เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 12 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 12 )

เลือกซื้อเข้าสู้หุ้นที่ไตร่ตรองมองแล้วมีโอกาสชนะได้

หลังจากที่ผมกระโดดลงสู่สนามหุ้น ในฐานะเป็นนักลงทุนคนเล่นหุ้นสู้หุ้นในสนามตลาดทุนเป็นที่เรียบร้อย และก็จำต้องปรับตัวเองให้พร้อมเพื่อต่อกร ให้ก้าวสู่ชัยชนะตามที่คาดหวังต่อไป

ตัวแรกที่ผมเปิดเกมสู้คือ ACL และก็ชนะได้กำไรหลายเท่าตัวจนมีเงินทุนพร้อมที่จะลุยหุ้นตัวต่อไป และผมก็ค้นเจอหุ้นที่มีพื้นฐานดีในปัจจุบัน มีราคาต่ำ อนาคตพร้อมที่จะทำกำไรดีได้ต่อไป แต่หุ้นตัวนี้มีวอลุ่มเทรดที่เบาบาง ต้องใช้วิธีค่อย ๆ เก็บสะสมในตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป

ผมบอกตัวเองว่า การที่จะสู้หุ้นให้พบความสำเร็จที่ดี ตัวเองต้องเป็นผู้นำ ต้องเป็นหัวมังกร ต้องซื้อหุ้นในขณะผู้คนเขาไม่ให้ความสนใจ แต่เราจะขายหุ้นในจังหวะที่หลาย ๆ คนหรือคนส่วนใหญ่คิดหวังที่จะซื้อ

กล่าวสรุปง่าย ๆ คือ ซื้อหุ้นที่วอลุ่มยังไม่เกิดราคายังนิ่ง เลิกเล่นขายทิ้งก็ตรงวอลุ่มหนาราคาวิ่ง นั้นละครับคือสูตรสุ้หุ้นของผมที่น่า เล่นกับหุ้นแล้วรวยกับหุ้นได้

หุ้นที่ผมค้นหาเจอแล้วหวังนำเงินที่ได้กำไรจากหุ้นตัวแรก ทุ่มหมดตัวด้วยความมั่นใจว่ายังไงก็น่าชนะได้คือหุ้น SALEE ในขณะนั้น หุ้นตัวนี้มีราคาบนกระดานอยู่ที่ 0.80 บาทซึ่งต่ำกว่าราคาพาร์ที่ 1 บาท

ในเวลานั้น ผมได้อ่านงบพิจารณาพื้นฐานหุ้น เห็นว่าดีพร้อม ทั้งได้มองความสามารถในอนาคตของบริษัทพร้อมที่จะทำกำไรได้ดีหรือไม่ ดูจากกระแสข่าวสารข้อมูลย้อนหลังหุ้นตัวนี้ก็มีเรื่องราวที่ดีในแง่ของการทำธุรกิจที่อาจโชว์กำไรให้เห็นอย่างงดงามได้

และที่สำคัญในเนื้อหาสาระของข่าวมีเรื่องเล่าถึงบริษัทจากต่างประเทศจะร่วมลงทุนกับ SALEE โดยจะมีการเข้ามาถือหุ้นของบริษัทนี้ด้วย ผมจึงค่อย ๆ ลงมือค่อย ๆ ทะยอยเก็บไปเรื่อย ๆ จนราคาหุ้นค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นไปตามลำดับ

สุดท้ายผมก็ได้หุ้นตามกำลังเงินที่จะซื้อได้ จากนั้นหุ้นตัวนี้ก็ปรับตัวพุ่งขึ้นมาจนถึงเฉียด 4 บาท และมีวอลุ่มเทรดที่หนาแน่นด้วย จึงเป็นจังหวะที่ผมสามารถระบายขายหุ้นออกตักตวงทำกำไรในช่วงระยะเวลาไม่นานครับ

ผมมักเลือกลงทุนสู้หุ้น ครั้งละตัวๆละครั้ง โดยไม่เล่นเยอะตัว ในตำราที่เขาเขียนกันว่า การลงทุนนั้นมีความเสี่ยง จึงควรที่ต้องลงทุนโดยการกระจายการลงทุนในหุ้นหลาย ๆ ตัว ซึ่งเปรียบเช่นการนำไข่ไปวางไว้หลาย ๆ ตระกร้า หากตระกร้าตกไข่ก็ไม่แตกสิ้นทั้งหมด เป็นการลดความเสี่ยงได้ดี

