เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 10 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 10 )

บนชีวิตเส้นทางนักสู้ย่อมผิดหวังสมหวังเป็นเรื่องธรรมดา

ผมกับเพื่อนหลังจากที่เดินออกจากบริษัทหลักทรัพย์ไอบี ก็คิดงานใหญ่กันอยากเป็นเจ้าของบริษัทค้าหุ้นกันซะเอง ในช่วงระยะสั้น ๆ ที่ยังไม่มีอะไรทำเป็นเรื่องเป็นราว เพื่อนก็ชวนไปฮ่องกงกับเขาจะพาไปไหว้พระ ผมเป็นคนไม่ค่อยชอบเดินทางออกต่างประเทศเท่าไหร่ครับ แต่พอเพื่อนชวนไปไหว้พระซึ่งเป็นเรื่องที่ชอบผมเลยตามไปกับเขา

เราไปกันสองคน เพื่อนพาขึ้นรถไฟ ขึ้นรถเมล์ ขึ้นเรือข้ามฝาก ก็เพลินดีครับ เพื่อนได้ชี้ให้มองไปที่ตึกอาคารของแบงก์ฮ่องกงเชียงไฮ้หรือตึก HSCB เพื่อนบอกว่า แบงก์นี้เขามีใบอนุญาติบริษัทหลักทรัพย์ในประเทศไทยถืออยู่ หากเขาขายเราก็มีโอกาสซื้อมาทำกันเองได้

ผมฟังเพื่อนบอกก็ได้แต่พยักหน้าตอบรับเข้าใจ แต่ในใจก็ยังคิดว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายอย่างแน่นอน จุดแรกเขาคงไม่ร้อนเงินที่คิดขาย จุดต่อไปเขาขายแล้วพวกเราจะเอาเงินที่ไหนซื้อดังนั้นก็ได้แต่มองดูความสวยงามของตึกที่ตั้งตระหง่านสูงเด่น จากนั้นเราก็นั่งรถเมล์ต่อไปไหว้พระกัน

ในระหว่างนั่งรถเมล์เพื่อนผมก็ทำตัวเหมือนไกด์นำทาง ผ่านโน่นก็บอกผ่านนี้ก็เล่าจนเดินทาไปถึงวัดเจ้าแม่กวนอิม ซึ่งมีรูปปั้นองค์เจ้าแม่กวนอิมสูงใหญ่งดงามยืนประทานพรอยู่เบื้องหน้า ผมยืนไหว้ภาวนาสาธุขอพรจากท่าน เรื่องหนึ่งที่คิดอยากได้คือใบอนุญาติค้าหลักทรัพย์ และขอสัญญาว่าจะไม่กินเนื้อวัวอีกต่อไป

ผมเดินทางกลับบ้านเมืองไทย ใจยังวิว ๆงานหลักยังไม่มีทำ ขืนอยู่อย่างนี้คงแย่แน่ ๆ หุ้นก็ไม่ได้เล่น ไม่เคยลงทุน พอร์ตซื้อขายหุ้นก็ยังไม่มีเลย ปกติก็เป็นแค่มนุษย์เงินเดือนไม่ได้ทำงานเดือนสองเดือนก็เหนื่อยแล้วครับ แต่เพื่อนก็บอกให้ทนอีกหน่อย หากไม่มีอะไรทำกันจริงๆ ก็ตั้งบริษัทขึ้นมาเป็นที่ปรึกษา หากินกันคั้นเวลาไปก่อน จู่ ๆ แสงสว่างปลายอุโมงค์ก็ปรากฏขึ้น เมื่อพวกบอกให้รู้ว่าที่ แบงก์ฮ่องกง HSBC จะขายใบอนุญาติ แต่ต้องประมูลแข่ง สนใจร่วมประมูลหรือไม่ เราตอบเขาไปสนใจครับ

จากนั้นพวกเราก็ได้ศึกษามูลค่าที่แท้จริงของใบอนุญาติ สุดท้ายเราก็คาดการณ์สรุปว่า น่าจะไม่ต่ำกว่า 400 ล้านบาท คราวนี้ก็ต้องลุ้นกันต่อซิครับว่า แล้วเราจะเอาเงินที่ไหนมาสู้กับการประมูลได้ คำตอบมีอยู่คำตอบเดียวคือช่วยกันหาผู้ร่วมทุนกัน ระหว่างผมกับเพื่อนให้ช่วยกัน

ผมก็มองดูเงินในกระเป๋าของผมเองตอนนั้นมีอยู่พอที่จะร่วมลงกับเขาบ้าง แต่ก็ต้องไปขายพันธบัตร ต้องขายบ้านบางหลัง ผมได้ชักชวนพวกที่สนิทกัน เช่นนักการเมือง ข้าราชการ เจ้าของหุ้น นักธุรกิจ ส่วนเพื่อนผมก็ควักเงินจากกระเป๋าที่มีอยู่เช่นกัน รวมทั้งหาพาญาติพี่น้องเพื่อนพร้องของเขาเข้าร่วม จนสามารถรวบรวมเงินทุนได้มากกว่าเป้าที่กำหนด สุดท้ายเราก็สามารถประมูลใบอนุญาติบริษัทค้าหุ้นมาได้ และก็ลงมือทำ ภายใต้ชื่อบริษัทหลักทรัพย์ TSET

เมื่อมีอาศรม มีบริษัทได้ทำงาน ผมค่อนข้างมีความมั่นใจมาก ว่าจะนำพาให้บริษัทมีกำไรมีรายได้จนนำเข้าตลาดเป็นบริษัทจดทะเบียน ผมพร้อมรับเงินเดือนไม่สูงนัก รถประจำตำแหน่งคือ โตโยต้า อัลติส คันเล็ก ๆ เพียงหวังว่าสู้ทนทำงานให้ดีเก็บสะสมกำไรให้มากเมื่อหุ้นเข้าตลาดฯได้เมื่อนั้นตัวผมเองและเพื่อนพร้องที่ชวนกันมาถือหุ้นจะได้สมหวังร่ำรวยมากๆ ไปด้วยกัน

ผมคิดว่าตัวผมเองเป็นขุนพล ที่ต้องเดินหน้าหารายได้เข้าบริษัทให้ได้เยอะๆ ผมก็ลุยงานตามที่ผมเคยเป็นหาลูกค้าป้อนให้บริษัททำวอลุ่มให้เกิด เพื่อให้มีรายได้ เป็นที่ปรึกษาหาเงิน จากการนำพาบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้น สุดท้ายทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามที่ผมคาดหวัง แม้ผมจะมีความพยายามสุดตัว และรับผลตอบแทนที่ต่ำเทียบกับผลงานที่ทำ เงินลงทุนที่ผมใส่เข้าไปเริ่มต้นอยู่ที่ทุน12.07 บาทต่อหุ้น สุดท้ายเหลือราคาตามบุ๊ค 3 บาท ทั้งที่ช่วงถัดมาบริษัทได้มีแบงก์รัฐอย่าง KTB เข้ามาร่วมทุนด้วยในภายหลังก็ตาม

ผมพยายามหาลูกค้ามาเทรดหุ้นสร้างวอลุ่มจะได้มีรายได้ ลูกค้าให้ผมช่วยหานอมอนีเป็นตัวแทน ผมก็ไปบอกเหล่ามาร์เก็ตติ้ง ให้หา นอมอนีมา พวกเขาจะได้มีวอลุ่ม มีผลตอบแทน และบริษัทก็จะได้มีรายได้ด้วยเช่นกัน

สุดท้ายหน่วยงาน กลต. ตรวจพบว่าลูกค้าที่เล่นหุ้นเป็นเพียง นอมอนี่ จึงได้สอบถามมาร์เก็ตติ้ง ก็ได้คำตอบจากมาร์เก็ตติ้งว่า ผมเป็นคนแนะนำให้พวกเขาหานอมอนี่มา ซึ่งเป็นเป็นเรื่องจริงตามนั้น ผมเลยถูก กลต.กล่าวโทษในฐานะที่เป็นผู้บริหาร แต่แนะนำให้มาร์เก็ตติ้งทำเช่นนั้นไม่ได้ เป็นการช่วยอำนวยความสะดวกแต่ลูกค้าอันไม่สมควร เลยถูกลงโทษปรับ ห้าแสนบาท และห้ามเป็นผู้บริหารโบรกเกอร์เป็นเวลา 10 ปี

ผมก็ยอมรับผิดด้วยดี เพราะเป็นเช่นที่ว่าจริงที่ผมแนะนำมาร์เก็ตติ้งให้หา นอมอนี่มา แต่การโดนปรับและถูกทำโทษยังไม่รุนแรงเท่ากับ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ ภายนอกว่า "ไม่น่าเชื่อสิปปกร ปั่นหุ้น ถูกปรับ 35 ล้าน 75 ล้าน " ซึ่งมันไม่ใช่เช่นนั้นเลยครับ

