เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 17 )

เรื่องเล่าข้างตลาดหุ้น ( ตอนที่ 17 )

รู้คิด รู้ไตร่ตรอง รู้ประเมินได้ แพ้ยากในสนามหุ้น

การสู้หุ้นของผมนั้น หากมองไม่เห็นช่องทางชนะได้เกินกว่า 80 เปอร์เซนต์ ผมไม่พร้อมร่วมลงสนามสู้ด้วยอย่างแน่นอนครับ เพราะการสู้หุ้นสำหรับผมไม่หวังเพียงแค่เอามันเอาสนุก แต่ต้องการชัยชนะที่หวังผลตอบแทนมากที่สุดหรือเป็นที่พึงพอใจแก่ตัวเองให้ได้เป็นอย่างดี

ดังนั้นก่อนที่จะลงสสู้หุ้นทุกครั้งทุกรอบ เงื่อนไขที่ตั้งไว้แก่ตนเสมอคือ ผมจะไม่ลงสู้หุ้นที่มีราคาหุ้นที่ตั้งชันสูงโด่งแล้ว ผมจะไม่เลือกสู้หุ้นที่มีค่าพีอีที่สูงมาก ผมจะไม่เล่นกับหุ้นที่มีการกระพือข่าวสะพัดเชิงบวกจนวอลุ่มแน่น ผมจะไม่ร่วมลงพัวพันในหุ้นที่มีบทวิเคราะห์เชียร์ซื้อแนะเก็บ ผมจะไม่เล่นตามแห่เชื่อตามการเล่าบอกชักชวนของใครต่อใคร ผมจะไม่ถามใครว่าเล่นตัวไหนดี ซื้อตัวไหนได้

แต่ผมจะมีจุดตัดสินใจต่อการลงทุนสำหรับผมเพียงแค่ ไตร่ตรองมองเห็นด้วยตัวเอง ในหุ้นที่คิดว่า "มีราคาหุ้นในอนาคตที่ประเมินได้ว่าจะสูงกว่าราคาหุ้นในปัจุบัน" เราจะทำอย่างไรถึงจะสามารถประเมินราคาหุ้นในอนาคตได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญที่ทุกคนที่หวังรวยด้วยหุ้นพึงจำต้องรู้ หากไม่รู้การประเมินอนาคตของราคาหุ้นนั้นเท่ากับการสู้หุ้นของเราจะไร้อาวุธ และไม่มีเกราะโล่ห์ป้องกันตัวเองเลย การสู้หุ้นจะไร้ทิศทาง ความหวังชนะน้อย ความเสี่ยงจะสูง

การประเมินราคาหุ้นในอนาคต จุดสำคัญ คือการคาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นเป้าหมายให้ได้ ที่นี่ก็ขึ้นอยู่ที่ตัวเราเองละครับ จะสืบเสาะค้นหาข้อมูล เพื่อการคาดคะเนให้ถูกต้องแม่นยำได้หรือไม่ ซึ่งหลายเรื่องหลายสิ่ง มันจะเข้าสู่องค์ประกอบที่ผมเคยเรียนนำเสนอไว้แล้วว่า การสู้หุ้นนั้น เราจำเป็นตั้งสร้างฐานให้ตนเองมีความแข็งแกร่งมั่นคงให้ได้ ด้วยแนวคิดที่ผมบอกเกี่ยวกับ "เก้าอี้สี่ขา" คงจำกันได้นะครับ

ขาหนึ่งคือ เราเองต้องมีพวกพร้อง หรือมี CONNECTION ที่ดี การสู้หุ้นนั้น อย่าได้สู้อย่างโดดเดียว สายตาเราต้องกว้างไกล แขนขาเราพร้อมที่จะไขว้คว้าแสวงหาโอกาสที่ดี สมองเราต้องพร้อมคำนวณคิด ปากเราต้องพร้อมพูดคุยเจรจา ทุกอย่างที่ว่าคือความสัมพันธ์ที่ต้องเชื่อมโยงสู่โอกาสที่ดีให้ได้ครับ

ผมมีเพื่อนรุ่นพี่ท่านหนึ่ง ท่านก็คงพอรู้ว่าผมพอมีความรู้เรื่องหุ้นในระดับที่พอตัวอยู่บ้าง ท่านได้พาผมไปรู้จักกับเจ้าของหุ้นที่ถือหุ้นใหญ่ของ JUBILE ซึ่งหุ้นกำลังเข้าซื้อขายในตลาด ราคา IPO อยู่ที่ 2.80 บาท เขาก็พาผมไปทานอาหารญี่ปุ่น บนอาคารสูงแถวสีลม ผมก็เลยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ไปด้วยคุยไปด้วย ถึงแนวทางของบริษัทและการคาดการณ์ของผลงานในอนาคต

เจ้าของหุ้น เขาก็บอกเล่าไปตามหนังสือชี้ชวนที่เขียนไว้ ซึ่งก็รู้กันทั่วอยู่แล้ว แต่จุดหนึ่งที่ผมถามว่า จะทำอย่างไรให้บริษัทมีกำไรแบบก้าวกระโดดได้ เขาก็ได้เล่าบอกแนวทางที่จะทำให้บริษัทเติบโตด้วยดีในอนาคตได้ สุดท้ายผมก็เพียงบอกเสริมให้เขาได้นำไปพิจารณาเรื่องเปิดตู้ขายเพชรตามห้างทั่วไป ต้นทุนค่าเช่าคงไม่สูง แต่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ด้วยดี ตอนนี้บริษัทได้เปรียบเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาด มีเงินพอลงทุนหาเพชรมาวางขายได้

