กลุ่ม KTIS โชว์กำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 66 ทำได้ 1,510 ล้านบาท โตแรง 379% ชี้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาก จากคุณภาพอ้อย ราคา และยอดขายที่สูงขึ้น

กลุ่ม KTIS โชว์กำไรสุทธิงวด 9 เดือนปี 66 ทำได้ 1,510 ล้านบาท โตแรง 379% ชี้อัตรากำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมาก จากคุณภาพอ้อย ราคา และยอดขายที่สูงขึ้น

กลุ่ม KTIS เปิดเผยผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรก ปี 2566 สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2566 เติบโตกว่างวดเดียวกันของปี 2565 ถึง 378.9% โดยมีกำไรสุทธิ 1,510.2 ล้านบาท และมีรายได้รวม 15,948.1 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 4,599.1 ล้านบาท ชี้ปริมาณและคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้นกว่าปีก่อน ส่งผลบวกต่อทุกสายธุรกิจ โดยรายได้สายธุรกิจน้ำตาลเติบโต 45.1% สายธุรกิจเยื่อกระดาษชานอ้อยเติบโต 51.4% สายธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลเติบโต 72.4%

นายสมชาย สุวจิตตานนท์ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ผู้นำในอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องครบวงจร เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่ม KTIS งวด 9 เดือนแรก ปี 2566 (ตุลาคม 2565 - มิถุนายน 2566) มีรายได้รวม 15,948.1 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 4,599.1 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 40.5% และมีกำไรสุทธิ 1,510.2 ล้านบาท สูงกว่างวดเดียวกันของปีก่อน 1,194.9 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 378.9%

“เราสามารถทำอัตรากำไรขั้นต้นและอัตรากำไรสุทธิได้สูงขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยอัตรากำไรขั้นต้น งวด 9 เดือนแรกปี 2566 ทำได้ 15.4% สูงกว่าปี 2565 ซึ่งอยู่ที่ 13.2% ส่วนอัตรากำไรสุทธิเพิ่มจาก 2.9% เป็น 9.7% โดยปัจจัยหลักที่สนับสนุนการทำอัตรากำไรที่สูงขึ้นในสายธุรกิจน้ำตาลทราย มาจากคุณภาพอ้อยที่ดีขึ้นมาก ทำให้ได้ผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อยสูงขึ้น อีกทั้งราคาน้ำตาลทรายที่จำหน่ายในประเทศสูงขึ้นด้วย ส่วนสายธุรกิจอื่นก็สามารถทำยอดขายได้สูงขึ้น และราคาขายก็ดีขึ้นกว่าปีก่อน” นายสมชายกล่าว

ทั้งนี้ จากปริมาณอ้อยปี 2565/2566 ของกลุ่ม KTIS ที่มีจำนวน 6.9 ล้านตัน สามารถผลิตน้ำตาลทรายได้มากถึง 8 ล้านกระสอบ เทียบกับฤดูการผลิตปีก่อนหน้านั้น ซึ่งอ้อย 6.2 ล้านตัน ผลิตน้ำตาลทรายได้เพียง 6.4 ล้านกระสอบ ทำให้รายได้ในสายธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทราย 9 เดือนปี 2566 ทำได้ถึง 11,906.4 ล้านบาท เติบโต 45.1% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปี 2565

ส่วนปัจจัยหลักที่สนับสนุนการเติบโตของอัตรากำไรในสายธุรกิจชีวภาพ มาจากราคาขายเยื่อกระดาษทั้งในประเทศและต่างประเทศที่สูงขึ้น รวมถึงราคาขายเอทานอลและไฟฟ้าก็สูงกว่าปีก่อนด้วย โดยรายได้ของสายธุรกิจเยื่อกระดาษชานอ้อยเติบโต 51.4% และสายธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลเติบโตสูงถึง 72.4%

“หากดูสัดส่วนรายได้ของสายธุรกิจต่างๆ เทียบกับรายได้รวมของกลุ่ม KTIS สำหรับงวด 9 เดือน ปี 2566 พบว่า สายธุรกิจน้ำตาลทรายมีสัดส่วนรายได้ 78.5% สายธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล มีสัดส่วน 8.4% สายธุรกิจผลิตและจำหน่ายเอทานอล มีสัดส่วน 5.5% สายธุรกิจผลิตและจำหน่ายเยื่อกระดาษชานอ้อย มีสัดส่วน 2.0% และอื่นๆ อีก 5.6%” นายสมชายกล่าว