BGC ปี 67 สัญญาณดี ศก.ฟื้น-ต้นทุนลด-รับรู้รายได้ “ไพร์ม แพ็คเกจจิ้ง” รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่น ชูนโยบายบริหารต้นทุนเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น

BGC ปี 67 สัญญาณดี ศก.ฟื้น-ต้นทุนลด-รับรู้รายได้ “ไพร์ม แพ็คเกจจิ้ง” รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่น ชูนโยบายบริหารต้นทุนเพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น

“บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส หรือ BGC” คาดปี 2567 ต้นทุนลดลง ดันอัตรากำไรขั้นต้น และรับรู้รายได้เต็มปีของ บริษัท ไพร์ม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด (Prime) ที่ได้ซื้อเข้ามาในไตรมาส 2 ของปี 2566 ล่าสุดประกาศผลงานปี 2566 มีรายได้จากการขายแตะ 15,005 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 324 ล้านบาท โดยรายได้ของ Prime เป็นไปตามคาดที่ประมาณ 100 ล้านบาทต่อไตรมาส ดันรายได้จากการขายของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นพุ่ง นอกจากนี้ เพื่อสะท้อนความเชื่อมั่นและตอบแทนผู้ถือหุ้น ชงบอร์ดจ่ายปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ในอัตรา 0.080 บาท กำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 26 เมษายน 2567 และจ่ายเงินปันผลวันที่ 17 พฤษภาคม 2567

นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ”) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์อื่นรายใหญ่ในไทยและภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยถึงแผนธุรกิจของบริษัทฯ และการฟื้นตัวของอัตรากำไรขั้นต้นในปี 2567 จากต้นทุนที่ลดลงและแผนงานของธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในปีนี้ โดยบริษัทฯ มีแผนงานคัดเลือกผลิตบรรจุภัณฑ์ที่มีอัตรากำไรที่ดี เน้นให้ความสำคัญในการขยายตลาดการส่งออก และการหาลูกค้าใหม่ พร้อมกับการพัฒนานวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าและพฤติกรรมการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคต ด้านต้นทุนการผลิต คาดว่าจะปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะราคาโซดาแอช ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีต่ออัตรากำไรขั้นต้น นอกจากนี้ในส่วนของธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี โดยเฉพาะ Prime ที่มีรายได้เป็นไปตามคาดที่ 100 ล้านบาทต่อไตรมาส ทั้งนี้ ส่วนต่อขยายหรือ Prime B ได้เริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ (COD) ไปแล้วช่วงไตรมาส 4/2566 และคาดว่าปีนี้จะเข้ามาช่วยเพิ่มยอดขายให้กับกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ บริษัทฯ มีการบริหารจัดการต้นทุนผ่านการเจรจาต่อรองราคาและขยายจำนวนคู่ค้าเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่น การปรับสูตรการผลิตเพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย การปรับใช้พลังงานทางเลือก (Alternative Energy) ที่เหมาะสม เพื่อบริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดและสามารถยืดหยุ่นได้ตามสถานการณ์ ควบคู่ไปกับการเจรจาปรับราคาสินค้ากับลูกค้า รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตโดยการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ในกระบวนการผลิต

ทั้งนี้ การลงทุนในปีนี้ บริษัทฯ มีแผนการสำหรับบำรุงรักษาเตาตามระยะเวลา (Cold repair) เพื่อรับโอกาสจากเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว สำหรับธุรกิจใหม่จากการควบรวมกิจการยังคงพิจารณาอย่างต่อเนื่องตามความเหมาะสมและสอดคล้องกับกลยุทธ์ของธุรกิจในระยะยาว เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสเติบโตของกลุ่มบริษัทฯ

สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2566 มีรายได้จากการขาย 4,263 ล้านบาท เติบโต 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรสุทธิ 101 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 85 ล้านบาท โดยการวางกลยุทธ์ผลักดันการเติบโตส่งผลให้ยอดขายจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์แก้วในกลุ่มเบียร์ โซดาและน้ำดื่ม และเครื่องดื่มชูกำลัง (Energy Drink) เพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลเฉลิมฉลอง รวมทั้งกลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นมียอดขายเพิ่มขึ้นจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนและม้วนฟิล์ม (Flexible Plastic) จากการเข้าถือหุ้นใน Prime ซึ่งเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อนและม้วนฟิล์มในไตรมาส 2 ของปีที่ผ่านมา ส่งผลให้กลุ่มธุรกิจบรรจุภัณฑ์อื่นเติบโตมากถึง 31% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ของปีก่อนหน้า

ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานในงวดปี 2566 มีรายได้จากการขายทั้งสิ้น 15,005 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อนที่มีรายได้จากการขาย 14,192 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 324 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 507ล้านบาท เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต้นทุนวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 และ อัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับสูงส่งผลต่อภาระหนี้สินที่มีดอกเบี้ย รวมถึงในปี 2565 มีกำไรพิเศษจากการจำหน่ายกิจการกลุ่มพลังงาน จำนวน 80 ล้านบาท

จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทฯ จึงมีมติเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2567 เพื่ออนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานสำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ในอัตรา 0.080 บาทต่อหุ้น และเมื่อรวมกับการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจำนวน 3 ครั้ง ในระหว่างปี 2566 จะเป็นเงินปันผลที่จ่ายในรอบปีบัญชี 2566 ทั้งสิ้น 0.280 บาทต่อหุ้น โดยมีกำหนดขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 26 เมษายน 2567 นี้ และจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 17 พฤษภาคม 2567