เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 14 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 14 )

แพ้ชนะอยู่ที่ตัวเราเอง จงเรียนรู้เพื่อเอาชนะให้ได้

การสู้หุ้นตามหลักแนวคิดของตัวผมเอง ทุกครั้งที่สามารถชนะในเกมและเก็บโกยทำกำไรสะสมให้พอร์ตเติบโตใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็วโดยชนะหุ้นในแต่ละรอบเป็นเท่าตัวของเงินที่ลงทุน มิใช่ได้เป็นเพียงแค่เปอร์เซนต์ ความเชื่อมั่นก็เกิดกับตัวเองค่อนข้างมาก พร้อมที่จะต่อกรในสนามหุ้นด้วยความมั่นใจต่อไป

ผมยังคงเชื่อต่อแนวทางการลงทุนของตัวเองที่ว่า "ต้องสู้หุ้นด้วยเหตุผล มีความพิสูจน์รู้ได้ ประเมินอนาคตบนความเป็นจริงที่มีความเป็นไปได้มากที่สุด จากปัจจัยอ้างอิงที่แท้จริง " และผมก็ใช้วิธีแนวทางตามความคิดของผมสู้หุ้น แสวงหาโอกาสในตลาดทุน อย่างสนุก ท่ามกลางความท้าทายความสามารถของตัวเองในสนามหุ้น

มีหุ้นตัวหนึ่ง ที่ผมหยิบยกขึ้นมาเป็นหุ้นเป้าหมาย พร้อมเข้าสู้ด้วย เพราะผมได้รับรู้เรื่องราวตามข่าวสารที่ตีพิมพ์เผยแพร่ ว่าเป็นหุ้นที่พร้อมมียอดขายมีรายได้ที่จะเติบโตดีในอนาคต บริษัททำธุรกิจซื้อมาขายไป เกี่ยวกับถ่านหิน มีสภาพคล่องฐานะการเงินที่ดี ที่ผ่านมาบริษัทก็สามารถทำกำไรได้ดี มีปันผลงาม ราคาหุ้นตอนนั้นก็ไม่แพงเปรียบเที่ยบกับค่าของ P/E และที่สำคัญอนาคตของบริษัทนั้น น่าจะทำรายได้ดี ตามที่มีข่าว มีบทวิเคราะห์ได้เขียนไว้ หุ้นตัวนั้นคือ AGE ครับ

AGE ราคาเริ่มแรกที่ผมเข้าร่วมสู้ด้วยตอนนั้น อยู่แถวระดับ 8 บาท ยังไม่ได้แตกพาร์ลงมา หุ้นตัวนี้ดูจากอดีตที่ผ่านมาเล่นกันไปมาไม่ผ่าน 8-9 บาท ผมเริ่มเข้าเก็บสะสมหุ้น ตามสูตรสู้หุ้น ที่ว่า " ช่วงแรกค่อย ๆ เก็บสะสม ช่วงที่สอง ค่อย ๆ วนปรับพอร์ตเปลี่ยนฐานให้ราคาหุ้นในมือมีต้นทุนลดต่ำทั้งช่วยให้หุ้นเกิดมีวอลุ่มเข้า ช่วงที่สาม รอจังหวะที่หุ้นร้อนแรง แล้วค่อยระบายขายออกเพื่อเก็บเกี่ยวทำกำไร" ที่สุดหุ้นตัวนี้ก็ปรับตัวขึ้นไปถึง 40 กว่าบาท ก่อนที่จะปรับพาร์จาก 1 บาทเป็น 0.25 บาท ผมก็ได้ขายทิ้งจนเกลี้ยงพอร์ตในขณะที่วอลุ่มการซื้อขายของหุ้นตัวนี้ยังคงหนาแน่นอยู่

ในช่วงเวลาหนึ่งเพื่อนผมโทรมาเล่าบอกว่า ทางบริษัทหลักทรัพย์เคซีมิโก้ เขาต้องการซื้อหุ้นที่ผมถือครองอยู่ แต่เพื่อนคุยให้ฟังว่า มีคน ๆ หนึ่งที่รู้จักกันแต่นั่งทำงานเป็นผู้บริหารที่โบรกเกอร์นั้น พูดว่า " สิปปกร ตอนนี้มันเดือดร้อนเรื่องเงินมาก เวลานี้ควรติดต่อขอซื้อหุ้นจากมัน คงจะง่าย เพราะคนมันกำลังลำบาก " ผมฟังเพื่อนเล่าเข้าหูเช่นนี้ก็รู้สึกเคืองอยู่ไม่น้อยครับ

ไม่นานก็มีคนติดต่อผมมาขอซื้อหุ้นที่ผมถืออยู่ใน บริษัทหลักทรัพย์ซิมีโก้ ผมก็ปฏิเสธไปไม่ขาย จากนั้นเมื่อไหร่ที่มีการประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทผมเลยต้องไปทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน การประชุมผู้ถือหุ้นก็จะมีตัวแทนของทางด้านธนาคารกรุงไทย และทางผู้บริหารของโบรกซิมีโก้

