เทพหุ้นเชียร์ “ซื้อ” EKH เป้า 8.50 บ. มองอนาคตสดใส!

เทพหุ้นเชียร์ “ซื้อ” EKH เป้า 8.50 บ. มองอนาคตสดใส!

สำนักข่าว Stock Focus - เซียนหุ้น 3 ค่ายดังผนึกกำลัง เชียร์ “ซื้อ” หุ้น EKH คาดผลงานปี 2562 เติบโตอย่างโดดเด่น รับอานิสงส์คนไข้ใช้บริการเพิ่ม กระแสตอบรับจากศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) คึกคัก ศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่เดินเครื่องให้บริการเดือน ส.ค.นี้ รวมทั้งได้ศูนย์ เฉพาะทางหนุนเต็มสูบ เล็งเป้าราคาเหมาะสม 8.20-8.50 บาท/หุ้น

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เผยแพร่บทวิเคราะห์ ระบุว่า ฝ่ายวิจัยได้แนะนำ“ซื้อ” หุ้นบริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) (EKH) โดยประเมินผลการดำเนินงานปี 2562 เติบโตโดดเด่น 29% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเป็น 152 ล้านบาท เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากศูนย์ผู้มีบุตรยาก (IVF) ที่มีผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเฉลี่ยจาก 30-35 เคส/ไตรมาสปีก่อน เป็น 50-60 เคส ขณะเดียวกันยังได้รับอานิสงส์จากการเปิดให้บริการศูนย์กุมารเวชแห่งใหม่ ซึ่งทำให้มีจำนวนเตียงให้บริการเพิ่มจาก 80 เตียง เป็น 140 เตียง โดยในช่วงที่เหลือของปีนี้ EKH เตรียมเปิดศูนย์เฉพาะทางเพิ่มได้แก่ ศูนย์ ตา หู คอ จมูก และศูนย์ผิวหนังและความงาม ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถรองรับผู้ป่วยเฉพาะทางที่มีรายได้ต่อหัวที่สูงขึ้น

สำหรับแนวโน้มไตรมาส 2/62 คาดมีกำไรปกติเท่ากับ 30 ล้านบาท แม้จะชะลอตัวเมื่อเทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา แต่ปรับเพิ่มขึ้นโดดเด่น 34% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากได้รับปัจจัยบวกจากการเติบโตของกลุ่มคนไข้เงินสดจากโรคระบาดที่เพิ่มขึ้นและฤดูฝนปีนี้ที่มาเร็ว รวมถึงผู้ที่มาใช้บริการศูนย์ IVF เพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้รายได้รวมปรับเพิ่มขึ้น 22% เป็น 175 ล้านบาท และแนวโน้มครึ่งปีหลังยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นช่วง High season

ฝ่ายวิจัยจึงแนะนำ “ซื้อ” ซึ่งราคาปัจจุบันซื้อขายที่ PER62 เพียง 28 เท่า เทียบกับค่าเฉลี่ยของกลุ่มที่ 31เท่า ขณะที่สถานการณ์ทางการเงินของ EKH มีความแข็งแกร่งไม่มีภาระหนี้สิน และระดับ ROE ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากปีก่อนที่ 13.9% เป็น 17% ให้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2562 ที่ 8.50 บาทต่อหุ้น อิงวิธี DCF ด้วย WACC ที่ 8% และ Terminal Growth 3%

ด้านบริษัทหลักทรัพย์เอเอสแอล จำกัด คาดภาพรวมปีนี้ของ EKH จะเติบโตราว 23% โดยมีรายได้เท่ากับ 782 ล้านบาท เนื่องจากปีนี้จะมีการเปิดอาคารกุมารเวชแห่งใหม่ ซึ่งรองรับเตียงผู้ป่วยได้เพิ่มอีก 60 เตียง จากเดิม 80 เตียง ขณะที่ศูนย์ IVF บริษัทฯยังคงเป้าทั้งปีที่ 300 คู่ หรือเฉลี่ยเดือนละ 25 คู่ โดยในส่วนของ IVF ที่พระราม 9 พัฒนาให้เป็น One Stop Service เพื่อความสะดวกไม่เสียเวลาในการเดินทาง ซึ่งสามารถที่จะรองรับคนไข้ได้กว่า 100 คู่/เดือน

สำหรับแนวโน้มรายได้ไตรมาส 2/62 คาดการณ์ไว้ที่ 182 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลง 9% เทียบกับไตรมาสที่ผ่านมา จากปัจจัยฤดูกาล ทั้งนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นมาจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนผู้ป่วยปกติ Occupancy rate ที่สูงขึ้น รวมถึงผู้ป่วยมีอัตราการครองเตียงที่สูงขึ้น และจากศูนย์ IVF ทำให้โดยรวมแล้วมองว่ากำไร จะอยู่ราว 37 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 68% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 18% เมื่อเทียบไตรมาสที่ผ่านมา

ฝ่ายวิจัยจึง แนะนำ “ซื้อ” ให้ราคาเป้าหมาย 8.40 บาท มี Upside อยู่ 19.15% จากแนวโน้มผลประกอบการที่เติบโตโดดเด่นเหนืออุตสาหกรรม ทางฝ่ายเลือก EKH เป็น Top Pick ของกลุ่มโรงพยาบาลขนาดเล็ก

ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า เมื่อพิจารณาแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 62 ของ EKH แล้ว คาดว่ารายได้จากการให้บริการรักษาพยาบาลทั่วไปของ EKH (Non-IVF) จะเพิ่มขึ้น 18.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในขณะที่คาดว่ารายได้จากศูนย์กุมารเวชจะอยู่ที่ 183.5 ล้านบาท คิดเป็น 23% ของรายได้รวม ซึ่งสะท้อนว่ารายได้จากศูนย์กุมารเวชจะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ในอัตราที่เร็วกว่าเดิม เนื่องจากรายได้ส่วนนี้คิดเป็นแค่ 20.4% ของรายได้รวมในปี 61 เท่านั้น

ทั้งนี้ในปี 62 ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ของ EKH ไว้ที่ 159 ล้านบาท (+35.9% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) และปี 63 ที่ 177 ล้านบาท (+11.3% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) โดยทางฝ่ายวิจัยคาดว่ารายได้ปี 62-63 จะอยู่ที่ 798 ล้านบาท (+ 25% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) และ 877 ล้านบาท (+10.0% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) ตามการเติบโตของรายได้จากค่ารักษาพยาบาลและบริการ IVF

ดังนั้นฝ่ายวิจัยจึงมองว่า EKH ยังเป็นหุ้นที่โดดเด่นในกลุ่มโรงพยาบาลทั้งในแง่ของอัตรากำไร,การเติบโตและราคาหุ้น โดยราคาหุ้น EKH วิ่งขึ้นมาแล้วถึง 31.5% นับจากต้นปีมาถึงช่วงเวลาปัจจุบัน ซึ่งสะท้อนถึงแนวโน้มการเติบโตที่แข็งแกร่ง และราคาที่ไม่แพง (เมื่อเทียบกับหุ้นอื่นในกลุ่ม) ดังนั้น จึงแนะนำ ซื้อ และให้ราคาเป้าหมายปี 62 ที่ 8.20 บาท (WACC ที่ 9%,TG ที่ 3%)