“AECS ” จับปัจจัยต่างประเทศ ให้กรอบดัชนี 1,690-1,700 จุด แนะลงทุนหุ้นรับอานิสงส์เศรษฐกิจในประเทศฟื้นกลุ่มอสังหาฯ-ค้าปลีก-โรงพยาบาล

“AECS ” จับปัจจัยต่างประเทศ ให้กรอบดัชนี 1,690-1,700 จุด แนะลงทุนหุ้นรับอานิสงส์เศรษฐกิจในประเทศฟื้นกลุ่มอสังหาฯ-ค้าปลีก-โรงพยาบาล

กรุงเทพฯ-บล.เออีซี (AECS)  หวั่นสงครามการค้าโลกส่อรุนแรงมากขึ้น หลังสหรัฐฯประกาศเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากเม็กซิโก-แคนาดา-ยุโรป และเฟดส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยรอบใหม่ กดดันดัชนีตลาดหุ้นไทยต่อ แม้ฝั่งจีนจะชะลอแผนชั่วคราวก็ตาม จึงให้กรอบแนวรับดัชนี  1,690-1,700 จุด  แนะกลยุทธ์ลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจในประเทศ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ –ค้าปลีก-โรงพยาบาล  
บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จำกัด (มหาชน) หรือ AECS  เปิดเผยว่า  ทิศทางการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์นี้ (6-8มิ.ย.) คาดตลาดจะยังให้ความสนใจกับประเด็นสงครามการค้าโลกที่มีทิศทางรุนแรงขึ้นอีกครั้ง หลังสหรัฐฯประกาศเริ่มจัดเก็บภาษีนำเข้าเหล็กและอลูมิเนียมจากเม็กซิโก, แคนาดา และยุโรป ทำให้ประเทศเป้าหมายดังกล่าวเตรียมยื่นขอต่อ WTO เพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ด้วยการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเช่นกัน สร้างความกังวลต่ออัตราโตของเศรษฐกิจโลก
ขณะที่ทางฝั่งจีนแม้ยังอยู่ระหว่างการระงับการตัดสินใจด้านมาตรการทางการค้าชั่วคราว แต่ล่าสุดสถานการณ์มีทิศทางแย่ลงหลังทำเนียบขาวระบุแผนจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี  มูลค่าราว 5 หมื่นล้านดอลลาร์ จากจีนขึ้นเป็น 25% กดดันบรรยากาศในการเจรจาระหว่างรัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ กับรองนายกฝ่าย ศก. ของจีน ที่จัดขึ้นช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ในปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้าของแผนแก้ปัญหาขาดดุลระหว่างสหรัฐฯ-จีนอย่างที่หลายฝ่ายคาดหวัง 
ส่วนตลาดหุ้นไทยช่วงสั้นเรามอง SET Index ผันผวนเชิงลบ (Sideway Down) เนื่องจากยังมีปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศที่ต้องติดตาม อาทิ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐฯ, ผลประชุมเฟดในวันที่ 12-13 มิ.ย.นี้ และปัญหาการเมืองในยุโรป และราคาน้ำมันที่ปรับตัวลดลง ซึ่งยังกดดันบรรยากาศลงทุนและทำให้ Fund Flow  ยังมีทิศทางไหลออกจากตลาดหุ้นในภูมิภาคอยู่
 
ดังนั้นกลยุทธ์ลงทุนจึงยังคงแนะนำให้ “Wait&See และค่อยกลับมาทยอยซื้อสะสมเมื่อดัชนีลงมาแนวรับสำคัญ 1,700 จุด ทั้งนี้กลุ่มหุ้นที่น่าสนใจและคาดจะ Outperform ตลาด ได้แก่ หุ้น Domestic Play ซึ่งยังโตดีและเป็นหลุมหลบภัยยามตลาดผันผวน ได้แก่ กลุ่มอสังหา เช่น AP, SPALI, SC กลุ่ม รพ. เช่น BDMS, BCH, RJH และกลุ่มค้าปลีก เช่น BJC, MC, HMPRO และ 2.หุ้น Top Picks ช่วงครึ่งปีหลัง 2561 ซึ่งพื้นฐานดีและกำไรยังมีแนวโน้มเติบโตสดใสเมื่อเทียบจากปีก่อนได้แก่ BDMS, BJC, AOT, BA, JKN, SAWAD, SPALI 
อย่างไรก็ตามเรายังคงให้น้ำหนักการแกว่งตัวของ SET ยังเป็นไปตามแนวโน้มหลักของกรอบ Downtrend Channel ทั้งนี้การรีบาวด์อาจเกิดขึ้นได้ระหว่างสัปดาห์ แต่มองจำกัดที่แนวต้านบริเวณ 1,730 จุด(แนวต้าน EMA 200 Day) และถัดไปที่ 1,745 จุด ซึ่งเป็นแนวต้านสำคัญ จากนั้นคาดว่าจะปรับตัวลงทดสอบบริเวณกรอบแนวรับ 1,690-1,700 จุด 
อีกทั้งเทคนิคสำหรับนักเก็งกำไร เทรดด้วยกลยุทธ์ซื้อแนวรับ-ขายแนวต้าน และใช้การหลุดแนวรับเป็นจุด Stop Loss   ส่วนนักลงทุนระยะกลาง ให้เริ่มทะยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนตัวมาบริเวณกรอบแนวรับ  กลุ่มที่คาดว่ายังมีโอกาสปรับตัวบวก ได้แก่ กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (ETRON) เช่น  DELTA , KCE, HANA และ กลุ่มยานยนต์ (AUTO) เช่น AH , TNPC