อาร์เอส กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการ 2566 กำไรกระฉูด 1,395 ล้านบาท โต 918% ลุยขยายโซเชียลคอมเมิร์ซ พร้อมดันธุรกิจบันเทิงและอีเวนต์

อาร์เอส กรุ๊ป ประกาศผลประกอบการ 2566 กำไรกระฉูด 1,395 ล้านบาท โต 918% ลุยขยายโซเชียลคอมเมิร์ซ พร้อมดันธุรกิจบันเทิงและอีเวนต์

บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) หรือ อาร์เอส กรุ๊ป เผยผลประกอบการปี 2566 รายได้รวมอยู่ที่ 3,650 ล้านบาท และผลกำไรสุทธิ 1,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 918% จากปีก่อนหน้า จากการฟื้นตัวของธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนท์ ทั้งคอนเสิร์ต อีเวนต์ สปอนเซอร์ และการขายสื่อโฆษณา พร้อมเดินตามแผนกลยุทธ์ Unlock Value ปลดล็อกศักยภาพทุกธุรกิจของ อาร์เอส กรุ๊ป ผ่านโครงสร้างใหม่ใน 4 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ RS Music, RS Multimedia & Entertainment, RS LiveWell และ RS pet all โดยยังคงมุ่งมั่นเป็น “Life Enriching” สำหรับผู้คนและสัตว์เลี้ยง ไปพร้อมกับการยกระดับการทำงานในแต่ละธุรกิจให้มีความคล่องตัวสูงขึ้น เพื่อสร้างรายได้เพิ่มและต่อยอดโอกาสทางธุรกิจ โดยโฟกัสที่การขยายโซเชียลคอมเมิร์ซทุกแพลตฟอร์มและยกระดับงานคอนเทนต์-บันเทิงผ่านโครงสร้างใหม่ ซึ่งคาดว่าจะผลักดันให้รายได้ของ อาร์เอส กรุ๊ป เติบโตไปตามเป้าหมายที่ 4,400 ล้านบาท ในปี 2567

คุณสุรชัย เชษฐโชติศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ปี 2566 ที่ผ่านมา เป็นปีที่ อาร์เอส กรุ๊ป เร่งขยาย Ecosystem ทั้งธุรกิจมีเดียและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ และธุรกิจคอมเมิร์ซ ตามกลยุทธ์ Unlock Value ซึ่งเรามีการปรับโครงสร้างการทำงานในทุกธุรกิจให้มีความคล่องตัวขึ้น โดยปีที่ผ่านมา ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์สร้างการเติบโตทั้งจากการยกระดับคอนเทนต์ของทุกช่องทางสื่อ ในขณะที่กิจกรรม  ออนกราวน์ต่างๆ กลับมาดำเนินได้เป็นปกติตลอดทั้งปี ประกอบกับคอนเสิร์ตทั้งของ อาร์เอส เอง และความร่วมมือภายใต้กิจการร่วมค้า ‘อะครอส เดอะ ยูนิเวิร์ส’ (ACROSS THE UNIVERSE JOINT VENTURE) กับ GMM Music ได้รับผลตอบรับที่ดีมาก ส่งผลให้รายได้ธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์เติบโต รวมไปถึงการจัดตั้งกิจการร่วมค้า (Joint Venture) กับพาร์ทเนอร์ค่ายเพลงชั้นนำอันดับหนึ่งของโลกอย่าง ยูนิเวอร์แซล มิวสิค กรุ๊ป เพื่อบริหารลิขสิทธิ์เพลงร่วมกัน สร้างโอกาสเติบโตก้าวกระโดดอย่างแข็งแกร่งจากดิจิทัลแพลตฟอร์มและสตรีมมิ่ง รวมถึงเป็นโอกาสดีในการขยายโอกาสทางธุรกิจสู่ตลาดภูมิภาค ในขณะที่ธุรกิจคอมเมิร์ซได้ขยายสินค้าและบริการอย่างครบวงจร โดยเฉพาะ RS pet all ซึ่งเป็นธุรกิจสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ครอบคลุมตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ แบ่งเป็น 3 ธุรกิจย่อย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยง ภายใต้แบรนด์ Lifemate, HATO VETERINARY SELECT และ Jungle Monster Thailand และธุรกิจเซอร์วิส ภายใต้แบรนด์ HATO Pet Wellness Center และโรงพยาบาลสัตว์ HATO และธุรกิจรีเทลช็อป ภายใต้แบรนด์ PET ALL MY LOVE จำนวน 2 สาขา”

