SINO ลงทุนเพิ่มตู้คอนเทนเนอร์ รับสัญญาณตู้ขาดแคลนจากวิกฤติทะเลแดง มองผลงานไตรมาสแรกปีนี้โดดเด่นทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า รับค่าระวางเรือขาขึ้น

SINO ลงทุนเพิ่มตู้คอนเทนเนอร์ รับสัญญาณตู้ขาดแคลนจากวิกฤติทะเลแดง มองผลงานไตรมาสแรกปีนี้โดดเด่นทั้งในเชิงปริมาณและมูลค่า รับค่าระวางเรือขาขึ้น

‘บมจ.ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น’ หรือ SINO ชี้สถานการณ์ในทะเลแดงลากยาวดันอัตราค่าระวางเรือพุ่งสูง และตู้คอนเทนเนอร์ส่งสัญญาณเริ่มขาดแคลน หลังระยะเวลาขนส่งสินค้าไปยังสหรัฐและยุโรปยาวนานขึ้น ลงทุนเพิ่มตู้คอนเทนเนอร์ SOC บริหารความเสี่ยงให้แก่ผู้ส่งออกรับโอกาสเศรษฐกิจโลกขยายตัวได้ดี มองไตรมาส 1/2567 เติบโตแข็งแกร่ง

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างครบวงจร เปิดเผยว่า สถานการณ์การโจมตีเรือขนส่งสินค้าในบริเวณทะเลแดงมีแนวโน้มยืดเยื้อ ที่นอกจากทำให้อัตราค่าระวางเรือในเส้นทางไปยังยุโรปปรับเพิ่มขึ้น 4 เท่า หรือแตะระดับสูงสุดที่ 4,900 ดอลลาร์ และเส้นทางไปยังสหรัฐอเมริกาปรับขึ้น 3 เท่าหรือคิดเป็น 7,200 ดอลลาร์ต่อตู้ นับจากเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา (ข้อมูลจาก SCB EIC) ยังก่อให้เกิดความเสี่ยงการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์สำหรับขนส่งสินค้า เนื่องจากสายเดินเรือต้องปรับเส้นทางและใช้เวลาเดินทางยาวนานขึ้น  ซึ่งปัจจุบันเริ่มเห็นสัญญาณการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์แล้วและคาดว่าจะชัดเจนขึ้นในช่วงปลายไตรมาสแรกของปีนี้ ดังนั้น SINO จึงลงทุนเพิ่มตู้คอนเทอร์เนอร์ Shipping Owner Container (SOC) เฉลี่ย 50 ตู้ต่อเดือน เพื่อบริหารปัจจัยความเสี่ยงดังกล่าว และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการที่ต้องการใช้บริการขนส่งสินค้าไปตลาดต่างประเทศ ว่าจะมีตู้คอนเนอร์เพียงพอที่จะรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าทางทะเลที่เพิ่มขึ้นได้

ขณะเดียวกัน SINO จะนำศักยภาพการให้บริการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ ที่มีปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 ของผู้ให้บริการสัญชาติไทย และเป็นอันดับ 3 ของผู้ให้บริการในระดับโลก โดยนำเสนอโซลูชันการให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างครบวงจร ตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยและตรงต่อเวลา เพื่อสามารถเก็บเกี่ยวโอกาสในการสร้างรายได้ในไตรมาสแรกของปีนี้ ทั้งในเชิงมูลค่าและปริมาณการขนส่งสินค้า ซึ่งจะช่วยผลักดันเป้าหมายที่จะเพิ่มปริมาณขนส่งสินค้าเป็น 53,000 ตู้ และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฮับการขนส่งสินค้าทางทะเลให้แก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน ที่ต้องการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาตามแผนที่วางไว้

“ทะเลแดงถือเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญของการค้าโลก โดยสถานการณ์ที่ยืดเยื้อจะยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อการขาดแคลนตู้คอนเทนเนอร์ที่เห็นได้ชัดเจนในช่วงปลายไตรมาสแรกปีนี้ เราจึงเตรียมความพร้อมเพิ่มตู้คอนเทนเนอร์เพื่อรองรับการปริมาณส่งออกสินค้าจากไทยไปตลาดสหรัฐและยุโรปที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น” นายนันท์มนัส กล่าว