แต่สำหรับผมประสบการณ์ที่ผมได้เห็นตอนที่ผมทำงานอยู่กับโบรกเกอร์ คือเห็นพอร์ตของลูกค้า มีหุ้นหลายตัว ทุกตัวในพอร์ตแดงขาดทุนทุกตัว เพราะตอนหุ้นตกมีภาวะขาลง หุ้นในพอร์ตก็จะแดงขาดทุนเป็นส่วนใหญ่ เล่นหลายตัวเวลาถึงจังหวะปรับพอร์ตก็ยากลำบาก ขยับตัวไม่ทันเกม

ผมจึงคิดว่า ผมขอเน้นเล่นหุ้นเพียงตัวเดียว ตัวที่ต้องไตร่ตรองมองให้ดีพร้อมจริงๆ ซึ่งจะทำให้ตัวเองสามารถพลิ้วไหวได้คล่องตัว ตามทันตลาดได้ ถูกตัวก็รวยเลย ผิดตัวก็พร้อมตัดทิ้งได้ทัน

ผมเองยังใช้เทคนิคการสู้หุ้นแบบไตล์เดิม ๆ คือค้นหาหุ้นเตรียมไว้สู้ หากเราเล่นหุ้นที่เลือกชนะ เราก็ต้องมีหุ้นตัวต่อไปเก็บไว้ในใจสำรองไว้เล่นต่อ โดยทำการบ้านไปเรื่อยๆ ไตร่ตรองมองให้เห็นดีจริงแท้แน่นอนหรือไม่

หุ้นอีกตัวหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าจะสู้ได้คือหุ้น IFEC ตอนนั้นหุ้นตัวนี้ทำธุรกิจให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสาร บริษัททำกำไรได้ดี แบบค่อยเป็นค่อยไป เพียงแต่ราคาหุ้นอยู่ที่ 0.70 บาทราคาพาร์ก็อยู่ที่ 1 บาท เงินปันผลตอบแทนมีหุ้นสม่ำเสมอที่ 8 เปอร์เซนต์ มี P/E แค่เพียง 6 เท่า

ผมพอมองออกครับ หากผมเองเข้าไปลงทุนด้วยก็น่าจะชนะไม่ยากครับ คิดแล้วก็เริ่มเก็บสะสมไปตามเดิม เป็นคนแรกที่เริ่มเล่น สุดท้ายหุ้นก็ขยับทั้งราคาและวอลุ่ม จากไม่ถึงบาท วิ่งไปสองบาทกว่า ๆ วอลุ่มมาราคาขึ้น ก็เข้าทางผมขายทิ้งชิงกำไรใส่กระเป๋า

ก่อนที่หุ้นตัวนี้จะเปลี่ยนมือ เปลี่ยนธุรกิจ และปัจจุบันก็จบลงด้วยตัวใครตัวมัน แต่ตอนที่ผมเล่น IFEC เพียงทำธุรกิจให้เช่าเครื่องถ่ายเอกสารเท่านั้นละครับ ยังเสียดายอยู่ ผมเลิกเล่นก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมือกันไม่งั้นคงสนุกอีกเยอะ

ผมใช้เวลาไม่นานครับ จาก ศูนย์บาท จากขออาศัยพอร์ตของพวกเล่นแบ่งครึ่ง จนมาถึงได้กำไรหุ้นสองสามตัวก็ทำให้ผมมีเงินเกินสิบล้านแล้ว ผมก็ยังอาศัยโรงแรมฟอร์จูนนั่งเทรดหุ้นไปเรื่อย เริ่มมีเพื่อนฝูงคนรู้จักทักทายหา โทรมาคุยบ้าง มาพบบ้าง ขอคำแนะนำเรื่องโน่นเรื่องนี้

กลายเป็นเริ่มมีงานเข้าเรื่อยๆ ละครับ แต่ผมก็ต้องขอความชัดเจนเกี่ยวกับการสนทนาทุกเรื่องที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง ว่า ผมจะมีส่วนร่วมอย่างไรบ้าง ผมเริ่มรู้คุณค่า ราคาของตัวเองหลังจากที่ค้นพบว่าการสู้หุ้นของเรานั้นได้รับชัยชนะเป็นเท่าตัวไม่ใช้ได้เพียงแค่เป็นเปอร์เซ็นต์หรือเพียงแค่ช่องสองช่องของราคาหุ้นบนกระดาน

