iiG ปรับกลยุทธ์การเติบโต เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ ลดเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เผยข่าวดีขยายธุรกิจสู่ CLMV มั่นใจรายได้ปี 66 พุ่ง 1,400 ล้าน

iiG ปรับกลยุทธ์การเติบโต เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ ลดเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เผยข่าวดีขยายธุรกิจสู่ CLMV มั่นใจรายได้ปี 66 พุ่ง 1,400 ล้าน

iiG ตั้งเป้ารายได้ปี 66 New High โต 60% แตะ 1,400 ล้านบาท พร้อมปรับกลยุทธ์เพิ่มอัตรากำไรสุทธิ
และลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน รุกขยายธุรกิจ CLMV เจรจาปิดดีล M&A เพิ่มต้นปีหน้า ตอกย้ำความเป็นผู้นำที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นนำของไทย มั่นใจรายได้ปีนี้ แตะ 900-950 ล้าน

บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (มหาชน) หรือ iiG ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย เผยแผนพัฒนาธุรกิจปี 2566 เพิ่มขีดความสามารถในการทำไร (Net Profit Margin) จากการบริหารโครงการ มั่นใจรายได้กว่า 1,400 ล้านบาท ในปี 2566 และ 2,000 ล้านบาทในปี 2567 ขณะที่ผลประกอบการ 9 เดือนแรกของปีนี้ยังแข็งแกร่ง โดยรายได้รวมและกำไรสุทธิยังสามารถทำสถิติ New High อย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตรากำไรสุทธิในไตรมาส 3 จะปรับตัวลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยน และต้นทุนการจ้างงานบริษัทภายนอก (Cost of Outsourcing)
สมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร iiG กล่าวว่า “iiG ตระหนักถึงความสำคัญที่จะต้องเพิ่มอัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) โดยมีแผนดำเนินการในหลายด้านเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการทำกำไร ซึ่งไตรมาส 3 ของปีนี้น่าจะเป็นจุดต่ำสุดแล้ว และจะฟื้นตัวกลับมาอยู่ที่ระดับ 11-12% ในไตรมาสสุดท้าย”

ทั้งนี้ iiG ได้มีแผนขยายโครงสร้างการบริหารงานภายใน โดยจะมีการแต่งตั้งประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ หรือ COO (Chief Operating Officer) คนใหม่ ซึ่งจะเข้ามาดูแลรับผิดชอบงานด้านการบริการที่ปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบ ในขณะที่ประธานเจ้าหน้าฝ่ายเทคโนโลยี หรือ CTO (Chief Technical Officer) จะดูแลงานด้านเทคโนโลยี พาร์ทเนอร์ และด้านการขาย เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ขณะเดียวกัน iiG เร่งแก้ปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรด้าน IT ซึ่งมาจากหลายปัจจัย เช่น พฤติกรรมของพนักงานที่เปลี่ยนแปลงไป ความคาดหวังของพนักงาน รวมไปถึงการแย่งชิงบุคลากรในอุตสาหกรรมด้วย โดยบริษัทมีแผนการพัฒนางานด้าน Human Resource Development (HRD) นำโดย Chief People Officer ของบริษัท เพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงาน (Engagement) ซึ่งจะนำไปสู่เป้าหมายการเพิ่มความสามารถในการทำงาน และ Productivity
อีกกลยุทธ์ที่สำคัญมาก คือ การที่บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับลูกค้า เพื่อเปลี่ยนแปลงสกุลเงินในการให้บริการใบอนุญาตการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Subscription) จากสกุลเงินบาทมาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐทั้งหมด ทั้งสัญญาใหม่ และการต่อสัญญาเดิม เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวนมาก โดย iiG ได้เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐบ้างแล้ว เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนของบริษัทที่ต้องจ่ายให้กับบริษัทเจ้าของลิขสิทธิ์ในต่างประเทศ ซึ่งจากการพูดคุยลูกค้าส่วนใหญ่เข้าใจและยอมรับว่าเป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้

