MTC จ่อขายหุ้นกู้ 2 ชุด อัตราดอกเบี้ย 4.25-4.40% ต่อปี เรทติ้ง “BBB+” แนวโน้ม “คงที่” เตรียมเปิดจองซื้อวันที่ 21-22 และ 25 ธ.ค.นี้

MTC จ่อขายหุ้นกู้ 2 ชุด อัตราดอกเบี้ย 4.25-4.40% ต่อปี เรทติ้ง “BBB+” แนวโน้ม “คงที่” เตรียมเปิดจองซื้อวันที่ 21-22 และ 25 ธ.ค.นี้

MTC เตรียมเปิดขายหุ้นกู้ 2 ชุดใหม่ อัตราดอกเบี้ย 4.25-4.40% ต่อปี เสนอขายให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และผู้ลงทุนสถาบัน ระหว่างวันที่ 21-22 และ 25 ธันวาคม 2566 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 11 แห่ง ฟากผู้บริหาร "ปริทัศน์ เพชรอำไพ" มั่นใจนักลงทุนตอบรับดีเยี่ยม เนื่องจากเชื่อมั่นในหลักการบริหารอย่างโปร่งใส เน้นส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งบริษัทฯ มีศักยภาพผลักดันการเติบโตในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ได้อย่างมั่นคง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมกับสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง

            นายปริทัศน์ เพชรอำไพ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) (MTC) ผู้นำธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ของเมืองไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ชุดใหม่ จำนวน 2 ชุด ให้แก่ผู้ลงทุนทั่วไป และผู้ลงทุนสถาบัน (เฉพาะบุคคลธรรมดา โดยให้บุคคลธรรมดาที่เป็นผู้ลงทุนสถาบันจองซื้อทั่วไปเท่านั้น) โดยเสนอขายระหว่างวันที่ 21-22 และ 25 ธันวาคม 2566 ผ่านสถาบันการเงินชั้นนำ 11 แห่ง โดยวัตถุประสงค์ในการออกหุ้นกู้ครั้งนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อขยายกิจการของบริษัทฯ

            ทั้งนี้ หุ้นกู้ชุดที่ 1 มีอายุ 1 ปี 5 เดือน 15 วัน โดยครบกำหนดไถ่ถอนปี 2568 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.25% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยดอกเบี้ยงวดสุดท้ายจะมีระยะเวลา 2 เดือน 15 วัน

            ส่วนหุ้นกู้ชุดที่ 2 มีอายุ 2 ปี 5 เดือน 14 วัน ซึ่งครบกำหนดไถ่ถอนในปี 2569 อัตราดอกเบี้ยคงที่ 4.40% ต่อปี ชำระดอกเบี้ยทุกๆ 3 เดือน ตลอดอายุหุ้นกู้ โดยดอกเบี้ยงวดสุดท้ายจะมีระยะเวลา 2 เดือน 14 วัน

            สำหรับหุ้นกู้ทั้ง 2 ชุดดังกล่าว มีมูลค่าที่ตราไว้หน่วยละ 1,000 บาท ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท โดยจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาท ทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท

            ทั้งนี้ หุ้นกู้ 2 ชุดของ MTC ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ “BBB+” แนวโน้ม “คงที่” โดย บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2566 และมีผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ 11 แห่ง ได้แก่
1. ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)  2. ธนาคารซีไอเอ็มบี จำกัด (มหาชน) 3. บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด 4. บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 5. บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย เอ็กซ์สปริง จำกัด 6. บริษัทหลักทรัพย์ บลูเบลล์ จำกัด 7. บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) 8.บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) 9. บริษัทหลักทรัพย์ พาย จํากัด (มหาชน) 10. บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) จำกัด และ 11. บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน)

            "บริษัทฯ มั่นใจว่าหุ้นกู้ทั้ง 2 ชุดใหม่ จะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างดี เพราะนอกจากประเด็นการให้อัตราผลตอบแทนที่ดีแล้ว ยังมีความเชื่อมั่นในธุรกิจของบริษัทในฐานะที่เป็นผู้นำในธุรกิจสินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ที่บริหารงานภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมีศักยภาพที่จะผลักดันการเติบโตได้อย่างมั่นคง สร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้อย่างต่อเนื่อง บริษัทฯ จึงได้ขยายสาขาให้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ และให้ความสำคัญกับการดูแลและบริหารหนี้ พร้อมกับการให้บริการที่เป็นเลิศ สร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้า ควบคู่กับการเพิ่มช่องทางให้ลูกค้าได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรมและโปร่งใส เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยบริษัทฯได้ตั้งเป้าพอร์ตสินเชื่อเติบโตสู่ระดับ 200,000 ล้านบาทในปี 2569" นายปริทัศน์ กล่าว

            นายปริทัศน์ กล่าวต่อว่า บริษัทฯ ได้รับการจัดอันดับอยู่ในรายชื่อหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ที่ระดับ A ประจำปี 2566 จากการประเมินทางมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะพัฒนาให้เป็นระดับ AA ภายในปี 2569 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับผลการประเมินการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียนไทย ประจำปี 2566 จากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย (Thai Institute of Directors : IOD) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ในระดับดีเลิศ (Excellent CG Scoring) หรือ 5 ดาว และเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน และบริษัทฯ ยังได้รับการรับรองผลการประเมิน ESG MSCI Index ในปี 2566 ที่ระดับ AA ในกลุ่มธุรกิจสินเชื่อเพื่อผู้บริโภค (Customer Finance) โดยการประเมินในระดับสากลนี้ สะท้อนการเป็นองค์กรผู้นำในอุตสาหกรรมที่มุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนมาตลอดกว่า 30 ปี ถือเป็นการตอกย้ำให้เห็นว่า บริษัทฯ มีการกำกับดูแลกิจการที่ดีเยี่ยมต่อเนื่อง สามารถเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส คำนึงถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย รวมถึงการให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนอีกด้วย