MFC เสิร์ฟกองทุนหุ้นอินเดีย ขาย IPO 19-26 เม.ย นี้ รับอานิสงส์เศรษฐกิจโตโดดเด่นและใหญ่อันดับ 3 ของโลก

MFC เสิร์ฟกองทุนหุ้นอินเดีย ขาย IPO 19-26 เม.ย นี้ รับอานิสงส์เศรษฐกิจโตโดดเด่นและใหญ่อันดับ 3 ของโลก

บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดขาย "กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเดีย ซีเล็ค อิควิตี้" มองถึงเวลาลงทุน “หุ้นอินเดีย” เพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว รับเศรษฐกิจอินเดียเตรียมผงาดขึ้นสู่อันดับ 3 ของโลก เปิดขาย IPO ดีเดย์ 19-26 เม.ย. 67

นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยว่า MFC มองโอกาสในการลงทุนในตลาดหุ้นอินเดีย ซึ่งมีเศรษฐกิจเติบโตโดดเด่นจากจำนวนประชากรที่มากสุดในโลกกว่า 1,400 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในวัยหนุ่มสาว อีกทั้งได้แรงหนุนจากภาครัฐบาล และจากการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่ง เป็นปัจจัยขับเคลื่อนการบริโภคภายในประเทศเติบโตต่อเนื่อง

บลจ.เอ็มเอฟซี จึงเปิดขาย "กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี อินเดีย ซีเล็ค อิควิตี้" (MINDIA) เสนอขายครั้งแรก (IPO) ระหว่างวันที่ 19-26 เมษายน 2567 นี้ เงินลงทุนขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท (กองทุนมีความเสี่ยงระดับ 6 : ความเสี่ยงสูง) นอกจากกองทุนจะเน้นลงทุนในประเทศอินเดียเป็นหลักแล้ว ยังแสวงหาโอกาสในการลงทุนในปากีสถาน, บังคลาเทศ, ศรีลังกา, ภูฎาน,เนปาล และมัลดีฟส์ เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทน

สำหรับกองทุน MINDIA มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว (Feeder Fund) คือ Jupiter India Select (กองทุนหลัก) ในสกุลเงินดอลล่าร์สหรัฐ โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม บริหารจัดการโดย Jupiter Asset Management Limited ที่มีประสบการณ์มากกว่า 39 ปี และมีความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนในอินเดีย นำทีมโดย Avinash Vazirani ที่ได้รับรางวัลผู้จัดการกองทุนระดับ AA จาก Citywire และมี Jupiter Asset Management International S.A. เป็นบริษัทจัดการลงทุน และกองทุนหลักยังได้รับ Morningstar Rating 5 ดาว

จุดเด่นของกองทุน คือ การที่ Jupiter ผู้จัดการกองทุนหลักมีกลยุทธ์การคัดเลือกหุ้นด้วยวิธี Bottom-up จำนวน 60-80 ตัว เลือกหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูงในราคาที่สมเหตุสมผล (Growth At a Reasonable Price) และมีการกระจายการลงทุนในหุ้น All Cap ทั้งขนาดใหญ่ กลางและเล็ก กระจายการลงทุนไปในหลากหลาย Sectors จากความเชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่มีประสบการณ์สูง ใช้เวลากว่า 35 ปีมุ่งมั่นสร้างความแตกต่างในเชิงบวกให้กับลูกค้าผ่านการลงทุนแบบ High Conviction และ Active Management และเน้นลงทุนในบริษัทที่มีการเติบโตที่ดีที่สุด (best-in-class) ซึ่งได้รับประโยชน์จาก Structural Trends ตามการประเมินมูลค่าที่เหมาะสม ที่สามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว (5ปี)

ปัจจุบันตลาดหุ้นอินเดียมีมูลค่า 4.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ขนาดใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลก รองจากสหรัฐฯ, จีน และญี่ปุ่น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นอินเดียยังมีผลตอบแทนที่สูงกว่าตลาดหุ้นหลักอื่นๆ ซึ่งกว่า 20 ปีที่ผ่านมา MSCI Index มีผลตอบแทนที่สูงกว่า S&P500 Index และ EURO STOXX 50 Index "ช่วงที่ผ่านมามีกระแสเงินไหลเข้าลงทุนตลาดหุ้นอินเดียต่อเนื่องจากเศรษฐกิจที่โตแรง จึงดึงดูดนักลงทุนทั่วโลกและยังมีการคาดการณ์ GDP อินเดียในปี 2032 จะมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก อยู่ที่ 7.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชนที่แข็งแกร่งและการใช้จ่ายด้านบริการที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หนุนให้อินเดียเป็นประเทศเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก ขณะที่กองทุน MINDIA ซึ่งมี Jupiter คัดสรรหุ้นในราคาเหมาะสมและกระจายลงทุนจะช่วยสร้างโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวได้" นายธนโชติ กล่าว

สำหรับตัวอย่างหลักทรัพย์ที่กองทุนหลักลงทุน ได้แก่ Godfrey Phillips India Ltd บริษัทผู้ผลิตยาสูบ รายใหญ่ในอินเดีย แบรนด์ที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เช่น Four Square, Red and White, Cavanders, Tipper and North Pole

Hcl Technologies Ltd บริษัทเทคโนโลยีระดับโลก ที่ปรึกษาและให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการพัฒนาซอฟต์แวร์และบริการด้านวิศวกรรมที่เกี่ยวข้อง

Sun Pharmaceutical Industries Ltd บริษัทยาสามัญชนิดพิเศษที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับ 4 ของโลกผลิตและจำหน่ายสูตรยาและส่วนผสมออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API)

Bharat Petroleum บริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอินเดีย สำรวจกลั่นน้ำมันดิบผลิตปิโตรเลียมและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

Indian Oil Corp บริษัทพลังงานครบวงจรชั้นนำในอินเดีย เป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันและก๊าซของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย

ด้วยกลยุทธ์ลงทุนแบบ Active Management และกระจายลงทุน ทำให้กองทุนสร้างผลตอบแทนโดดเด่นและสูงกว่าดัชนี MSCI India Index ในทุกช่วงเวลา (ข้อมูล ณ วันที่ 29 ก.พ. 67)  ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 2567 อยู่ที่ 13.2% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 5.2% และ ย้อนหลัง 1 ปี ผลตอบแทนสะสม 69.3% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 37.3% ย้อนหลัง 3 ปี ผลตอบแทนสะสม 94.0% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 43.7% ย้อนหลัง 5 ปี ผลตอบแทนสะสม 119.8% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 87.1% และย้อนหลัง 10 ปีอยู่ที่ 236.1% สูงกว่าดัชนีอ้างอิงอยู่ที่ 172.0%