ไม่นานบริษัทหลักทรัพย์ที่พวกเราไปประมูลได้กันมา ก็ ถูกขายเปลี่ยนมือไปเป็นของ ซิมีโก้ที่เข้ามาซื้อ แต่โชคดีที่เขามาซื้อไปในราคาที่สูงกว่าบุ๊คให้ราคาที่ดี คือ 10 บาทเกือบทุกคนพากันขายหมดขาดทุนกันไปคนละนิดคนละหน่อย ส่วนสำหรับผมนั้นยังไม่ขายเพราะเล็งว่า แบงก์กรุงไทยถือ ซิมีโก้ถือ ผมถืออยู่ตรงกลางน่าจะทำให้มูลค่าของหุ้นที่ถืออยู่น่าจะมีราคามากกว่า 10 บาท

ตอนช่วงที่ผมทำงานในบริษัทค้าหุ้นที่ตนเองร่วมกันกับเพื่อนประมูลได้มา มีอะไรหลาย ๆ เรื่องที่ผ่านเข้ามาในช่วงชีวิตตรงจุดนี้ มีทั้งสิ่งดีสิ่งไม่ดี แต่ทุกเรื่องก็เป็นอุทราหรณ์ให้เราเองได้ตระหนักรู้ในมุมชีวิต ที่ต้องรู้เผื่อผิดหวัง รู้เผื่อสมหวัง รู้หลีกรู้ชน รู้เพื่อนรู้ศัตรู รู้รับรู้ปัด รู้คิดรู้อ่าน รู้ผ่อนรู้ตรึง

เพราะที่ผ่านมาเราคิดว่าตัวเราคือขุนพลนักสู้ที่ทำทุกอย่างเพื่อองค์กรเพื่อบริษัทเพื่อทุกคนจนลืมมองตัวเอง การทำงานมาเช้ากลับดึกทุกวัน ทำงานไม่มีวันหยุด ไม่เคยลาพักร้อน ไม่เคยเรียกร้องรายได้ ใครให้ไปไหนก็ไป ใครทำอะไรก็ทำ เป้าหมายคือความสำเร็จเบื้องหน้า บริษัทต้องเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นให้ได้

สุดท้ายเมื่อผมต้องตกงาน หันไปมองซ้ายเหลียวดูข้างขวาหน้าหลัง ไร้ทุกคน เพื่อนฝูงหายหมดคนรู้จักไม่มีที่จะติดต่อทักทายกัน ช่างเงียบเหงาวังเวงที่สุดครับ หดหู่เศร้าใจมาก เหมือนอยู่ตัวคนเดียว จากเคยสวมสูทผูกไทขับรถไปทำงาน ทุกวันไม่รู้จะไปไหน ขับรถออกจากบ้านนั่งเม่อมองคิดเรื่อยไป จะทำอย่างไรดีกับชีวิต

คิดไปคิดมาก็หาอะไรทำแก้เหงา เช่าห้องเล็ก ๆ ในห้างอิมพีเรียลลาดพร้าว เปิดเป็นอ๊อฟฟิส ทำสื่อ เอาหัวหนังสือ STOCK FOCUS มาปัดฝุ่นแล้วทำเป็นนิตยสาร ก็พอแก้เหงาไปได้ ผมรับพนักงานมาคนหนึ่งคอยช่วย นั่งทำงานอยู่ด้วยกันสองคน แต่มันก็ยังไม่ได้ตอบโจทย์ของผมตอนนั้นในวัย 50

ผมยังคิดหนัก และคิดเลยไปถึงคำถามที่มีขึ้นกับตัวเอง ว่าตัวเองถนัดอะไร มีความสามารถอะไร พอที่จะหยิบยกความสามารถนั้นขึ้นมาทำให้เกิดมูลค่าได้หรือไม่ ผมหวนคิดไปถึงคำพูดของ เสี่ยยักษ์ ผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนรายใหญ่ ที่มีความคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี

เสี่ยยักษ์ เคยบอกผมช่วงที่ผมยังทำงานบริษัทค้าหุ้นว่า "อาจารย์หนุ่ย ออกจากงานประจำเป็นมนุษย์เงินเดือนมาสู้หุ้นด้วยกันได้แล้ว ฝีมือความรู้เรื่องหุ้นมากมาย เลิกทำงานมาเล่นหุ้นน่าจะดีกว่า" จากคำพูดของเสี่ยยักษ์ทำให้ผมเกิดจุดประกายใหม่ จากผู้ที่ไม่เคยลงสู้หุ้น ลงทุนในหุ้นไม่มีพอร์ตเล่นหุ้นเลย เริ่มเปลี่ยนความคิดพร้อมที่จะกระโดดสู่สังเวียนหุ้นอย่างเต็มตัว

( โปรดติดตามตอนต่อไป )

สิปปกร ขาวสอาด
11/4/63