นอกจากนี้ iiG ยังเดินหน้าขยายพันธมิตรธุรกิจทั้งในรูปแบบการควบรวมกิจการ (Merger & Acquisition) และกิจการร่วมค้า (Joint Ventures) หลังจากล่าสุดได้รับอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อเข้าซื้อกิจการกลุ่มบริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ จำกัด โดยบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับบริษัทพันธมิตร โดยเน้นธุรกิจที่มีอัตรากำไรสุทธิ 13-14% และมีเป้าหมายขยายธุรกิจไปยังประเทศในกลุ่ม CLMV (Cambodia, Lao, Myanmar, Vietnam) ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในเร็วๆ นี้
มั่นใจว่า ปี 2566 iiG จะสามารถทำสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปี 66 จะมีรายได้มากกว่า 1,400 ล้าน เป้าการเติบโตบริษัทมองแบบ Conservative ซึ่งคิดว่ายังมีความสามารถในการเติบโตมากกว่านี้ โดยส่วนหนึ่งมาจากรายได้ของบริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ จำกัด ที่จะรวมเข้ามาตั้งแต่ต้นปี 66 ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้กว่า 300 ล้านบาท อีกทั้งบริษัทยังตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิให้ไม่ต่ำกว่า 12% ซึ่งถือเป็น KPI ของทั้งบริษัท ขณะที่รายได้ปี 2567 บริษัทตั้งเป้ารายได้จะขึ้นไปแตะ 2,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นผลจากการเติบโตของธุรกิจเดิมของบริษัท (Organic Growth) จากการให้บริการ CRM และ ERP ที่ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง 20-25% อีกทั้งยังมีรายได้เสริมจากธุรกิจใหม่ อาทิ MarTech, Insure Tech และ Health Tech ซึ่งจะสร้างการเติบโตให้บริษัทในระยะยาว
สำหรับผลการดำเนินงานในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2565 iiG มีรายได้รวม 708 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% YoY มีกำไรสุทธิ 71.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% YoY ซึ่งถือเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดใหม่ (New high) ทั้งรายได้และกำไรสุทธิ โดยมาจากรายได้ประจำ (Recurring Revenue) 40.2% และรายได้ไม่ประจำ (Non-recurring Revenue) 59.8%
หากแยกตามประเภทของธุรกิจจะพบว่า CRM (Customer Relationship Management) ยังคงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้มากที่สุด จำนวน 404 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55.5% ของรายได้รวมทั้งหมด ตามด้วย ERP (Enterprise Resource Planning) ทำรายได้ 277 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 39.7%

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการในไตรมาสที่ 3 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 18.31ล้านบาท ลดลงจากไตรมาสสอง 25% ทำให้อัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในช่วง 9 เดือน ลดลงเหลือ 24% เทียบกับ 28% ในช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ขณะที่อัตรากำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ลดลงมาอยู่ที่ 10.1% เทียบกับอัตรากำไรสุทธิย้อนหลัง 3 ปี เฉลี่ยที่ 11.5-11.6%
สมชาย ชี้แจงว่า สาเหตุที่กำไรสุทธิลดลงเนื่องจาก 3 ปัจจัยหลัก คือ ต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นถึง 190.87 ล้านบาท เทียบกับ 160.84 ล้านบาทใน Q1 และ 176.54 ล้านบาทใน Q2 ซึ่งเป็นผลมาจากจำนวนพนักงานที่มากขึ้นจาก 282 คนในปีที่แล้ว เป็น 380 คน (ณ สิ้นเดือนกันยายน 2565) ประกอบกับการมีพนักงานไม่เพียงพอ ทำให้ต้องจ้างบุคลากรจากบริษัทภายนอกองค์กรมากขึ้น เพื่อเร่งดำเนินโครงการให้เร็วกว่ากำหนดตามที่ลูกค้าต้องการ โดยในช่วง 9 เดือนแรก ต้นทุน Outsourcing เพิ่มขึ้นเป็น 109.8 ล้านบาท (มูลค่ารวม 9 เดือน) เพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับต้นทุนการจ้างบุคลากรจากบริษัทภายนอก ปีก่อนหน้า 73.5 ล้านบาท (มูลค่ารวม 12 เดือน) เป็นผลทำให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวลดลง
iiG เชื่อมั่นว่า จากแผนการพัฒนาบุคลากร ประกอบกับการเข้าซื้อกิจการบริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ จำกัด จะทำให้บริษัทสามารถลดต้นทุนการจ้างงานภายนอกองค์กรได้อย่างมาก ซึ่งปัจจุบันแลนซิ่งมีพนักงานกว่า 300 คน นอกจากนี้ iiG ยังมองหาบริษัทที่ให้บริการ Outsource ในประเทศเวียดนาม เนื่องด้วยเป็นประเทศที่มีบุคลากรที่มีทักษะความเชี่ยวชาญด้านไอทีสูงและต้นทุนต่ำกว่าด้วย

ขณะเดียวกัน การแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐอย่างรวดเร็ว และความผันผวนของค่าเงินในช่วงไตรมาส 2-3 ยังส่งผลกระทบต่อต้นทุนใบอนุญาตการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Subscription) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายจากการขายและการบริหาร ซึ่งรวมค่าที่ปรึกษาทางการเงินในการทำดีล M&A กับ บริษัท แลนซิ่ง บิสสิเนส ซิสเต็มส์ จำกัดอีกด้วย
ต้นทุนใบอนุญาตการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ (Subscription) ที่สูงขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจากธุรกิจ Salesforce & Oracle Software Subscription and License ในช่วง 9 เดือนแรก ลดลงจาก 18% ในปีที่แล้ว เหลือ 13% ซึ่งถือเป็นปัจจัยชั่วคราว และบริษัทได้ปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยการทำเจรจากับคู่ค่าสำหรับสัญญาใหม่และลูกค้าที่ต่อสัญญาเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐแทน โดยคาดว่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นในช่วงกลางปี 2566
สมชาย มั่นใจว่า อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจ ERP จะฟื้นตัวอย่างแน่นอนในไตรมาสสุดท้าย และมาอยู่ที่ระดับ 30% จาก 25% ในไตรมาส 3 โดย Salesforce & Oracle Software Subscription and License จะกลับมาสู่ระดับปกติที่ 16-20% ในช่วงไตรมาสสองของปีหน้า และอัตรากำไรสุทธิในส่วนงานบริการที่ปรึกษา ออกแบบ และติดตั้งระบบ (Implementation) จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ในปีหน้า