“โรแยล พลัสฯ” ยื่นไฟลิ่งก.ล.ต.เสนอขาย IPO 170 ล้านหุ้น

“โรแยล พลัสฯ” ยื่นไฟลิ่งก.ล.ต.เสนอขาย IPO 170 ล้านหุ้น

                “โรแยล พลัสฯ” โชว์ศักยภาพผู้ผลิตและส่งออกน้ำผลไม้ไปยังตลาดโลก ยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานก.ล.ต. เสนอขายหุ้น IPO จำนวน 170 ล้านหุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท พร้อมเทรดใน SET โดยมี “บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)” เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน หวังนำเงินที่ได้จากการระดมทุน ใช้ลงทุนขยายโรงงานและลงทุนเครื่องจักร รองรับการเติบโตของบริษัทสู่ความยั่งยืน
                นายพลแสง แซ่เบ๊ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรแยล พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ PLUS ผู้ผลิตและส่งออกเครื่องดื่มน้ำผลไม้ และเครื่องดื่มต่างๆ เปิดเผยว่า PLUS ได้ยื่นแบบคำขอเพื่อเสนอขายหลักทรัพย์ (Filing) เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน กำหนดจะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนครั้งแรก (IPO) จำนวน 170 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์ )หุ้นละ 0.50 บาท สนับสนุนให้ทุนจดทะเบียนเพิ่มขึ้นเป็น 335 ล้านบาท จากเดิม 250 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพการผลิตในฐานะผู้ส่งออกเครื่องดื่มที่ได้รับการยอมรับจากหลายประเทศทั่วโลก ซึ่งในปัจจุบัน PLUS มี 4 สายการผลิต สามารถรองรับการผลิตสูงสุดได้ 158.2 ล้านขวดต่อปี
                วัตถุประสงค์หลักในการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เพื่อลงทุนในโครงการขยายโรงงานและลงทุนเครื่องจักรเพิ่มเติม  รวมทั้งจ่ายคืนหนี้สินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ รองรับการเติบโตของ PLUS ในอนาคต อีกทั้งเป็นการยกระดับมาตรฐานของ PLUS สู่ระดับสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือในด้านภาพลักษณ์ ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและคู่ค้า รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน
                ทั้งนี้ PLUS เป็นหนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มรายใหญ่ โดยมีการผลิตและขายสินค้าใน 2 ลักษณะ ทั้งการรับจ้างผลิต (OEM) และภายใต้แบรนด์ที่ PLUS พัฒนาเอง (Company Brand) เพื่อขยายตลาด และตอบโจทย์ธุรกิจตามแผนการเติบโตในระยะยาว
                โดยสินค้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มน้ำผลไม้ มีสัดส่วนประมาณ 98% ของรายได้จากการขายทั้งหมด โดยเครื่องดื่มกลุ่มน้ำมะพร้าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการตอบรับสูงสุด  ได้แก่ เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวและเครื่องดื่มน้ำนมมะพร้าว ภายใต้แบรนด์ Coco Royal เครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมเม็ดแมงลักและเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมเมล็ดเชีย แบรนด์ Nita และเครื่องดื่มน้ำผลไม้ผสมอื่น ๆ ภายใต้แบรนด์ Coco Royal และ Mabu นอกจากนี้ กลุ่มเครื่องดื่มทั่วไป ได้แก่ ชานม แบรนด์ Mabu เครื่องดื่มวิตามิน แบรนด์ C-Boom และเครื่องดื่มอื่นๆ เช่น นมถั่วเหลือง เครื่องดื่มกาแฟผสมน้ำนมมะพร้าว แบรนด์ Coco Coff
                อย่างไรก็ดี จากกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจส่งออกสินค้าไปทั่วโลก ส่งผลให้ PLUS มีรายได้จากการขายอยู่ในรูปสกุลเงินต่างประเทศในสัดส่วนสูง ซึ่งแม้ว่าค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าตั้งแต่ปี 2561 แต่รายได้ของ PLUS ระหว่างปี 2561 – 2563 ยังสามารถเติบโตต่อเนื่องเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 11.9% สาเหตุมาจากความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้รวดเร็ว รวมถึงการขยายฐานลูกค้าสำหรับตลาดใหม่ สินค้าของ PLUS มีรสชาติที่ตรงกับความต้องการของผู้บริโภค
                โดย PLUS มีสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเป็นหลักในปี 2563 และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2564 อยู่ที่ 98.9% และ 98.7% ตามลำดับ ประเทศคู่ค้าหลักอยู่ในทวีปต่างๆ ได้แก่ ทวีปอเมริกา ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป  ทั้งนี้ PLUS ได้รับการรับรองคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับสากลหลายรายการ ได้แก่ ISO 22000, FSSC 22000, GMP, HACCP และ FDA Standard
                สำหรับภาพรวมผลการดำเนินงานในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา มีรายได้จากการขาย 786.4 ล้านบาท 891.4 ล้านบาท และ 1,102.8 ล้านบาทตามลำดับ เนื่องจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์กลุ่มน้ำมะพร้าว และคำสั่งซื้อของลูกค้าทวีปอเมริกาเพิ่มขึ้น ขณะที่มีกำไรสุทธิ 1.3 ล้านบาท 11.7 ล้านบาท และ 57.2 ล้านบาท ตามลำดับ สาเหตุหลักมาจากการควบคุมต้นทุนและค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ รวมทั้งมุ่งเน้นการบริหารจัดการภายในที่ดี การขายสินค้าที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยที่ลดลงจากภาระหนี้เงินกู้สถาบันการเงินที่ลดลง ส่งผลให้มีทิศทางกำไรเติบโตโดดเด่น
                ด้านผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีแรก 2564 มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 486.1 ล้านบาท และกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องอยู่ที่ 38.4 ล้านบาท มีอัตรากำไรขั้นต้น 26.0% และอัตรากำไรสุทธิ 7.8%
                ภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ PLUS คาดว่าจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้เพิ่มศักยภาพในการผลิต นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และแผนการขยายตลาดให้ครอบคลุม ยกระดับ PLUS สู่มาตรฐานสากล เพิ่มความน่าเชื่อถือ และภาพลักษณ์ให้เป็นที่ยอมรับของลูกค้าและคู่ค้า เพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ในฐานะบริษัทจดทะเบียนที่ดำเนินกิจการภายใต้หลักบรรษัทภิบาล มีความโปร่งใส รวมทั้งการต่อยอดด้านการพัฒนาบุคลากร เพื่อเติบโตอย่างยั่งยืนต่อไปในอนาคต