ความคิดย้อนหลังตอนที่ทำงานบริษัท กว่าจะได้เงินเก็บก็ต้องรอเป็นเดือน กว่าจะหยิบเงินล้านได้ก็ต้องรอเป็นปี คิดมีเงินร้อยล้านทั้งชีวิตการทำงานก็หาเงินตามที่คิดไม่ได้ เรามาถูกทางแล้วที่ก้าวเปลี่ยนมาเป็นนักลงทุน

หุ้นอีกตัวหนึ่งที่ผมสู้ด้วย แล้วมีความรู้สึกถึงชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จ คือหุ้น KYE หุ้นตัวนี้ พีอีต่ำ เงินปันผลสูง ราคาบนกระดานอยู่ที่ 50 บาทนิด ๆ วอลุ่มไม่มี เสนอซื้อบางข้ามช่อง เสนอขายบางเช่นกัน

ผมพิจารณามองดูก็เห็นมุมบวกของหุ้นอยู่มาก โดยเฉพาะกับการที่บริษัท KYE ซึ่งทำธุรกิจพัดลม ตู้เย็น เครื่องปั้มน้ำภายใต้ยี่ห้อมิซูมิตชิ ได้ลงทุนกลุ่มทุนญี่ปุ่นทำธุรกิจเกี่ยวกับแอร์ หรือเครื่องทำความเย็นขายไปทั่วโลก

ทั้งความต้องการเครื่องปรับอากาศของทั้งโลกมีสูงมากโดยเฉพาะเมืองร้อน เพราะกระแสโลกร้อนทำให้แอร์เวลานั้นขายดีมาก ดูจากพื้นฐานหุ้น ดูจากสตอรี่ของหุ้น ทำให้ผมตัดสินใจเลือกที่จะลงทุนในหุ้นตัว KYE ดังกล่าว

ผมบอกกับพวกน้อง ๆ ที่เป็นนักวิเคราะห์ว่าผมสนใจหุ้นตัวนี้ช่วยหาข้อมูลเพิ่มให้หน่อย น้องเขาตอบกลับว่าหุ้นไม่น่าสนใจ เพราะวอลุ่มไม่มี จำนวนหุ้นก็น้อยมีเพียงแค่ 20 ล้านหุ้นเท่านั้น แต่ผมก็ไม่ว่าอะไร คิดว่าจะเล่นก็เริ่มเก็บค่อย ๆ ซื้อไปเรื่อย ๆ

มีน้องนักเล่นหุ้นหน้าใหม่ พอจะรู้จักกับผมทางทีวี ทางวิทยุก็คอยมาติดตาม มาหาที่ผมนั่งเล่นหุ้นอยู่ ผมก็เห็นว่าไม่เสียหายอะไรมานั่งเป็นเพื่อนกันก็ดี จะได้มีเพื่อนพูดเพื่อนคุย น้องคนนี้ชื่อน้องเอก มีเงินติดตัวมาไม่กี่หมื่น ผมซื้ออะไรเขาก็ซื้อตาม ซื้อแล้วก็นั่งเฉย จนผมขายเขาก็ถึงขายบ้าง เล่นหุ้นแบบตามกันไปตามกันมาอย่างนี้ละครับเขาก็สามารถทำเงินจากตลาดหุ้นได้เช่นกัน

หุ้น KYE เป็นตัวแรก ๆ ที่เขาเริ่มเล่นไปกับผม จากไม่มีวอลุ่ม เล่นไปเล่นมาวอลุ่มเข้า กลายเป็นหุ้นที่มีวอลุ่มซื้อขายมากเกินไป จนถูกตลาดขึ้นป้ายติดว่าเป็นหุ้นที่ร้อนแรง หุ้นตัวนี้ไต่ตัวจากราคา 50 กว่า ๆ ขึ้น ไปถึง 500 กว่า ๆติดลมบนอยู่ตั้งนานครับ แต่ผมก็ขายทิ้งหมดตรงแถว 300 กว่า ๆ เป็นการบ่งชี้ชัดครับว่า หุ้นไม่มีวอลุ่มเล่นไม่ได้ คงไม่จริงซะทีเดียว KYE ก็เป็นหุ้นอีกตัวครับที่ทำให้ผมได้กำไรไม่น้อยในเวลานั้นครับ

( โปรดติดตามตอนต่อไปครับ )
สิปปกร ขาวสอาด
13/4/63