‘โอสถสภา’ โชว์ผลงานไตรมาส 1/67 ทำกำไรจากการดำเนินงานปกติพุ่ง 73.2% กำไรสุทธิ 828 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นทั้งรายได้และกำไรจากธุรกิจเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ

‘โอสถสภา’ โชว์ผลงานไตรมาส 1/67 ทำกำไรจากการดำเนินงานปกติพุ่ง 73.2% กำไรสุทธิ 828 ล้านบาท เติบโตโดดเด่นทั้งรายได้และกำไรจากธุรกิจเครื่องดื่มทั้งในและต่างประเทศ

‘บมจ. โอสถสภา (OSP)’ โชว์ศักยภาพการดำเนินธุรกิจไตรมาส 1/2567 ทำผลงานเติบโตต่อเนื่องจากผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคล ทำรายได้จากการขาย 7,260 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.9% จากปีก่อน (YoY) เพิ่มขึ้น 11.2% จากไตรมาสก่อน (QoQ) และมีกำไรสุทธิตามรายงาน 828 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.5% YoY และ 91.5% QoQ ซึ่งหากพิจารณากำไรจากการดำเนินงานปกติ (core business) เติบโตอย่างต่อเนื่องเพิ่มขึ้น 73.2% YoY และเพิ่มขึ้น 39.9% QoQ สะท้อนขีดความสามารถและศักยภาพเหนือคู่แข่งทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ จากการบริหารจัดการประสิทธิภาพการผลิตที่ดี หนุนการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของอัตรากำไรขั้นต้น ตอกย้ำตำแหน่งผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังด้วยส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 46.4% โดยมีแบรนด์ ‘เอ็ม-150’ ครองอันดับ 1 อย่างแข็งแกร่ง และแบรนด์ ‘ซี-วิท’ เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มฟังก์ชันนัลดริงก์

นางสาวรติพร ราษฎร์เจริญ Group Chief Financial Officer  บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP เปิดเผยผลการดำเนินงานไตรมาสแรกของปีนี้ว่า บริษัทฯ เติบโตโดดเด่นทั้งในด้านรายได้และผลกำไรเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาและไตรมาสก่อน ตอกย้ำศักยภาพการดำเนินธุรกิจที่แข็งแกร่งของโอสถสภา ด้วยกลยุทธ์ความหลากหลายของกลุ่มผลิตภัณฑ์ (Brand Portfolio) ช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งและกลยุทธ์การตลาดที่โดนใจกลุ่มเป้าหมาย กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มในประเทศเติบโต 11.9% YoY โดยมีแบรนด์ ‘เอ็ม-150’ ครองตำแหน่งผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลัง และมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สร้างประสบการณ์ใหม่ๆ และตอบสนองต่อความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภค โดยล่าสุดได้เปิดตัว M-150 Sparkling Energy Drink เพื่อขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มใหม่ๆ โดยเฉพาะกลุ่มมิลเลนเนียลส์ที่ต้องการความสดชื่นระหว่างวันในการทำกิจกรรมตามไลฟ์สไตล์ของตัวเอง ผ่านการทำการตลาดในรูปแบบที่แตกต่าง จนได้รับกระแสตอบรับที่ร้อนแรงและเป็นที่พูดถึงในสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง

สำหรับแบรนด์ ‘ซี-วิท’ เป็นผู้นำตลาดฟังก์ชันนัลดริงก์และเครื่องดื่มผสมวิตามินซีที่มีผลการดำเนินงานดีขึ้นต่อเนื่องทุกไตรมาส โดยมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มเป็น 42.9% ประกอบกับแบรนด์ ‘เปปทีน’ และ ‘คาลพิส แลคโตะ' ที่เติบโตอย่างโดดเด่น ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเติบโตขึ้น 8.7% จากกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งของแบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ ซึ่งเป็นผู้นำตลาดทั้งสบู่อาบน้ำเด็กและแป้งเด็ก ส่วนตลาดต่างประเทศ ‘โอสถสภา’ เป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังที่ทำยอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยในไตรมาส 1 ปี 2567 มียอดขายเติบโต 23.1% โดดเด่นที่สุดในรอบ 5 ปี ด้วยการบริหารจัดการเชิงรุก การทำกิจกรรมการตลาดที่แข็งแกร่งในเมียนมาร์และสปป.ลาว ตลอดจนการเป็นแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภค แม้ต้องเผชิญกับปัจจัยภายนอกที่ท้าทายในหลายๆ ด้าน

