เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 16 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 16 )

แพ้ชนะเป็นเรื่องธรรมดาในสนามหุ้น แต่อย่างแพ้บ่อย

ผมเชื่อในแนวคิด การสู้หุ้นของตัวเอง บนหลักของความเป็นจริงในเรื่องของเหตุผล เพราะราคาหุ้นจะสะท้อนรับรู้ต่อเหตุของปัจจัยทางด้านบริหารจัดการของบริษัทจดทะเบียนที่จะนำพาความล้มเหลวหรือความสำเร็จต่อการดำเนินงานปรากฏให้เห็น ก็จะเป็นตัวชี้นำ ให้ราคาหุ้นนั้นเกิดเป็นผล ดีหรือแย่ ทั้งหลายทั้งปวงขึ้นอยู่ที่ผลประกอบการ ผลงาน และความเป็นไปที่แท้จริงของหุ้นตัวนั้น ๆ

แต่อย่างไรก็ตาม หุ้นบนกระดานที่โชว์ราคาบ่งบอกใครใคร่ซื้อ ๆ ใครใคร่ขาย ๆ หุ้นบางตัวมีราคาที่สูงเกินปัจจัยพื้นฐานที่เป็น หุ้นบางตัวก็มีราคาที่ต่ำกว่าความเป็นจริงตามพื้นฐานอยู่มาก สิ่งเรานี้บอกให้เราได้รู้ว่า เราเองนั้นละครับ ที่ควรต้องพิจารณาไตร่ตรอง ทั้งต้องกำหนดตัวเองให้ได้ว่า หุ้นตัวไหนควรสู้ หุ้นตัวใดควรหนี หลายคนฉงน หุ้นที่ดีพื้นฐานที่แกร่งปันผลที่งามจ่ายดีติดต่อกันหลายปี แต่ทำไม ค่าพีอี จึงต่ำ

คำตอบก็คือหุ้นเหล่านั้นอาจจะไม่มีเสน่ห์ในแง่ของผลประกอบการในอนาคต ซึ่งอาจไม่โตสูงเด่น ไม่ก้าวกระโดด มีผลประกอบการที่ดีอย่างมั่นคงแต่ไม่พุ่งพรวดพราด ความน่าสนใจต่อการเก็งกำไรจึงมีน้อย เลยเหมาะต่อการลงทุนซะมากกว่า

แต่ก็มีหุ้นหลายตัว เล่นกระชากราคากระโดดพุ่งโด่ง มีค่าพีอีที่สูงริบริ้ว หุ้นพวกนี้มักเป็นหุ้นปั่น หุ้นสร้าง หุ้นทำ หุ้นที่ปลุกกระแส ปล่อยข่าวลือเล่าอ้าง จิปาถะ คนตามแห่เล่นด้วยก็เพราะอารมณ์ปนความโลภ ผูกติดกับความหวังในแง่จิตนาการ ท้ายสุดผู้ที่ตามเล่นหุ้นที่ไม่มีพื้นฐานรองรับได้ก็จะเหนื่อย

ดังนั้นผมจึงต้องไม่ออกนอกกรอบของแนวคิด ที่คิดชนะหุ้น ด้วยการเลือกสู้หุ้น ด้วยเหตุด้วยผลที่แท้จริงเสมอ หุ้นทุกตัวที่จะเลือกร่วมลงสู้ด้วยนั้น ผมเองต้องประเมินให้รู้แจ้งเห็นชัดถึงราคาหุ้นในอนาคต ที่อ้างอิงบนค่า พีอีที่ตัวเราเองกำหนด ซึ่งต้องไม่สูงมาก ทั้งราคาหุ้นตามที่เราประเมินอิงกับพีอีที่เรากำหนด ก็น่าทำให้นักลงทุนผู้อื่นมีความพึงพอใจเช่นเดียวกัน

