เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 11 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 11 )

ก้าวแรกเข้าสู่การเป็นนักสู้หุ้นในสังเวียนหุ้นไทย

บริษัทค้าหุ้นที่ผมได้ร่วมงานด้วยก่อนวางมือลาวงการค้าหลักทรัพย์ คือบริษัทหลักทรัพย์โกลแบล็ค ซึ่งก็ได้ร่วมงานกับเขาเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ ในตำแหน่งที่ปรึกษาประธานบริหาร

หลังจากที่ผมหันหลังให้กับอาชีพค้าหลักทรัพย์ที่ทำยาวนานจนอายุปาเข้าไป 50 ปี ผมเองเคยคาดหวังไว้ก่อนเลิกงานประจำที่เป็นมนุษย์เงินเดือนต้องหาเงินให้ได้ 100 ล้านบาท แล้วจะไปบวช แต่ที่สุดผมก็ทำไม่ได้ครับ เงินสดฝากเก็บไว้กับภรรยาของผมถืออยู่เหลือเพียงไม่ถึง 10 ล้านบาท จากที่เก็บออมมาเกือบตลอดทั้งชีวิตของการทำงานแบบเหน็ดเหนื่อยตัวเป็นเกียว

ผมมานั่งคิดไตร่ตรองพร้อมลงลุยสู้หุ้น แต่ต้องแบมือขอเงินจากภรรยามาเป็นทุนซะก่อน ด้วยก่อนหน้านั้นได้เคยนำเงินจากบ้านไปลงทุนกับเพื่อนตั้งบริษัทค้าหุ้นขึ้นมาแล้ว แต่ก็ล้มเหลว เงินที่ลงไปยังไม่ได้คืนกลับมา ภรรยาก็เพียงแต่บอกว่า อย่าเลย เก็บเงินไว้ยามป่วยยามไข้ของบันปลายชีวิตดีกว่า ตอนนี้ก็ทำมาหากิน พออยู่ พอกินก็พอแล้ว

ผมเลยต้องหันมาคิดใหม่จะทำอย่างไรดี ด้วยเวลานั้นคิดเพียงว่า ตัวเอง ต้องเล่นหุ้นต้องหาเงินจากตลาดหุ้น เพราะนั้นคือหนทางที่จะก้าวต่อไปเพื่อความหวังของผมครับ

แต่ด้วยความจริงบนความคิด ผมพอรู้จากประสบการณ์ของตัวเอง ว่า ความพร้อมที่ดีต่อการสู้หุ้นนั้น ผมต้องสามารถยืนอย่างมั่นคงได้ด้วย แนวคิดเก้าอี้สี่ขา อันประกอบด้วย ขาที่ 1.คือเงินตรา 2.คือความรู้ 3.คือพวกพร้อง 4.จิตใจ

ตอนนั้นผมขาดข้อที่ 1.คือเงินตรา ซึ่งผมไม่พร้อม แต่ผมก็ต้องคิดๆๆๆ สุดท้ายก็คิดออกว่า ผมมีพวกพร้องเยอะ มีลูกค้านักลงทุนที่เขาไว้อกไว้วางใจเราอยู่ไม่น้อย ผมจึงมองหาบุคคลที่เป็นเป้าหมายพร้อมจะร่วมลงทุนสู้หุ้นไปกับผม โดยมีกติกาง่าย ๆ ครับ เขาลงเงินผมลงสมอง ขาดทุนกำไรแบ่งสรรปันส่วนกันคนละครึ่ง

ปรากฏว่าผมโทรหาพวก 4 คนทุกคนล้วนตอบตกลงด้วยความยินดี พร้อมสู้หุ้นไปด้วยกัน ผมต้องค่อย ๆ บรรจงพิถีพิถันพิจารณาตรึกตรองมองหาหุ้นเป้าหมายเพื่อจะเข้าซื้อเป็นตัวแรกของภาระกิจนี้

หุ้นตัวแรกที่ผมเล็งและเห็นว่าเป็นหุ้นที่มีเรื่องราวน่าจะเกิดการปรับตัวของราคาหุ้นพุ่งได้อย่างแรงทั้งน่าทำกำไรได้อย่างแน่นอน ด้วยสิ่งที่ตัวผมพอรู้ จากการเฝ้าติดตามกระแสข่าวจนผมตกผนึกความคิดต่อหุ้นในเชิงบวก นั้นคือหุ้น ACL