ส่วนแผนดำเนินธุรกิจในไตรมาส 2 บริษัทฯ จะยังคงขับเคลื่อนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มุ่งรักษาความเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มบำรุงกำลังด้วยการเพิ่มส่วนแบ่งตลาด โดย ‘เอ็ม-150’ ได้จับมือกับพันธมิตรที่แข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือกับ เวิร์คพอยท์ ส่งพลังและกำลังใจช่วยปลดหนี้ให้แก่คนไทยผ่านแคมเปญ “ปลดหนี้ทุกวัน หมื่น แสน ล้าน” การผนึกกำลังกับ การีนา ประเทศไทย ร่วมสนับสนุนการแข่งขันเกม RoV หรือ Arena of Valor เกมมือถือที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในไทยและระดับโลก ทั้งยังเป็นเกมอันดับ 1 ที่มีการแข่งขันอีสปอร์ตในระดับมืออาชีพ (Pro-league) ในประเทศไทย การคว้าตัวดูโอชาวเกาหลีใต้ขวัญใจคนไทย “พี่จอง-คัลแลน” มาเป็นพรีเซนเตอร์สปาร์คพลังความซ่ากับเครื่องดื่ม M-150 Sparkling Energy Drink ไปจนถึงการผลักดันแคมเปญ “#ไม่มีลิมิตชีวิตโคตรซิ่ง” ภายใต้กลยุทธ์ มิวสิกมาร์เก็ตติ้ง ที่เป็นจุดแข็งของแบรนด์ เพื่อต้อนรับฤดูกาลขายสินค้าในช่วงหน้าร้อน รวมถึงเดินหน้านำเสนอนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลภายใต้แบรนด์ ‘เบบี้มายด์’ อาทิ เบบี้ มายด์ รีแลกซ์ซิ่ง ลาเวนเดอร์ ออร์แกนิก ครอบคลุมทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ ทั้งเพอร์ซัลนัลแคร์และโฮมแคร์ ที่มีจุดเด่นด้านความหอมผ่อนคลาย สามารถตอบโจทย์คุณแม่ คุณลูก รวมถึงคนวัยทำงาน ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว

นางวรรณิภา ภักดีบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า ในไตรมาสที่ผ่านมา บริษัทฯ สามารถดำเนินการขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวที่มุ่งผลักดันการเติบโตของรายได้จากธุรกิจหลัก ควบคู่กับการพิจารณาจำหน่ายเงินลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก รวมถึงเงินลงทุนที่โอสถสภามีสัดส่วนการถือหุ้นส่วนน้อยหรือไม่มีอำนาจควบคุม ตลอดจนการขยายการลงทุนในต่างประเทศ และการบริหารจัดการประสิทธิภาพการดำเนินงานในทุกมิติ นำไปสู่การยกระดับศักยภาพและขีดความสามารถการแข่งขันในทุกด้าน และขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน สะท้อนความสำเร็จจากผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในไตรมาสแรกของปีนี้  และโอสถสภายังได้รับการยอมรับและยกย่องให้เป็น “Industry Mover” หรือ บริษัทที่มีการพัฒนาทางด้านความยั่งยืนโดดเด่นที่สุดในอุตสาหกรรมเครื่องดื่มทั่วโลก ในรายงาน S&P Global Sustainability Yearbook ประจำปี 2024 อีกด้วย

โอสสถสภามุ่งมั่นสร้างผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างยั่งยืน เพื่อส่งมอบผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวแก่ผู้ถือหุ้น และมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นพลังเพื่อชีวิตที่ยั่งยืนให้กับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย