่างเป็นระบบ โดยมีจุดมุ่งหมายให้การลงทุนนั้นสร้างผลตอบแทนคืนกลับให้ผู้ถือหน่วยลงทุนอย่างดีที่สุด

ปัจจุบันสถาบันกองทุนในประเทศ นับได้ว่ามีส่วนสำคัญในการส่งเสริมตลาดทุนไทยให้เกิดการพัฒนา มีเสถียรภาพและมีความมั่นคง แม้ในยามที่ตลาดทุนไทยประสบกับภาวะวิกฤตในช่วงที่ผ่านมา ก็สามารถเข้ามาช่วยพยุงประคับประคองให้ตลาดทุนไทยสามารถผ่านพ้นวิกฤตต่างๆมาได้ จึงสรุปได้ว่า กองทุนในประเทศนั้น ถือเป็นกำลังสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนตลาดทุนไทยให้เกิดเสถียรภาพ มีการเติบโตอย่างมั่นคงในอนาคตครับ