เพราะทั้งสองเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยกรุงไทยถือ 50 เปอร์เซนต์ ซีมีโก้ ถือไม่ถึง 50 ที่เหลือเป็นผมกับผู้ถือหุ้นเล็ก ๆ อีกท่านที่ยังไม่ขาย ความน่าสนใจต่อการประชุมในหนนั้นอยู่ที่ผม เพราะผมทักถาม แนะนำ ต่อขาน ผู้บริหารโบรกเป็นฉาก ๆ ในแต่ละวาระของการประชุม ซึ่งการโต้ตอบก็ต้องบันทึกลงในวาระการประชุมทุกประเด็น

แน่นอนครับอย่างน้อยที่สุดก็ทำให้ผู้บริหารของ ซิมีโก้ ย่อมอึดอัดแน่ ๆ หลังจากผ่านการประชุม ผู้บริหารของบริษัทหลักทรัพย์ก็ได้โทรมาคุยกัน ผมก็ได้เล่าบอกถึงเรื่องที่ผมถูกดูหยามจากคนของเขา เขาจึงได้ขอโทษและเสนอราคาขอซื้อคืนหุ้นในมือผม แต่ผมก็ยังไม่ขาย

ทั้งผมยังพูดแบบให้เขาได้มองเห็นคุณค่า เห็นราคาในตัวผมด้วยว่า "ผมอาจนำหุ้นที่มีกระจายขายให้รายย่อยถือต่อ สัก 100 - 200 ราย เผื่อพวกเขาจะได้ร่วมมาประชุมด้วยกัน เวลาผ่านไปนานครับทางผู้บริหารระดับสูงสุดของซิมิโก้ก็ขอซื้อหุ้นผมโดยเสนอราคาตามที่ผมต้องการ กี่เท่าก็ว่ามาเลย สุดท้ายผมใจอ่อนครับ ยอมขายหุ้นที่ถือให้เขาไปในราคาที่ผมเองต้องการ นี่ก็เป็นอีกเรื่องราวหนึ่งแม้ผมสู้กับมันมานานจนแพ้หมดรูปสุดท้ายจบลงด้วยชัยชนะครับ

จากการเรียนรู้เรื่องราวในอดีต ประสบการณ์ในตลาดหุ้นของคนหลาย ๆ คน ที่ผมได้พบเห็น มีทั้งประสบความสำเร็จ และล้มเหลว บ้างชนะหุ้นร่ำรวยหลายสิบหลายร้อยล้าน จู่ ๆ ก็หมดตัวเป็นหนี้เป็นสินไปกับภาวะทิศทางของหุ้น ที่มีสลับขึ้นสลับลงไปตามช่วงเวลาของเหตุผลปัจจัยกระทบ ความแน่นอนของตลาดหุ้นจึงไม่ปรากฏให้เห็นแบบยังยืนคงทนถาวรได้

จากประสบการณ์ที่สัมผัสรู้นี้ทำให้ผมต้องเฝ้าระมัดระวังตัวทุกย่างก้าวในตลาดหุ้น ด้วยการเตรียมตัวรับแรงกระแทกทั้งทางบวกทางลบให้ได้ ผมคิดเสมอเมื่อผมแวกว่ายฟันฝ่าผ่าน " วัฎจักร์แห่งควมยากจน " พ้นมาได้แล้ว ผมจะไม่เวียนคืนกลับไปสู่วังวนของความจนอีกแน่นอน ด้วยเพราะผมเคยรับรู้ว่า เมื่อความจนปกคลุมนั้นมัน สุมก่อความทุกข์ร้อนสุดแสนเข็ญเพียงใด

ดังนั้นผมต้องรู้จักที่ต้องจัดสรรเงินสู้หุ้นในจำนวนที่เหมาะสมกับการสู้หุ้นของตัวเอง ผมต้องรู้จักผันเงินกำไรให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่ถาวร และเป็นสินทรัพย์ที่พัฒนาต่อยอดสร้างรายได้อย่างต่อเนื่องให้เกิดความมั่นคงได้ ผมจึงคิดที่จะนำเงินไปซื้อที่ดิน เพื่อการพัฒนา ทำอพาร์เม้นต์ ทำรีสอร์ท ทำร้านอาหาร ทั้งสร้างบ้านเรือนอยู่อาศัยให้ลูกหลาน เพื่อมิให้กำไรที่หาได้จากตลาดหุ้นนั้น อาจพลาดพลั้งเสียหายจากการสู้หุ้นตามมูลค่าของหุ้นที่ลดต่ำลงอย่างไม่คาดฝันตามปัจจัยและกลไกของตลาดทุน

เม็ดเงินที่มีไว้สู้หุ้นผมจึงจำกัดกรอบ ผมไม่มีความคิดโลภมาก ไม่คิดหวังชนะบนความประมาท ไม่คิดกอบโกยไม่คิดสู้แบบไม่เกรงกลัวความเสี่ยง ผมเชื่อว่าในสนามหุ้นที่มีเงินตราหมุนเวียนอยู่นี้นับหลาย ล้านล้าน จะทำให้คุณมีความสุข ความสนุก ความหวัง ถ้าตัวเราเองรู้จักที่ต้องระวังตัวเอง และรู้ตัวเองที่จะต้องสร้างความพร้อมให้เกิด ความรู้ความเข้าใจต่อการสู้หุ้นให้ได้ดี ตลาดหุ้นจะเป็นแหล่งสมบัติของเราครับ

( โปรดติดตามตอนต่อไป )

สิปปกร ขาวสอาด
17/4/63