“TNL” อู้ฟู่ ขายหุ้นบริษัทย่อยธุรกิจสิ่งทอฯ “ทีเอ็นแอลเอ็กซ์” ให้ ไอ.ซี.ซีฯ รับเงิน 670 ล้านบาท ลุยโฟกัสธุรกิจการเงินเต็มสูบ ผลักดันกำไรเติบโตระยะยาว

“TNL” อู้ฟู่ ขายหุ้นบริษัทย่อยธุรกิจสิ่งทอฯ “ทีเอ็นแอลเอ็กซ์” ให้ ไอ.ซี.ซีฯ รับเงิน 670 ล้านบาท ลุยโฟกัสธุรกิจการเงินเต็มสูบ ผลักดันกำไรเติบโตระยะยาว

“ธนูลักษณ์” หรือ TNL ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ ขายหุ้นทั้งหมดในธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ TNL ถือในบริษัทย่อย “ทีเอ็นแอลเอ็กซ์” ให้ “ไอ.ซี.ซี.” และอีก 3 บริษัทในเครือสหพัฒน์ พร้อมเบนเข็มรุกธุรกิจด้านการเงิน “New Engines” เต็มกำลัง มุ่งสร้าง Synergy ภายในกลุ่มบริษัทและกระจายความเสี่ยง พร้อมผลักดันการเติบโตทั้งด้านรายได้-กำไรสุทธิ ระยะยาว

นายกิตติชัย ตรีรัชตพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ธนูลักษณ์ จำกัด (มหาชน) หรือ TNL เปิดเผยว่า TNL จะจำหน่ายหุ้นสามัญทั้งหมดที่ถือในบริษัท ทีเอ็นแอลเอ็กซ์ จำกัด หรือ TNLX (บริษัทย่อยที่ TNL ถือหุ้น 100%) ให้กับผู้ซื้อจำนวน 4 ราย โดยมีบริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ICC ซึ่งเป็นคู่ค้ากับ TNLX อยู่เดิม กลายมาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ในสัดส่วน 70% ขณะที่ผู้ซื้อที่เหลืออีก 3 ราย เป็นบริษัทภายในเครือสหพัฒน์ ประกอบด้วย บริษัท ไอ.ดี.เอฟ. จำกัด บริษัท บีเอสซี โซอิน จำกัด และบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) โดยจะเป็นพันธมิตรที่จะช่วยส่งเสริมการสร้างเครือข่ายพันธมิตรให้กับ TNLX ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้มีการลงนามในสัญญาซื้อขายหุ้นเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2567 และคาดว่ากระบวนการซื้อขายทั้งหมดจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2567

ปัจจุบัน TNLX ประกอบธุรกิจธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม มีประสบการณ์ยาวนานเกือบ 50 ปี โดยเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังสำหรับผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กภายใต้เครื่องหมายการค้าสากลที่ TNLX ได้รับลิขสิทธิ์ อาทิ ARROW , Guy Laroche, DAKS, ELLE, Absorba เป็นต้น รวมถึงเครื่องหมายการค้าของ TNLX เอง อาทิ Era-won เป็นต้น เพื่อจำหน่ายในประเทศ รวมถึงเป็นผู้ผลิตสินค้าเสื้อผ้าสำเร็จรูปและเครื่องหนังเพื่อจำหน่ายให้ลูกค้าต่างประเทศ โดยที่ลูกค้าในประเทศรายสำคัญของ TNLX คือ ICC

นายกิตติชัย กล่าวว่า การจำหน่ายหุ้นทั้งหมดใน TNLX ของบริษัทในครั้งนี้ให้กับ ICC ซึ่งเป็นบริษัทคู่ค้าของธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่มห่มที่สำคัญของบริษัทมายาวนาน จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งและสร้างประโยชน์ร่วมกันให้กับทั้ง 2 ฝ่าย โดยบริษัทจะได้รับเงินสดจากธุรกรรมในครั้งนี้จำนวน 670 ล้านบาท ซึ่งจะนำเงินดังกล่าวมาลงทุนในธุรกิจการเงิน Asset Financing และ Secured AMC โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจ Secured AMC ซึ่งคาดว่าจะมี supply จากธนาคารพาณิชย์ที่จะปล่อย NPLs มาขายในตลาดไม่ต่ำกว่าปีที่แล้ว หรือประมาณ 200,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นโอกาสที่สำคัญของบริษัทในการเข้าซื้อ NPLs ที่มีศักยภาพเพื่อสร้างความเติบโต มากกว่านั้น ประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนจากการจำหน่ายหุ้นในครั้งนี้จะทำให้บริษัทมีโครงสร้างธุรกิจที่มีความชัดเจนมากขึ้นทั้งแง่ของการจัดสรรทรัพยากรและการบริหารจัดการ โดยมุ่งเน้นที่ธุรกิจการเงินและธุรกิจเกี่ยวเนื่องที่จะส่งเสริมกัน

