FPI เปิดผลงานปี 66 โชว์รายได้ 2,513 ลบ. กำไร 374 ลบ.

FPI เปิดผลงานปี 66 โชว์รายได้ 2,513 ลบ. กำไร 374 ลบ.

บมจ.ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ (FPI) สุดสตรอง! ปี 66 โชว์รายได้ 2,513 ล้านบาท กำไรสุทธิ 374 ล้านบาท บอร์ดสั่งจ่ายปันผลหุ้นละ 0.04 บาท ฟากซีอีโอ “สมพล ธนาดำรงศักดิ์” ระบุแผนธุรกิจปี 67 ปักหมุดรายได้เติบโต 10% เตรียมทุ่ม 600 ล้านบาท ลงทุนอินเดีย - ซาอุดีอาระเบีย รับอนาคตโตสวย พร้อมลุย JV ธุรกิจแม่พิมพ์ในอินเดียและจีน สร้างโรงงานใหม่ต่อยอดฐานการผลิตในประเทศเม็กซิโก หวังบุกตลาดทวีปอเมริกา

นายสมพล ธนาดำรงศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟอร์จูน พาร์ท อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) หรือ FPI เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2566 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,513 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 374 ล้านบาท โดยได้รับผลดีจากการขยายตลาดเพิ่มขึ้นไปยังอาฟริกา อเมริกาใต้ และทวีปยุโรป นอกจากนี้ในส่วนของบริษัทลูกที่ประเทศอินเดียว มีรายได้เพิ่มขึ้น โดยมี MSIL เป็นลูกค้ารายสำคัญ ทำให้มีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น และได้รับคำสั่งซื้อจาก Toyota Kirloskar Motor ประเทศอินเดียเข้ามา

พร้อมกันนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2567 ได้มีมติให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ประจำปี 2566 เพิ่มอีกจำนวนหุ้นละ 0.04 บาท จากผลประกอบการของบริษัทฯ งวด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม – 31 ธันวาคม 2566 รวมเป้นเงินปันผลจ่ายในครั้งนี้ทั้งสิ้น  60,521,197.36 ล้านบาท  โดยกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผลวันที่ 3 พฤษภาคม 2567  และจ่ายเงินปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2567 ทั้งนี้ต้องได้รับอนุมัติจากผู้ถือหุ้นด้วย โดยเมื่อรวมกับเงินปันผลระหว่างกาลที่บริษัทได้จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นแล้วจำนวน 0.06 บาท สำหรับงวด 6 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 30 มิถุนายน จะรวมเป็นเงินปันผลจ่ายในปี 2566 ทั้งสิ้น จำนวนหุ้นละ 0.10 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 151,302,993.40 บาท

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจปี 2567 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 3,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน โดยเน้นกลยุทธ์บริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยผลักดันให้มาร์จิ้นปรับตัวสูงขึ้น และประเมินว่าภาพรวมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ในปีนี้จะเติบโตไปในทิศทางเดียวกันกับภาพรวมอุตสาหกรรมรถยนต์ที่คาดว่าปีนี้จะโต 3% เป็น 1.95 ล้านคัน

พร้อมกันนี้ ในปี 2567 บริษัทฯ ตั้งงบลงทุน 600 ล้านบาท ขยายธุรกิจในประเทศซาอุดีอาระเบีย อินเดีย และประเทศไทย โดยจะใช้เงินลงทุนในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นตลาดเบอร์ 1 ของ FPI ประมาณ 200-300 ล้านบาท สำหรับเป็นศูนย์กลางการส่งออก (Export Hub) แห่งใหม่ในซาอุดีอาระเบีย ประกอบด้วยโรงงานผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และศูนย์กระจายสินค้า เพิ่มการผลิตสินค้ารองรับตลาดตะวันออกกลาง และจะใช้เงินลงทุนในอินเดียประมาณ 100 ล้านบาท สำหรับการลงทุนโรงงานแม่พิมพ์ แม่พิมพ์ และเครื่องจักร ส่วนเงินลงทุนที่เหลือจะใช้ลงทุนในประเทศไทย สำหรับขยายโรงงานแม่พิมพ์ และสร้างออฟฟิศใหม่

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจในอินเดียปี 2567 มีแนวโน้มสดใสเป็นอย่างมาก ล่าสุดบริษัทฯ ได้งานจากลูกค้าที่อินเดีย (TOYOTA India) มูลค่ากว่า 200 ล้านรูปี คิดเป็นเงินไทยประมาณ 100 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มดำเนินงานได้ในไตรมาส 2/2567

“ในปี 2567 บริษัทฯ ตั้งเป้ารายได้รวม 3,000 ล้านบาท โต 10% จากปีก่อน โดยรายได้หลักยังคงมาจากการทำธุรกิจในไทย ที่เติบโตตามภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ ทั้งรถสันดาปและรถยนต์ไฟฟ้า ขณะเดียวกัน มีแนวโน้มว่าตลาดซาอุดีอาระเบียจะเติบโตแบบก้าวกระโดด ขณะที่ตลาดอินเดียจะเติบโตสูงกว่า 50% และมีโอกาสจะเติบโตเป็นเท่าตัวในลำดับถัดไป” นายสมพล กล่าวในที่สุด

ปัจจุบัน FPI ยังอยู่ระหว่างการเจรจาร่วมลงทุน (JV) พันธมิตรธุรกิจแม่พิมพ์ในอินเดียและจีน เพื่อก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ เพื่อต่อยอดไปสู่ฐานการผลิตในประเทศเม็กซิโก เพื่อบุกตลาดทวีปอเมริกา ซึ่งเป็นฐานสำคัญในการทำตลาดในสหรัฐและแคนาดา โดยเฉพาะสินค้าประเภทแม่พิมพ์