มีหุ้นตัวหนึ่งมีทุกจดทะเบียนไม่มาก มีจำนวนหุ้น 300 ล้านหุ้น ราคาหุ้นในวันที่ผมให้ความสนใจอยู่ที่ราคา 1 บาท แต่ในแง่ของความสามารถต่อการทำกำไรของหุ้นตัวนี้ก็ดีใช้ได้ ผมเริ่มทำการบ้าน ตรวจดูข้อมูลย้อนหลัง ที่มาที่ไปของบริษัทเป้าหมายนี้ทำอะไร มีรายได้จากไหน ได้กำไรเท่าไหร่ มีหนี้สินมากน้อยเพียงใด มีเงินติดอยู่บริษัทแค่ไหน สภาพคล่องเป็นอย่างไร อนาคตเขาจะโชว์ผลงานดีหรือไม่ มีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ใครเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ จากการทำการบ้านไตร่ตรองประมวลคิด สุดท้ายทำให้ผมพอที่จะตอบตัวเองได้ว่า ควรสู้หรือควรถอย

หุ้นตัวนั้นมีชื่อย่อว่า BWG ที่ผมเริ่มเข้าสู้ด้วยตอนราคาประมาณ 1 บาท วอลุ่มไม่ค่อยมี ขยับเก็บของไปเรื่อย ๆ ราคาหุ้นก็เขยิบตาม ไม่นานนักราคาหุ้นก็ไปยืนอยู่ที่แถว 2 บาท ผมขอนัดผู้บริหารไปเยี่ยมชมกิจการ โรงขยะซึ่งเขาก็อนุญาติเต็มใจพร้อมยินดีต้อนรับผม ผมได้เห็น ได้รู้ ได้พูดคุยกับผู้บริหาร ในหลายประเด็นทำให้ผมพอที่จะรู้ว่า บริษัท BWG นี้มีโอกาสที่เติบโตได้อีกไกล ถึงขนาดที่ผมเก็บมาคิดว่า ด้วยวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร น่าทำให้บริษัทเติบโตได้นับหลายพันล้าน ไม่น่าอยู่เพียงแค่ 3-4 ร้อยล้านเพียงเท่านั้น

เพราะบริษัทเขาเป็นเพียงบริษัทเดียวที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ เก็บกำจัดขยะจากโรงงาน ประเทศไทยก็กำลังปรับผ่านจากประเทศเกษตรกรรม หันสู่ภาคอุตสาหกรรม มากขึ้น นิคมอุสาหกรรมเกิดขึ้นมากมาย BWG น่ามีอนาคตดีดังที่ว่าได้ จากนั้นผมก็ซื้อหุ้นตัวนี้เก็บไปจนมาดูอีกที ผมกลายเป็นผู้ถือหุ้นติดอันดับที่ 2 ส่วนเพื่อนผมอีกคนที่เล่นตาม ติดอันดับที่ 3 ในเวลานั้น จนเพื่อนชวนผมเทคโอเวอร์เลยไหม ผมก็บอกปัดปฏิเสธเพื่อนไป

สุดท้ายราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องและรุนแรง ทั้งมีการเพิ่มทุน ออกวอแรนต์ ทุนจดทะเบียนก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ราคาหุ้นขึ้นมา 5-6 บาทผมก็เทขายทิ้งหมดเกลี้ยง แต่ราคาหุ้นตัวนี้ก็ยังลากไปอีกไกล ก่อนจะแตกพาร์ลงมา หลังแตกพาร์ ได้ข่าวว่าบริษัท BWG จะทำบริษัทลูกเกี่ยวกับพลังงานทดแทนไฟฟ้า ที่นำเอาขยะมาทำเป็นวัตถุดิบ เชื่อว่ารายได้จะเกิดกับหุ้นตัวนี้อีกมากในฐานที่เป็นบริษัทแม่

ผมก็ได้พิจารณาว่าพร้อมสู้ต่ออีกหรือไม่ สุดท้ายไปดูโรงงานไฟฟ้าที่เริ่มก่อสร้างแล้ว เห็นว่าน่าจะดี เลยเขาไปร่วมสู้ด้วยราคาหุ้นพุ่งพรวดวอลุ่มเกิดผันผวนมาก แต่ที่สุดก็เกิดอาการห้อยหัวตามลำดับ จากหลักแตกพาร์ราคาสูงสุด 2.80 บาท หล่นตุ๊บลงมาวันนี้ เหลือไม่ถึง .50 สตางค์ สองเหตุผลที่หุ้นตัวนี้หล่นหนึ่ง ผลประกอบการโชว์ติดลบ สองผู้ถือหุ้นรายใหญ่บางคนมีคดีความ ต้องถูกจับขายหุ้น