ทั้งนี้ TNL ได้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยการปรับโครงสร้างองค์กร และเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจ โดยการลงทุนในธุรกิจใหม่ที่เป็น New Engines มาเสริมทัพธุรกิจเดิมทำให้โครงสร้างธุรกิจของบริษัทเติบโตจากการเป็นผู้ผลิตเสื้อผ้าสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว เป็นการประกอบธุรกิจใน 4 ธุรกิจหลัก ได้แก่ 1. ธุรกิจสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทมีความเชี่ยวชาญอยู่เดิม และเสริมทัพด้วยธุรกิจใหม่ซึ่งได้แก่ 2. ธุรกิจให้สินเชื่อแก่ผู้ประกอบการที่มีหลักประกัน (Asset Financing) 3. ธุรกิจการเงินประเภทธุรกิจบริหารสินทรัพย์ (AMC) และ 4. ธุรกิจการลงทุนในบริษัทร่วมทุนเพื่อประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย (Real Estate for Sale)

โดยตลอดปี 2566 TNL ได้เดินหน้าสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจใหม่โดยเฉพาะธุรกิจด้านการเงิน ทั้งธุรกิจ Asset Financing และธุรกิจ AMC อย่างเต็มที่ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดี แม้จะเป็นผู้เล่นรายใหม่ในธุรกิจแต่สามารถสร้างการเติบโตที่ดี โดยในปี 2566 บริษัทมีกำไรจากธุรกิจการเงินกว่า 320 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 55% ของกำไรทั้งหมด รวมถึงมีการสร้างเครือข่ายที่เข้มแข็งในด้านธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ผ่านการลงทุนในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์

“การเพิ่ม 3 Engines ใหม่ นอกจากสร้าง Synergy ภายในกลุ่มบริษัทแล้ว ยังเป็นการกระจายความเสี่ยง จากการที่บริษัทมีธุรกิจ Asset Financing ซึ่งมีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกันหลัก และมีธุรกิจ AMC ที่เน้นสินเชื่อด้อยคุณภาพที่มีหลักประกัน รวมถึงการมี engine ของธุรกิจ Real Estate for Sale ทำให้เรามีเครือข่ายและความรู้เกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์เป็นอย่างดี จะเป็นหนึ่งในจุดแข็งและเป็น Synergy ที่สร้างการเติบโตที่ยั่งยืนให้กับบริษัทในระยะยาวได้” นายกิตติชัย กล่าว

สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการจำหน่ายหุ้น TNLX ในครั้งนี้ จะไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการลดลงของกำไรสุทธิของบริษัท เนื่องจาก TNLX มีสัดส่วนกำไรสุทธิประมาณ 8% ของกำไรสุทธิในปี 2566 และบริษัทยังสามารถนำเงินรับจากการจำหน่ายหุ้นดังกล่าวไปขยายการลงทุนได้ (Reinvestment) อย่างไรก็ดีจะส่งผลต่อโครงสร้างรายได้ตามงบการเงินของบริษัทเปลี่ยนแปลง จากเดิมรายได้จากการขายซึ่งมาจาก TNLX เป็นหลักอยู่ที่ 56% ของรายได้รวมปี 2566 จะเปลี่ยนเป็นการมีรายได้จากธุรกิจด้านการเงิน ได้แก่ รายได้ดอกเบี้ยรับ ที่มาจากธุรกิจการให้สินเชื่อที่มีหลักประกัน และธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และรายได้จากค่าที่ปรึกษาและการกำกับดูแลโครงการ ซึ่งมาจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายแทน ในระยะยาวการเปลี่ยนแปลงนี้จะสามารถผลักดันรายได้และกำไรสุทธิของบริษัทให้เติบโตอย่างยั่งยืน

ส่วนทิศทางจากนี้ บริษัทในรูปโฉมใหม่ภายหลังจากการปรับโครงสร้างธุรกิจและการบริหาร จะมุ่งเน้นการสร้าง ecosystem ของธุรกิจการเงินที่เกี่ยวเนื่องกับ Asset financing และ Secured AMC อย่างครบวงจร โดยในปี 2567 จะมุ่งการขยายพอร์ตสินเชื่อในธุรกิจ Asset financing และพอร์ต Secured NPLs อย่างต่อเนื่อง นอกจากให้ความสำคัญกับการผลักดันธุรกิจให้เติบโตแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานของบริษัทโดยยึดหลักการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบ บริหารจัดการธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อให้ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมั่นใจว่าการเติบโตนี้จะเป็นการเติบโตอย่างยั่งยืน