TOA ผู้นำตลาดสีอาคารและวัสดุก่อสร้างครบวงจร ทุ่มงบพันล้าน ลงทุนด้านนวัตกรรม

A ผู้นำตลาดสีอาคารและวัสดุก่อสร้างครบวงจร ทุ่มงบพันล้าน ลงทุนด้านนวัตกรรม

นายจตุภัทร์ ตั้งคารวคุณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัท ทีโอเอ เพ้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ TOA เปิดแผนนโยบาย GREEN MISSION ตอกย้ำผู้นำเบอร์หนึ่งตลาดสีอาคารและวัสดุก่อสร้างครบวงจร ด้วยโรดแมปพิชิต Net Zero อย่างเป็นรูปธรรม ภายในปี 2050 เพื่อบูรณาการองค์กรยั่งยืนตามหลัก ESG เสริมแกร่งความสำเร็จกับการคว้าฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ หรือฉลากลดโลกร้อน (CFR) มากที่สุดในสีอาคาร รวม 40 ผลิตภัณฑ์ พร้อมเติบโตสู่ปีที่ 60 อย่างแข็งแกร่ง

เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2567 บริษัทได้เข้าร่วมออกบูธภายใน "งานสถาปนิก'67" มหกรรมแสดง เทคโนโลยีด้านสถาปัตยกรรม การออกแบบ และสินค้านวัตกรรมผลิตภัณฑ์เพื่อการก่อสร้างยิ่งใหญ่ที่สุดในอาเซียน ครั้งที่ 36 ที่จะจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 30 เมษายน ถึงวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพ็ค เมืองทองธานี

ด้านดร.ภาณุพงศ์ ภูทะวัง ผู้จัดการอาวุโส สายงานกลยุทธ์องค์กรและการพัฒนาอย่างยั่งยืน TOA กล่าวเสริมว่า ตั้งเป้าหมายที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมภายในบริษัทให้ได้ 50% ภายในปี 2030(ปี 2573) หรือคิดเป็นมากกว่า 8,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (TonCO2e) พร้อมตั้งเป้าหมายในการสร้างสิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) จากการดำเนินงานเกี่ยวกับพลังงานทดแทน การขนส่ง การจัดการของเสีย และการปลูกป่าให้ได้ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (MTonCO2e) ภายในปี 2042 (ปี2585) ส่วนการบริหารจัดการองค์กรแบบบูรณาการในทุกกระบวนการของ TOA Circular Economy ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และทำให้เกิดของเสียเป็นศูนย์ ด้วยการดำเนินงาน 7 กลยุทธ์หลัก หรือ 7-Green คือ Green Production – Green Energy – Green Value Chain – Green Partner – Green Reforestation – Greenovation – Green Certified & The Carbon Footprint Reduction or Global Warming Reduction Label ได้แก่ นอกจากนี้ TOA ได้ผ่านการรับรองฉลากคาร์บอนและฉลากลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ในกลุ่มสีทาอาคารและแผ่นยิปซัมมากถึง 320 ผลิตภัณฑ์ ที่ครอบคลุมตลาด สีทาอาคารส่วนใหญ่ในปัจจุบัน เป็นต้น

สำหรับแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2567 บริษัทคาดว่าจะมียอดขายเติบโต 5-8% จากปีก่อน เมื่อเทียบกับปี 2566 ที่มีรายได้จากการขายรวมประมาณ 22,400 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจหลัก(สี) มียอดขายเข้ามาต่อเนื่องเป็นปกติ ทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ แม้จะมีปัจจัยกดดันหลายด้าน แต่ยังได้ธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม ทั้งธุรกิจกระเบื้อง และธุรกิจยิปซั่ม พร้อมทั้งวางงบลงทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการผลิตและการลดการใช้พลังงาน รวมถึงการลงทุนด้านนวัตกรรม

ขณะที่ทิศทางผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/2567 น่าจะอยู่ในระดับทรงตัว เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน และเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี2566 อย่างไรก็ตามจะมีการประชุมคณะกรรมการเพื่ออนุมัติ และประกาศงบประมาณวันที่ 14 พฤษภาคม 2567

ส่วนทิศทางผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2567 บริษัทมองว่าผลการดำเนินงานน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยกดดันหลายด้าน เช่น ภาวะดอกเบี้ยที่ยังสูง เศรษฐกิจที่ยังนิ่ง ปัญหาหนี้ครัวเรือน ภาคอสังหาริมทรัพย์ หรือก่อสร้างที่ชะลอตัว เป็นต้น แต่ยังพอดีปัจจัยบวกเข้ามาหนุน เช่น ภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวสูง และตลาดรีโนเวทที่ขยายตัวมากขึ้นหลังสงกรานต์ และการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายส่วนของรัฐบาล เป็นต้น ส่วนเรื่องการขึ้นค่าแรงจะกระทบน้อยเนื่องจากต้นทุน TOA ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนของวัตถุดิบในการผลิต