PIMO-ไพโม่ เผยไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 40.31 ลบ. เพิ่มขึ้น 172%

PIMO-ไพโม่ เผยไตรมาส 1/67 มีกำไรสุทธิ 40.31 ลบ. เพิ่มขึ้น 172%

นายวสันต์ อิทธิโรจนกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนียร์ มอเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ PIMO-ไพโม่ ผู้ประกอบธุรกิจหลักผลิตมอเตอร์ไฟฟ้าเครื่องปรับอากาศ (Air Conditioning Motor) มอเตอร์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมทั่วไป (Induction Motor)  เครื่องสูบน้ำ ปั๊มหอยโข่ง มอเตอร์สำหรับสระว่ายน้ำ มอเตอร์สำหรับปั๊มบ้าน (Submersible Pump,Pool Spa Pump and Home Pump) เปิดเผยว่าผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 1/2567 (สิ้นสุด 31 มี.ค.67) มีรายได้รวมอยู่ที่ 329.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.63 ล้านบาท หรือ 27.30% จากงวดเดียวกันปีก่อนทำได้ 258.76 ล้านบาท โดยรายได้ดังกล่าวแบ่งเป็นรายได้จากการขาย จำนวน 315.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน จำนวน 62.38 ล้านบาท หรือ 24.67% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 40.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25.49 ล้านบาท หรือ 172% จากงวดเดียวกันปีก่อนทำได้ 14.82 ล้านบาท

เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายทุกผลิตภัณฑ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ มอเตอร์แอร์  มอเตอร์สระและสปา มอเตอร์ปั๊มบ้าน มอเตอร์กำลังและมอเตอร์ปั๊มน้ำ โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มีลูกค้าต่างประเทศรายใหม่ที่มีฐานลูกค้าอยู่ที่ประเทศออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ได้ติดต่อให้บริษัทฯ ผลิตมอเตอร์หลายรุ่น เพื่อนำไปผลิตเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ เช่น มอเตอร์ไอศกรีม, มอเตอร์เครื่องปั่น, มอเตอร์รางรถไฟ เป็นต้น ส่งผลให้ยอดขายเพิ่มขึ้น ส่วนในปีที่ผ่านมาบริษัทฯ มียอดขายสำหรับลูกค้าดังกล่าว จำนวน 20 ล้านบาท และในไตรมาสนี้มียอดขายจำนวน 18 ล้านบาทและบริษัทฯ คาดว่าลูกค้ารายนี้จะส่งผลต่อการเติบโตของธุรกิจเป็นจำนวนมาก

ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังมีรายได้อื่นจากงบการเงิน สำหรับไตรมาสดังกล่าว อยู่ที่ 14.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 139.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 8.2 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้จากการขายเศษเหล็กซาก ประกอบกับบริษัทฯ ได้รับผลกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและกำไรจากการขายสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียน

“ไตรมาส 1 ปีนี้ อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 12.79 เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อนที่ร้อยละ 5.86 หลักใหญ่เกิดจากการเพิ่มขึ้นของยอดขาย ประกอบกับราคาวัตถุดิบหลักที่ลดลงและบริษัทมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มขึ้นเนื่องจากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐปรับตัวดีขึ้นกว่าปีก่อนและเมื่อเทียบสัดส่วนรายได้จากการขายในประเทศและต่างประเทศ บริษัทฯ จะมีรายได้จากการขายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 48 และรายได้จากการขายต่างประเทศคิดเป็นร้อยละ 52 จากไตรมาส 1/2566 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 60 และรายได้จากการขายต่างประเทศคิเป็นร้อยละ 40” นายวสันต์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ตระหนักดีว่าวิกฤตที่ท้าทายมาพร้อมกับโอกาสใหม่ๆ ทางธุรกิจ จึงเร่งดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและการเป็นผู้นำภาคเอกชนของประเทศในการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตสินค้าทางด้านมอเตอร์ต่างๆ และยึดมั่นในแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแล (Environmental, Social and Governance :ESG) ตลอดจนห่วงโซ่คุณค่า การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ การบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม ความเป็นอยู่ที่ดีของสังคมทั้งภายในและนอกองค์กร รวมถึงการดำเนินงานภายใต้หลักธรรมาภิบาลอีกด้วย