คุณวิทวัส เวชชบุษกร ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน บริษัท อาร์เอส จำกัด (มหาชน) เผยว่า “รายได้รวมจากการขายและบริการสำหรับปี 2566 อยู่ที่ 3,650 ล้านบาท โดยมาจากการเติบโตของธุรกิจเอ็นเตอร์เทนเมนต์ที่มีการฟื้นตัวจากทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งสื่อโฆษณา เพลง กิจกรรม และคอนเสิร์ต อย่างไรก็ตาม กำไรสุทธิเท่ากับ 1,395 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 918% นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการร่วมธุรกิจกับ ยูนิเวอร์แซล มิวสิค กรุ๊ป จัดตั้ง บริษัท อาร์เอส ยูเอ็มจี จำกัด (“RS UMG”) ในการดำเนินการบริหารลิขสิทธิ์เพลงร่วมกันส่งผลให้รับรู้รายได้พิเศษจากธุรกรรมดังกล่าวก่อนหักค่าใช้จ่ายและภาษี กว่า 1,637 ล้านบาท ทั้งนี้ ในเดือนตุลาคม 2566 บริษัทฯ ได้มีการจ่ายปันผลระหว่างกาลไปแล้วจำนวนหุ้นละ 0.60 บาท”

“ในปีนี้ เราเดินหน้าการทำงานภายใต้โครงสร้างใหม่ที่ชัดเจนขึ้น ด้วยการปรับกลยุทธ์ของแต่ละธุรกิจให้สอดคล้องกับสถานการณ์อยู่เสมอ ด้วยแรงขับเคลื่อนของธุรกิจคอมเมิร์ซที่จะสร้างรายได้ที่แข็งแรงด้วย Social Commerce โดยใช้ศักยภาพของศิลปิน ดารา ภายในสังกัดมาร่วมสร้างคอนเทนต์และดึงดูดผู้บริโภคผ่านทุกโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์ม รวมถึงส่งออกผลิตภัณฑ์ไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ในขณะที่ธุรกิจมีเดียและเอ็นเตอร์เทนเมนต์ ข้ามขีดจำกัดของทีวีดิจิทัลขยายไปสู่ธุรกิจอื่นๆ ทั้งดิจิทัล มีเดีย, อีเวนต์ และคอนเทนต์ผ่านหน่วยธุรกิจต่างๆ ทั้ง RSDG ที่ดูแลสื่อและช่องทางดิจิทัล RS Multi X ที่นำเสนองานอีเวนต์ที่มีจุดเด่นจากความคิดสร้างสรรค์ ประเดิมงานแรก “FLOW DAY PATTAYA WATER FESTIVAL 2024” และ Rose Studio เน้นสร้างโอกาสจากคอนเทนต์ใหม่ๆ ที่หลากหลายสู่ตลาดโลกผ่าน OTT แพลตฟอร์ม และเตรียม อาร์เอส  มิวสิค เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในปี 2568 นี่เป็นส่วนหนึ่งในการดำเนินงานของ อาร์เอส กรุ๊ป เพื่อมุ่งสู่การเป็น “Life Enriching” สำหรับผู้คนและสัตว์เลี้ยง และมั่นใจว่าจะส่งผลให้รายได้รวมในปี 2567 เป็นไปตามเป้าหมายที่ 4,400 ล้านบาท” คุณสุรชัย กล่าวปิดท้าย