ผมเองก็ยังคงมีหุ้นตัวนี้ติดพอร์ตอยู่บ้างแต่นิดหน่อย ขาดทุนอยู่หลายล้านบาทเช่นกัน แต่หักกลบลบกันจากที่ได้มามากกว่าเสียแน่นอนครับ แต่หุ้นตัวนี้ ผมเองก็ยังรอคอยวันคืนที่เขาจะฟื้นกลับ ผมคงได้ร่วมสู้กันอีกรอบแน่นอนเมื่อเวลามาถึงครับ เพราะในมุมที่ดีของหุ้น BWG ก็มีอยู่ไม่น้อยครับ โดยเฉพาะบริษัทลูกที่ทำเกี่ยวกับโรงไฟฟ้า และธุรกิจที่แท้จริงด้านจัดเก็บขยะนั้นละครับ

หุ้นอีกตัวหนึ่งที่ต้องเล่าให้ฟังกัน คือ TWZ เป็นหุ้นที่ผมไม่ได้พิจารณาว่าจะเล่นด้วย แต่ก็ส่งให้ลูกน้องได้ไปทำข่าว และขอโฆษณาจากเขา ให้ลงในนิตยสาร STOCK FOCUS ช่วงนั้นพอดีมีข่าวว่า และผมเองก็มีโอกาสได้สัมภาษณ์พูดคุยกับผู้บริหาร เขามีแผนการณ์ที่จะออก หุ้นเพิ่มทุนแบบเฉพาะเจาะจง

ผมจึงเอ่ยปากขอพร้อมลงเงินด้วยเพราะเล็งว่า การเพิ่มทุนในครั้งนั้น น่าต่อยอดทำธุรกิจได้ทางด้านสื่อ ซึ่งตัวผมเองก็น่าจะช่วยเขาแนะนำช่องทางการขยายงานสร้างรายได้ให้เกิดในอนาคต และผู้ที่เขาจะเพิ่มทุนให้ พีพี ตอนนั้นก็เป็นนักลงทุนที่มีชื่อเสียงมีความสามารถ ผมเล็งว่าน่าจะได้มากกว่าเสีย จึงพร้อมที่จะซื้อหุ้น พีพี กับเขาในครั้งนั้น

สุดท้ายเขาก็ให้มา 340 ล้านหุ้น ใช้เงินซื้อไป 120 ล้านบาท ในราคา 0.35 สตางค์ หลังจากนั้นราคาหุ้น TWZ ก็ปรับตัวขึ้นไปถึง 0.70 บาท ทำให้ผมทำกำไรได้พอสมควร แต่จากนั้นราคาหุ้นตัวนี้ก็อ่อนต่ำลงมาเรื่อย ๆ ผมเองก็เข้าไปช้อนรับคืน ยิ่งรับหุ้นก็ยิ่งอ่อนตัวลง ผมก็ต้องใช้วิชาการปรับพอร์ต ทอนต้นทุนให้ต่ำลงมาตามราคาที่ย่อลงให้ได้ สุดท้ายหุ้น TWZ ผมกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ไปโดยปริยาย

แต่หากทว่าได้เขามา ก็เสียเขาไป สุดท้ายตัวเลขที่คงเป็นกำไรจากหุ้นตัว TWZ นี้ก็คงยังมีอยู่ครับ เพียงแต่ต้องนั่งถือหุ้นค้างเต็มพอร์ตจำนวนไม่น้อย ก็เพียงแค่หวังรอคอย ว่าTWZ จะกลับมาฟื้นดีได้ทั้งการทำธุรกิจ และราคาหุ้นบนกระดาน ถึงวันนั้นผมคงมีความสุขไม่น้อยเช่นกันครับ

( โปรดติดตามตอนต่อไป ตอนสุดท้าย )

สิปปกร ขาวสอาด
19/4/63