DEXON โชว์รายได้ปี 66 ที่ 648 ลบ. กำไร 50 ลบ. ปันผล 0.052 บาท เล็งตั้งบริษัทย่อยในเยอรมันรุกตลาดยุโรป ตั้งเป้าปี 67 โตต่อเนื่อง

DEXON โชว์รายได้ปี 66 ที่ 648 ลบ. กำไร 50 ลบ. ปันผล 0.052 บาท เล็งตั้งบริษัทย่อยในเยอรมันรุกตลาดยุโรป ตั้งเป้าปี 67 โตต่อเนื่อง

“เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี” โชว์รายได้ปี 66 ที่ 648 ลบ. และกำไรสุทธิที่ 50 ล้านบาท แจกปันผล 0.052 บาท/หุ้น XD วันที่ 7 พ.ค. 67 ลุยขยายธุรกิจเต็มสูบ เล็งจัดตั้งบริษัทย่อยในเยอรมันนีรุกตลาดยุโรป ด้านในประเทศดันมาร์เก็ตแชร์เพิ่ม หนุนรายได้ปี 67 โตต่อเนื่อง

ดร.มัลลิกา แก่กล้า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เด็กซ์ซอน เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) หรือ DEXON เปิดเผยว่า สำหรับผลประกอบการในปี 2566 บริษัทมีรายได้รวม 648 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38 ล้านบาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 6% จากในปี 2565 ที่มีรายได้รวม 610 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิในปี 2565 อยู่ที่ 50 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 54 ล้านบาท หรือคิดเป็นลดลง 52% จากในปี 2565 ที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 105 ล้านบาท โดยบริษัทจะจ่ายปันผลเป็นเงินสดจำนวน 0.052 บาทต่อหุ้น กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล หรือ XD ในวันที่ 7 พ.ค. 2567 และจะจ่ายปันผลในวันที่ 24 พฤษภาคม 2567

ทั้งนี้รายได้ที่เพิ่มขึ้นของบริษัทมีสาเหตุมาจากการรายได้จากการตรวจสอบระบบท่อลำเลียงโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง หรือ In-line inspection technology : ILI จำนวน 245.3 ล้านบาท มากที่สุดในกลุ่มรายได้หลักของบริษัท และเติบโต 7% จาก 229.6 ล้านบาท ในปี 2565 และรายได้จากการตรวจสอบแบบไม่ทำลายขั้นพื้นฐาน Conventional inspection technology มีจำนวน 112.8 ล้านบาท เติบโต 3% จาก 109.5 ล้านบาท รวมถึงรายได้จากการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี หรือ R&D  มีจำนวน 43 ล้านบาท เติบโต 1,296% จาก 3.1 ล้าน บาทในปี 2565 ในขณะที่รายได้จากการตรวจสอบท่อลำเลียงโดยเทคโนโลยีขั้นสูง หรือ Advance Non-destructive testing : Advance NDT มีจำนวน 218.8 ล้านบาท มีการเติบโตลดลง 11% จาก 245.2 ล้านบาทในปี 2565 และรายได้จากการบริการฝึกอบรมการตรวจสอบมีจำนวน 9.3 ล้านบาท เติบโตลดลง 12% จาก 10.6 ล้าน บาทในปี 2565 ในขณะเดียวกันกำไรสุทธิที่ลดลงมีสาเหตุมาจากต้นทุนการให้บริการเพิ่มขึ้น 20% และค่าใช้จ่ายในการขาย บริหารเพิ่มขึ้น 21%

ทั้งนี้ในปี 2567 บริษัทตั้งเป้ารายได้ที่ 704 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.7% จากปี 2566 จากแผนการขยายฐานธุรกิจไปสู่ตลาดในประเทศสหรัฐอเมริกา และทวีปยุโรป โดยบริษัทมี Global footprint ใน 40 ประเทศในทวีปยุโรป เอเชีย โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา อเมริกาเหนือ และลาตินอเมริกา และคาดว่าจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ โดยในสหรัฐอเมริกามูลค่าตลาดรวมของ Pipeline Integrity Management อยู่ที่ที่ 5,420 ล้านบาท และมีการประเมินการเติบโตไว้ที่ CAGR 3.6% ซึ่งถือว่าเป็นโอกาสที่เปิดกว้างของบริษัท ในขณะที่ทวีปยุโรปมีตลาดด้านการตรวจสอบท่อนำส่งที่มีความยาวรวมทั้งสิ้น 41,000 กิโลเมตร และในประเทศเยอรมันนีมีความยาวของท่อนำส่งรวมกันกว่า 4,000 กิโลเมตร มากที่สุดเป็นอันดับ 2 ในทวีปยุโรป ซึ่งถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่ และมีโอกาสสร้างการเติบโตได้ในอนาคต ซึ่งในปัจจุบันบริษัทอยู่ในระหว่างจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศเยอรมันนี

ในขณะที่ตลาดของธุรกิจให้บริการด้านการตรวจสอบทางวิศวกรรมในประเทศไทย มีมูลค่าตลาดรวม 3,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 11% โดยบริษัทตั้งเป้าหมายส่วนแบ่งตลาดให้เพิ่มขึ้นเป็น 12% ด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาดผ่านการเน้นการนำเสนอโครงการจ้างเหมาแบบเบ็ดเสร็จ หรือ Turnkey Project ให้กับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ด้วยการยกระดับการให้บริการให้ครบวงจรมากยิ่งขึ้น

“เรามีความเชื่อมั่นในศักยภาพของกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ ปี 2567 เป้าหมายรายได้ที่สมเหตุสมผล สามารถบรรลุได้ โดยเรามีความมุ่งมั่นเป็นอย่างยิ่งที่จะประสบความสำเร็จจากการเติบโตของทั้งตลาดในประเทศ และต่างประเทศ ธุรกิจการฝึกอบรม และธุรกิจงานตรวจสอบ รวมถึงการออกแบบ และซ่อมบำรุง ซึ่งในปี 2567 จะเป็นอีก Key Milestone และพัฒนาการที่สำคัญของเรา” ดร.มัลลิกากล่าว