บาฟส์ ประกาศความสำเร็จ ลุยขยายโครงข่ายขนส่งน้ำมันทางท่อ เชื่อมต่อเครือข่ายพลังงานทั่วไทย

บาฟส์ ประกาศความสำเร็จ ลุยขยายโครงข่ายขนส่งน้ำมันทางท่อ เชื่อมต่อเครือข่ายพลังงานทั่วไทย

บาฟส์ (BAFS) ส่ง BPT เดินหน้าขยายโครงข่ายท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ 3 (สระบุรี-อ่างทอง) เชื่อมระบบท่อขนส่งน้ำมัน กับ บริษัท ท่อส่งปิโตรเลียมไทย จำกัด (Thappline) เสริมความมั่นคงทางพลังงานตามยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งน้ำมันของประเทศ ตั้งเป้าขนส่งน้ำมันจากภาคตะวันออกสู่ภาคเหนือผ่านระบบท่อเพิ่มขึ้นกว่า 700 ล้านลิตรต่อปี เริ่มก่อสร้างในปี 2567 คาดพร้อมให้บริการปี 2569 ช่วยลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งน้ำมัน ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

ม.ล. ณัฐสิทธิ์ ดิศกุล กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ บาฟส์ (BAFS) เปิดเผยว่า บาฟส์ และกลุ่มบริษัทในเครือ (BAFS Group) ให้ความสำคัญกับการดำเนินกิจการอย่างยั่งยืน โดยวางแผนกลยุทธ์เสริมสร้างความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรด้วยการบูรณาการด้านการขยายธุรกิจกับการเติบโตอย่างยั่งยืนเข้าด้วยกัน ทั้งนี้ที่ผ่านมา บาฟส์ มุ่งยกระดับการให้บริการน้ำมันอากาศยานและขยายการลงทุนในกลุ่มบริษัทอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้รับการพิจารณาให้เป็นผู้ดำเนินการต่อเชื่อมระบบท่อส่งน้ำมัน โครงการระบบท่อขนส่งน้ำมันสระบุรี-อ่างทอง เข้ากับระบบคลังน้ำมันสระบุรีของ Thappline เพื่อขยายระบบขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ ระยะที่ เส้นทาง คลังน้ำมันสระบุรีสถานีแยกระบบท่ออ่างทอง ระยะทางประมาณ 52 กิโลเมตร เป็นส่วนต่อขยายจากท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือระยะที่ จากคลังน้ำมันบางปะอินไปยัง กำแพงเพชร-คลังน้ำมันพิจิตร และระยะที่ กำแพงเพชร-คลังน้ำมันนครลำปาง ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพการขนส่งน้ำมัน จากโรงกลั่นน้ำมันศรีราชาและโรงกลั่นน้ำมันมาบตาพุดที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกไปยังเขตพื้นที่ภาคเหนือ ผ่านระบบท่อส่งใต้ดินทดแทนการขนส่งด้วยรถบรรทุกน้ำมัน ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปัญหาฝุ่นควันจากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงจากการขนส่ง และยังช่วยลดอุบัติเหตุซึ่งอาจเกิดขึ้นจากการขับขี่ระยะไกล 

ทั้งนี้ ท่อขนส่งน้ำมันส่วนเชื่อมต่อคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างภายในปี 2567 และมีแผนเปิดให้บริการเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2569 โดยคาดว่าจะส่งผลให้ปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านท่อน้ำมันไปยังภาคเหนือสูงขึ้นจากเดิมกว่า 50% ยกระดับโครงข่ายการขนส่งน้ำมันทางท่อในโครงการขยายระบบท่อขนส่งน้ำมันไปภาคเหนือ (NFPT) รวมระยะทางกว่า 628 กิโลเมตร นับเป็นระบบขนส่งน้ำมันทางท่อที่ยาวที่สุดในอาเซียน ทั้งนี้ บาฟส์ จึงได้สนับสนุนการเพิ่มทุนเพื่อเสริมความมั่นคงทางการเงินและการลงทุน พร้อมเปลี่ยนชื่อ “บริษัท ขนส่งนํ้ามันทางท่อ จํากัด (FPT)” เป็น บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จํากัด (BPT)” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา

นายเจษฎ์ ทูปิยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บาฟส์ขนส่งทางท่อ จำกัด หรือ BPT เปิดเผยว่า ในปีที่ผ่านมา BPT เน้นทำการตลาดเชิงรุกเพื่อส่งเสริมให้ลูกค้ามาใช้บริการขนส่งน้ำมันทางท่อให้มากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องให้ปีนี้ ประมาณการว่าปริมาณขนส่งน้ำมันผ่านระบบท่อจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดย BPT มีแผนการเพิ่มปริมาณน้ำมันผ่านท่อเพิ่มขึ้นโดยส่งเสริมให้คลังน้ำมันปลายท่อ ได้แก่ คลังน้ำมันพิจิตรและคลังน้ำมันนครลำปางเป็นจุดกระจายน้ำมันเพื่อการส่งออกไปยังประเทศสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีกำหนดในเดือนมิถุนายนปีนี้ ส่งผลให้ประมาณการปริมาณน้ำมันขนส่งผ่านระบบท่อไปยังคลังน้ำมันนครลำปางเพิ่มขึ้นถึง 40% ทั้งนี้ สำหรับในไตรมาส 1/67 ที่ผ่านมา ปริมาณการขนส่งน้ำมันของ BPT เติบโตขึ้นถึง 41% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน และเชื่อว่าไตรมาส 2/67 จะดีขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้คาดการณ์เป้าหมายปริมาณการขนส่งน้ำมันปี 2567 ไว้ที่ 1,200 ล้านลิตร มีส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 32% เป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของ BPT คือการร่วมขับเคลื่อนสังคมสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคการขนส่ง โดยเริ่มเปิดให้บริการระบบท่อขนส่งน้ำมันสายเหนือตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา BPT ช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งน้ำมันด้วยรถบรรทุกไปแล้วกว่า 54,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า หรือคิดเป็นการปลูกต้นไม้ถึง 5,684,200 ต้น

ทั้งนี้ BPT ยังมีแผนต่อยอดในการเดินเครื่องสูบถ่ายน้ำมัน ด้วยไฟฟ้าสะอาดจากแผงโซลาฟาร์มของบริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) (BCPG) เพื่อทดแทนการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแบบเดิม โดยเริ่มดำเนินการ ณ คลังน้ำมันบางปะอิน ภายในปีนี้ พร้อมขยายโครงการติดตั้งแผงโซล่ารูฟท็อป ที่คลังน้ำมันพิจิตรและนครลำปาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า BPT มุ่งมั่นที่จะช่วยลดการปล่อยมลพิษทางอากาศ ขับเคลื่อนประเทศสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ บรรลุเป้าหมาย Net Zero Emissions ได้อย่างยั่งยืน