ในขณะนั้นมีกระแสที่ทาง แบงก์กรุงเทพซึ่งถือหุ้นใหญ่จะขายหุ้นออกเฉียด 20 เปอร์เซนต์ให้แก่ CIBC ซึ่งเป็นแบงก์จากจีน เป็นไปตามแรงบีบของแบงก์ชาติที่ไม่ให้แบงก์ไทยถือครองธุรกิจเงินทุนเป็นบริษัทลูก ในขณะนั้นราคาหุ้นตัวนี้อยู่เพียง บาทกว่า ๆ โดยที่ราคาตามบุ๊ค อยู่สูงกว่าหลายเท่าตัว ผมบอกให้พวกซื้อกันคนละหนึ่งล้านบาท สุดท้ายได้กำไรคนละหลายเท่าตัว

ภาระกิจนี้สำเร็จเพียงแค่ช่วงเวลาสั้น ๆ ได้เงินแบ่งส่วนกำไร แต่มีพวกอยู่ท่านหนึ่งขอปฏิเสธไม่แบ่งคืน พูดอย่างไรก็ไม่ส่งคืนให้ แต่ผมก็ยังได้จากพวกอีกสามท่าน ที่แบ่งให้ตามข้อตกลงกัน ผมได้เงินก้อนใหญ่ ห้าล้านกว่าบาท ตอนนี้ผมกลายเป็นผู้ที่มีความพร้อมนั่งอยู่บนเก้าอี้สี่ขา ตามแนวคิดของตัวเองได้ละครับ และสิ่งที่สำคัญคือ ผมพร้อมลุยสู้หุ้นเองอย่างเต็มตัวแล้ว

ผมเดินหาซื้อโน๊ตบุ๊คแถวห้างฟอร์จูนแถวพระรามเก้า และแวะทานกาแฟ ที่โรงแรมฟอร์จูน บังเอิญพบเจอกับเจ้านายเก่า ผู้ที่ให้โอกาสรับผมเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์ยูเนี่ยน และเคยให้เงินผมซื้อบ้านหลังแรก ท่านเป็นผุ้ถือหุ้นใหญ่เป็นเจ้าของโรงแรมฟอร์จูน เห็นกันผมก็ปี่ตรงไปยกมือไหว้ทักทายกัน

ท่านเชิญชวนให้ผมใช้สถานที่ของโรงแรมนั่งเทรดหุ้นได้ตามสบาย ท่านเรียกลูกน้องที่เป็นพนักงานโรงแรมให้ช่วยดูแลผมเป็นอย่างดีด้วยทั้งที่จอดรถที่นั่งเล่นหุ้น งานนี้ผมเลยสบายครับ มีที่ปักหลักสู้หุ้น โรงแรมหรูมีแอร์เย็น เช้าผมก็หาหนังสือพิมพ์ของโรงแรมอ่านไม่ต้องหาซื้อ และที่ดีไปกว่านั้นอีกใครจะมาหาผม มาพบผมก็มาหาที่โรงแรมนี้ละครับ

ผมได้เปิดพอร์ตผ่านโบรกเกอร์เพียงแห่งเดียว โดยมีลูกน้องเก่าเป็นผู้ดูแล บนแนวทางการต่อสู้หุ้น ผมมีแนวคิดชัดเจนครับ ตามกลยุทธ์สู้หุ้น ที่ผมเคยเขียนเป็นหนังสือตีพิมพ์ขายดิบขายดีพิมพ์หลายครั้ง เบื้องต้นคือผมจะไม่เล่นหุ้นเกินตัว จะไม่กู้หนี้ยืมสินใครมาเล่น ทั้งจะไม่เปิดเล่นในระบบมาร์จิ้นเด็ดขาด ผมได้หุ้นผมต้องรู้เก็บสะสมเงินสร้างพอร์ตให้ใหญ่โตทวีขึ้น ผมจะไม่เล่นหุ้นมากตัว จะเน้นสู้หุ้นเพียงแค่ตัวสองตัวเท่านั้น โดยการซื้อขายหุ้นแต่ละรอบละครั้งนั้นผมจะพิจารณาด้วยเหตุด้วยผลอย่างแท้จริง ไม่เพ้อฝันไม่คาดคะเนตามผีบอก และพร้อมจะสู้หุ้นในตัวหุ้นที่ตัวเรารู้จริงเท่านั้น

หากพลาดท่าผิดเพี้ยนปัจจัยพลิกผันไม่เป็นตามอย่างที่คิด ผมต้องพร้อมตัดขาย แม้จะขาดทุนได้ทันที นี่คือแนวคิดเบื้องต้นที่ผมบอกตัวเองว่า ผมต้องเดินตามแนวทางการสู้หุ้นดั่งที่ว่าเท่านั้น ผมต้องไม่เดินออกนอกสายสินธ์เป็นเด็ดขาด

การเลือกหุ้นที่ผมพร้อมจะร่วมสู้ด้วย วิธีง่าย ๆ ในยามนั้นคือผมใช้ตารางหุ้นบนหน้ากลางของหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ เปิดกางออกดูไล่เรียงหุ้นที่สนใจ ตัวไหนเห็นว่าดีเลิศก็จะเขียนดาวไว้ที่หัว ห้าดาว หุ้นตัวใดที่มองแล้วดี ก็ให้สี่ดาว หุ้นตัวไหนที่เห็นว่าใช้ได้ก็ให้สามดาว แต่สุดท้ายเราก็เลือกหุ้นที่ดีที่สุดไว้เหลือเพียงแค่ตัวเดียว นั้นคือหุ้นเป้าหมายที่เราจะลงเล่นด้วย

องค์ประกอบของหุ้นเป้าหมายที่จะเก็บไว้เล่นคือ พื้นฐานหุ้นดีตามองค์ประกอบ ที่เราจะดูได้จากหนังสือพิมพ์ 1. พีอีต่ำ 2. ผลตอบแทนปันผลสูง
จากนั้นเราก็ไปหาข้อมูลเพิ่ม เพื่อดู เรื่องของหนี้สินต่อทุนเป็นอย่างไร หนี้เยอะไหม ดูสภาพคล่องทางการเงิน มีเงินสดในมือไหม ดูความสามารถของการบริหารจัดสินทรัพย์และเงินทุน ดูส่วนของผู้ถือหุ้นเป็นอย่างไรมากน้อยหรือสูงต่ำอย่างไร สุดท้ายก็ดูที่ความสามารถในอนาคตต่อการทำกำไร ที่ทำคัญหุ้นต้องมีสตอรี่ เรื่องราวเล่าบอกผลงานในอนาคต

ผมบอกตัวเองว่า การสู้หุ้นการหาเงินจากตลาดหุ้น เหมือนการทำงานโดยปกติ เพียงแต่ว่าเราไม่ได้ทำให้องค์กร แต่เราทำเพื่อตัวเองอย่างแท้จริง เราต้องทุ่มเทอย่างสุดตัวเพื่อให้ทุกอย่างสำเร็จผลสูงกว่าที่คาดหวังให้ได้ ในช่วงที่ผมทุ่มเททำงานเพื่อองค์กร ผลที่ได้รับไม่สมปรารถนาดังใจหวัง

เพราะสิ่งที่เราไม่คาดคิด ตัวแปรที่เราเองไม่สามารถกำหนดได้เยอะมาก งานที่ทำ เพื่อนร่วมงาน เพื่อนร่วมทุน จิปาถะทุกสิ่ง มิใช่เป็นตัวสร้างโอกาสตรงกันข้ามอาจเป็นอุปสรรค์ที่กั้นขวางเราได้

ผมเคยนัดกับพวกเพื่อน ๆ เขาขอคำปรึกษาจากผม เลยให้ลูกขับรถไปส่ง นั่งทานข้าวกันผมให้คำปรึกษาแก่พวกเขานั่งคุยกันเป็นชั่วโมง เลิกคุยแยกย้ายกันกลับบ้าน ลูกชายนั่งข้าง ๆ ขับรถให้ผม หันมาพูดบอกผม สั้น ๆ แต่มีความหมายกับผมอย่างยิ่ง

นั้นคือเขาบอกว่า "คุณพ่อครับ คุณพ่อเป็นคนที่มีราคา มีคุณค่า ผมเห็นเพื่อนคุณพ่อได้สิ่งที่คุณพ่อแนะนำไป ทุกคนล้วนได้ประโยชน์ แต่คุณพ่อได้เพียงการยกมือไหว้ขอบคุณจากพวกเขาเท่านั้นเอง คุณพ่อครับ ของฟรีไม่มีในการเจรจาเรื่องของผลประโยชน์นะครับ" เพียงคำพูดของลูกนี้ทำให้ผมได้ฉุกคิดครับ ที่ผ่านมาตลอดชีวิตการทำงานเป็นมนุษยืเงินเดือน และการปฏิบัติตนของผมโดยตลอดมา ส่วนใหญ่คือผู้ที่ทำให้ผู้อื่นรวย เป็นผู้ที่ให้ไม่เคยรับ เป็นคนที่เสียสละเพื่อหลาย ๆ คน โดยที่ตัวเองบางครั้งต้องเจ็บเองเพียงลำพัง ผมเริ่มเข้าใจและคิดได้ ทั้งเริ่มรู้จักคำว่า "แล้วผมจะได้อะไร "

( โปรดติดตามตอนต่อไปครับ )

สิปปกร ขาวสอาด
12/4/63