1600 จุดครั้งแรกในปีนี้…

1600 จุดครั้งแรกในปีนี้…

บรรยากาศการซื้อขายหุ้นไทยกลับมาดูสดใส ดัชนีขยับปรับขึ้นทดสอบ 1,600 จุดเป็นครั้งแรกในปีนี้ จากความคาดหวังเชิงบวกต่อการเจรจาแก้ไขสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ซึ่งสอดคล้องตามทิศทางของตลาดหุ้นทั่วโลก นอกจากนี้ยังมีปัจจัยสนับสนุนภายใน ล่าสุดสถานการณ์ด้านประมง หลังอียูประกาศยกเลิกคำเตือนสั่งห้ามนำเข้าผลิตภัณฑ์ด้านประมงจากประเทศไทย (ธงเหลือง) หลังจากที่ผ่านมาไทยมีการแก้ไขการทำประมงที่ผิดกฎหมายมาเป็นเวลากว่า 4 ปี ส่งผลดีต่อกลุ่มอาหาร TU CPF เป็นต้น

นอกจากนี้ ครม.มีมติขยายระยะเวลามาตรการยกเว้นเก็บค่าธรรมเนียม (VOA)จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 21 ประเทศไปจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 62 จากเดิมที่จะสิ้นสุดลงในวันที่ 13 ม.ค. 62 เพื่อที่จะกระตุ้นการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลวันหยุดตรุษจีนและสงกรานต์ ส่งผลบวกต่อกลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม รวมถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง MINT ,CENTEL,ERW และ AOT เป็นต้น

สำหรับการเลือกหุ้นลงทุนเพื่อให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงจังหวะนี้ คงต้องเกาะติดหุ้นที่มีกระแสเชิงบวกต่อธุรกิจ ที่จะส่งผลให้การดำเนินงานเติบโตได้ดี ทั้งจากนโยบายของภาครัฐ อย่างกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง กลุ่มนิคมฯ กลุ่มค้าปลีก กลุ่มท่องเที่ยวและโรงแรม เหล่านี้ก็น่าสนใจ รวมถึงกลุ่มธนาคารด้วยราคาที่ลดลงมาเยอะพีอีไม่สูง ซึ่งก็น่าสนใจไม่แพ้กันครับ

อย่างไรก็ตาม ด้วยพฤติกรรมการลงทุนของนักลงทุนส่วนใหญ่ ยังคาดหวังที่จะได้ผลตอบแทนจากตลาดหุ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ค่อยชอบที่จะรอคอย การลงทุนในหุ้นจึงออกไปในแนวทางการเก็งกำไรระยะสั้นมากกว่าการลงทุนที่แท้จริง เราจึงมักเห็นหุ้นเก็งกำไร ไม่ว่าจะเป็นหุ้นดี หรือหุ้นพื้นฐานแย่ก็ตาม แต่คนส่วนใหญ่ที่คาดหวังต้องการผลได้เสียอย่างรวดเร็ว ก็ไม่คิดอะไรมากเอากำไรกันเพียงช่องสองช่องก็พอ ตลาดหุ้นไทยจึงมีการเก็งกำไรกันมากอย่างที่เห็นกัน ซึ่งถือเป็นอุปสรรคและจุดอ่อนในการลงทุนของนักลงทุนส่วนใหญ่ เวลาได้ก็กำไรเพียงเล็กน้อย แต่หากขาดทุนจะเสียหายกันอย่างมาก

ทั้งนี้หากนักลงทุนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นการเก็งกำไรหรือลงทุน เมื่อไหร่ที่หุ้นที่ถืออยู่ มีทิศทางการขับเคลื่อนเชิงบวก ก็ต้องรู้จักอดทนรอคอยไม่ต้องรีบร้อนขายเร็ว ปล่อยให้กำไรเดินต่อไปเรื่อยๆ (Let Profit Run) ก็จะทำให้เราสามารถทำกำไรได้อย่างมากมาย แต่ในขณะเดียวกันหากหุ้นที่ซื้อเกิดอาการอ่อนย่อลงไม่เป็นไปอย่างที่คาดไว้ก็ต้องรีบขายให้เร็วอย่าเสียดาย ต้องตัดใจขายอย่ารักหุ้น (Stop Loss) ก็จะทำให้เราสามารถจำกัดความเสียหายให้เกิดขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ก็มีคำถามว่า เมื่อไหร่ที่ซื้อหุ้นได้แล้ว ราคาหุ้นตัวที่ซื้อมักจะลดต่ำลงทำให้ขาดทุนอยู่เป็นประจำ ซื้อทุกครั้ง ได้หุ้นทุกที หุ้นก็ตกประจำ ขาดทุนจนรู้สึกว่า ตลาดหุ้นมันคอยแต่จะกินเงินเราคนเดียว ซึ่งที่จริงก็ไม่ได้มีอะไรที่แปลกประหลาดหรอกครับ เพียงแต่ เวลาที่เราซื้อหุ้นเรามักไม่ได้ไตร่ตรองให้รอบคอบ ด้วยเหตุผลว่าทำไมต้องซื้อต้องลงทุนในหุ้นตัวนี้ สามารถประเมินให้รู้แจ้งเห็นจริงหรือไม่ว่าพื้นฐานหุ้นตัวที่จะซื้อนั้นมันดีมากน้อยเพียงใด ราคาเหมาะสมอยู่ตรงไหน ส่วนใหญ่ที่ซื้อแล้วหุ้นตก ทำให้ขาดทุนมากมายมักเกิดจากการที่เราซื้อเพราะคล้อยตามตลาด เล่นตามแห่ ตามกระแสที่สร้าง ให้เราหลงเชื่อตามเกมที่เขาทำ ก็มักตกเป็นเหยื่อเสมอ แล้วจะมีวิธีแก้ไขได้อย่างไร วิธีแก้ก็คือ ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนซะใหม่ ดังที่ว่าไว้ครับ

การลงทุนในตลาดหุ้น การแสวงหาผลกำไร สร้างความมั่งคั่งนั้น ไม่ได้เป็นสิ่งที่ยาก แต่ก็ไม่ง่าย เนื่องจากตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยตัวแปร รวมถึงอารมณ์ของนักลงทุนส่วนใหญ่ ที่ส่งผลกระทบกับตลาดช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง เมื่อตลาดดี มีข่าวดีสนับสนุน ความเชื่อมั่นนักลงทุนเพิ่มสูงขึ้น ตลาดก็เป็นขาขึ้น หากตลาดไม่ดี ปัจจัยลบรุมเร้า มองไปทางไหนมีแต่ความหดหู่ สับสนคลุมเครือไม่ชัดเจน ตลาดก็จะเป็นขาลง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เราที่เป็นนักสู้หุ้น เมื่อลงสนามแล้ว ต้องพร้อมรับมือในทุกสถานการณ์ของตลาด ไม่ว่ายามตลาดดีตลาดกระทิง หรือตลาดแย่ตลาดหมี ก็ตาม ทุกสิ่งเราต้องเรียนรู้ สั่งสมประสบการณ์ ผิดเป็นครู ทบทวนบทเรียนที่เกิดขึ้นทั้งที่สำเร็จ และผิดพลาด ปรับปรุงแก้ไข พัฒนาอย่าหยุดนิ่ง และมีจิตใจที่แข็งแกร่ง ผมย้ำและพูดถึงเป็นประจำนั่นเองครับ