เมื่อผมพิจารณาดูอนาคตของธุรกิจค้าขายเพชร น่าไปได้ด้วยดี โดยเฉพาะในช่วงของเศรษฐกิจที่น่าจะโตได้ โอกาสของราคาหุ้น JUBILE ก็น่าไปได้สวย ผมก็เริ่มสะสมหุ้น ช่วงแรกของการซื้อขายในตลาด ราคามีอ่อนต่ำกว่าจองบ้าง ก็เป็นจังหวะโอกาสที่ดี สำหรับผมที่สามารถเก็บสะสมหุ้นได้ดังใจต้องการ

ไม่นานหรอกครับหุ้นตัวนี้ก็มีการปรับตัวพุ่งขึ้นแบบทะยาน จากผลประกอบการที่ดีขึ้นต่อเนื่อง จนถึงราคาที่ขึ้นมาเป็นที่พอใจผมก็ระบายขายเกลี้ยง แต่หุ้นก็ยังเดินหน้าขึ้นตามปัจจัยพื้นฐานที่ดีได้ต่อไปอีกไกลเชียวครับ

เมื่อพูดถึงหุ้นที่เข้าตลาดมาวันแรก ๆ แล้วผมเข้าไปร่วมเล่นด้วย โดยตั้งหน้าตั้งตาซื้อเก็บด้วยความมั่นอกมั่นใจ อีกตัวหนึ่งก็คือหุ้น หุ้น GPSC ซึ่งเป็นหุ้นโรงไฟฟ้าในเครือของ PTT มีราคา IPO อยู่ที่ ราคา 27 บาท ผมได้สิทธิ์จองซื้อหุ้นบางส่วนจากโบรกเกอร์ที่เขาจัดสรรให้พอสมควร ผมได้อ่านพิจารณาความเป็นไปในอนาคตของการดำเนินงาน ซึ่งทำให้มั่นใจว่า บริษัทนี้นั้นน่าจะมีอนาคตที่เติบโตดีอย่างแน่นอน

เมื่อเข้าเทรดวันแรกหุ้นเกิดการปรับตัวต่ำลง ผมจึงซื้อเก็บสะสมต่อ ได้หุ้นในจำนวนที่พอใจ ถั่วเฉลี่ยราคามาอยู่แถว 23 บาท ผมได้ใส่เงินซื้อหุ้นตัวนี้ไปราว 80 ล้านบาท คิดว่าจะถือรอคอยหวังไปทำกำไรคงได้เท่าตัวไม่ลำบาก ด้วยความมั่นใจตามที่ได้พิจารณาจนพอเล็งเห็นอนาคต

จู่ ๆ วันหนึ่งเกิดระเบิดลงตูมที่ศาลพระพรมหม สี่แยกราชประสงค์กลางใจกรุงเทพ ข่าวว่าเป็นการก่อการร้าย ผมได้รับรู้ข่าวตอนใกล้ค่ำ พอวันรุ่งขึ้น ผมโยนขายหุ้น GPSC ซะหมดพอร์ต คิดว่าขายแล้วจะกลับมารับคืนใหม่ที่ราคาถูกกว่า เชื่อว่าตลาดหุ้นโดยรวมคงได้ผลกระทบเชิงลบทางด้านจิตวิทยา

บนความเป็นจริง ตลาดหุ้นโดยรวมได้ปรับตัวลดต่ำตามที่ผมคาดในแง่ของเชิงจิตวิทยา แต่หุ้ต GPSC กับสวนขึ้นอย่างหน้าตาเฉยเลยครับ งานนี้กลายเป็นว่าผมขายหมูไปได้กำไรติดปลายนวมมาเพียงไม่กี่แสนบาท จากนั้นหุ้นตัวนี้ก็ทะยานขึ้นต่อเนื่องจนไปถึง 90 กว่าบาท ก็เป็นหุ้นอีกตัวหนึ่งในตำนานสู้หุ้นของผม ที่ผมนั้นเสียสุดเสียดายอย่างมาก

ในกรณีนี้ก็ทำให้ผมได้เรียนรู้ และบอกตัวเองว่า "คิดออกทะเลกว้างล่าปลาใหญ่ แต่กับกลัวเพียงแค่กระแสคลื่นจากลมพัดผ่านก็ตื่นตระหนกซะแล้ว จะคิดการใหญ่ได้อย่างไร " ตั้งแต่นั้นมา ผมจะคิดเสมอ หากลงสู้หุ้นแล้ว ปัจจัยในตัวหุ้นไม่เปลี่ยนแปลงสู่เชิงลบอย่างมีนัย ผมจะต้องกอดหุ้นนั้นไว้เพื่อหวังทำกำไรให้ได้ดังใจปรารถนา

( โปรดติดตามตอนต่อไปครับ )

สิปปกร ขาวสอาด
22/4/63