iiG “เจ็บแต่จบ” ตั้งสำรองปี 66 เหยียบคันเร่งรายได้ฟื้น มั่นใจ67 กำไรบวก พร้อมลุย M&A

iiG “เจ็บแต่จบ” ตั้งสำรองปี 66 เหยียบคันเร่งรายได้ฟื้น มั่นใจ67 กำไรบวก พร้อมลุย M&A

บริษัท ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (มหาชน) หรือ iiG ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลและเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศไทย ชี้แจงข้อมูลงบการเงินปี 2566 โดยมีรายได้รวม 948.63 ล้านบาท ขาดทุนสุทธิ 302.50 ล้านบาท เป็นผลจากธุรกิจด้านด้านการบริหารจัดการความสัมพันธ์กับลูกค้า (CRM) ที่มีรายได้จากการให้บริการให้คำปรึกษาและติดตั้งระบบโปรแกรมคอมพิวเตอร์ลดลง เนื่องจากโครงการขนาดใหญ่ที่มีการยกเลิกสัญญาและล่าช้าจากการให้บริการในปี 2566   ส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถรับรู้รายได้ตามกำหนด อีกทั้ง บริษัทฯ ได้ตั้งสำรองค่าใช้จ่ายซึ่งเกิดจากกระบวนการรับงานของลูกค้ามีขั้นตอนและเอกสารหลายรายการ จึงทำให้บริษัท ต้องตั้งสำรองในกรณีที่อาจไม่ได้รับชำระเงินจากลูกค้าในเนื้องานบางส่วนที่ได้มีการทำงานไปแล้ว ส่งผลให้ผลประกอบการปี 2566 มีผลขาดทุน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ยุติการดำเนินงานโครงการดังกล่าวแล้ว ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกัน แต่อย่างไรก็ตาม ปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้ประจำ (Recurring Revenue) จากการให้บริการและให้เช่าใช้ซอฟต์แวร์ คิดเป็นมูลค่า 695 ล้าน เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 305 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราเพิ่มขึ้น 78% โดยในปี 2567 รายได้ประจำของบริษัทจะมีมูลค่าสูงมากกว่า 700 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากต่อสัญญาและการสะสมฐานลูกค้าของบริษัทฯ

สมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร iiG กล่าวว่า “ผมเชื่อว่า บริษัทฯ ได้ผ่านพ้นวิกฤติที่เป็นจุดต่ำสุดในปี 2566 มาแล้ว สำหรับผลประกอบการปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มีการประมาณค่าใช้จ่าย และผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นจากโครงการที่ล้าช้า โดยประเมินความเป็นไปได้ที่อาจจะเกิดขึ้นแบบ Conservative ซึ่งคิดเป็นมูลค่า 106 ล้านบาท เพื่อให้มั่นใจว่าผลกระทบจากโครงการดังกล่าวจะไม่กระทบต่อการดำเนินงานในปีถัดไป  ทั้งนี้ผมมั่นใจว่าปี 2567 iiG สามารถกลับมาเติบโตได้ตามเป้าที่วางไว้ ทั้งรายได้และกำไร โดยบริษัทฯ เคยมีรายได้สูงสุดอยู่ 959 ล้าน และมีกำไร 86  ล้านบาท เมื่อปี 2565  และในปี 2567 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เติบโต 40% โดยมั่นใจว่ากำไรสุทธิ จะกลับสู่อัตราปกติที่บริษัทเคยทำได้ ภายในครึ่งปีหลัง ”

นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์ การดำเนินงานภายใน ซึ่งไม่เพียงแค่สนับสนุนการเติบโตแบบ Organic Growth เท่านั้น แต่บริษัทฯ ยังได้ตัดสินใจดำเนินการขยายธุรกิจในประเทศ รวมถึงการลงทุนในประเทศเวียดนาม หลังจากผู้คณะบริหารได้ศึกษาตลาดในต่างประเทศแล้วเห็นตรงกันว่า ประเทศเวียดนามเป็นตลาดที่น่าสนใจ โดยมีปัจจัยหลายอย่างสนับสนุน อีกทั้งสภาพเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการเติบโตเป็นอย่างมาก