AAI ใจฟู อวดผลงานไตรมาส 1/2567 หลังความต้องการซื้ออาหารสัตว์ฟื้น เพิ่มเป้าอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 17-18 % พร้อมมั่นใจรายได้ตามเป้า 6,500 ลบ.

AAI ใจฟู อวดผลงานไตรมาส 1/2567 หลังความต้องการซื้ออาหารสัตว์ฟื้น เพิ่มเป้าอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 17-18 % พร้อมมั่นใจรายได้ตามเป้า 6,500 ลบ.

‘เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล หรือ AAI’ ผู้ผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงรายใหญ่ของไทย เผยไตรมาส 1/2567 ผลงานแจ่มทั้งรายได้ที่โต 7.1% ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งถึง 234.8% หลังดีมานด์กลุ่ม
อาหารสัตว์ฟื้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะตลาดยุโรป แถมลูกค้าแบรนด์ใหญ่ยังต้องการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง ที่สำคัญสามารถลดสัดส่วนกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึกตามเป้าหมายและเลือกรับคำสั่งซื้อเฉพาะที่มีอัตรากำไรที่ดีได้ ส่วนรายได้มั่นใจทำได้ถึงเป้าหมายทั้งปีที่ 6,500 ล้านบาท หรือโต 19% จากปี 2566 พร้อมปรับเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นมาอยู่ที่ 17-18% จากเดิมคาดไว้ที่ 13-15% จากกลุ่มอาหารสัตว์เฟื่องฟู พร้อมปัจจัยบวกเสริมที่ต้นทุนราคาทูน่าถูกลงและค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า

นายเอกราช พรรณสังข์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเชี่ยน อะไลอันซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  (มหาชน) หรือ AAI ผู้รับจ้างผลิตอาหารสัตว์เลี้ยง (Pet Food) และผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึก (Human Food) ชั้นนำของประเทศ และเจ้าของแบรนด์ “monchou” “Hajiko” และ “Pro” ผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงสำหรับแมวและสุนัข เปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 1/2567 ว่า บริษัทฯ มีรายได้อยู่ที่ 1,489 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 1,391 ล้านบาท เนื่องจากมีสัญญาณที่ดีจากความต้องการสินค้าในกลุ่มอาหารสัตว์เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับลูกค้าเจ้าของแบรนด์ใหญ่มีความต้องการออกสินค้าตัวใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการเจ้าของสัตว์เลี้ยง และเพิ่มส่วนแบ่งการตลาด จน AAI สามารถทำรายได้เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากตลาดยุโรป อีกทั้งยังได้ประโยชน์จากที่ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า

ในขณะเดียวกัน บริษัทฯ ลดสัดส่วนกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึกลง เลือกรับคำสั่งซื้อที่มีอัตรากำไรดีตามนโยบาย ทำให้รายได้จากกลุ่มนี้ลดลงราว 43.4% หลังจากไตรมาส 1/2566 บริษัทฯ ได้เพิ่มสัดส่วนกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึก เพื่อทดแทนคำสั่งซื้อจากกลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงที่หายไปและเพื่อบริหารจัดการแรงงานส่วนเกินช่วงเวลาดังกล่าว ทำให้ในไตรมาสนี้สัดส่วนยอดขายอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึกลดลงมาอยู่ที่ 14% จาก 25% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน อีกทั้งยังได้รับปัจจัยบวกจากที่ราคาทูน่าปรับตัวลดลง

การที่สัดส่วนอาหารสัตว์เลี้ยงเพิ่มขึ้น และการดำเนินนโยบายเลือกรับคำสั่งซื้อในกลุ่มอาหารพร้อมทานบรรจุภาชนะปิดผนึกดังกล่าว ส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นปรับขึ้นมาอยู่ที่ 20.8% ซึ่งเพิ่มขึ้นทั้งจากไตรมาสก่อนหน้าที่ 14.7% และเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 9.3% ทำให้ทำกำไรสุทธิไตรมาส 1/2567 ได้ถึง 242 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้น 234.8% จากไตรมาส 1/2556 ที่อยู่ที่ 72 ล้านบาท ทำให้กำไรต่อหุ้นไตรมาส 1/2567 ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 0.11 บาท/หุ้น เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 0.03 บาท/หุ้น และไตรมาสก่อนหน้าที่ 0.08 บาท/หุ้น

อย่างไรก็ดี รายได้จากการขายอาหารสัตว์เลี้ยงภายใต้แบรนด์ของบริษัทฯ ลดลงราว 9% เนื่องจากตลาดมีการแข่งขันที่รุนแรง ประกอบกับแรงกดดันจากการที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมีกำลังซื้อที่ลดลงและมองหาสินค้าที่คุ้มค่ามากที่สุด ส่วนยอดขายที่จีนยังไม่ดีขึ้น โดยอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนทีมบริหารและทีมขาย รวมถึงเร่งปรับกลยุทธ์การขายและเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์ให้ครอบคลุมช่องทางใหม่ๆ อีกทั้งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และมองหาตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นที่ทำการตลาดออฟไลน์มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการทำตลาดแบรนด์มองชูให้เติบโตเช่นเดียวกับที่ประเทศไทย

นายเอกราช กล่าวถึงการดำเนินงานช่วงที่เหลือของปีนี้ว่า บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้ของปี 2567 ไว้ที่ 6,500 ล้านบาท หรือเติบโต 19% จากปีที่ผ่านมาที่ทำได้ 5,439 ล้านบาท โดยเป็นการเติบโตจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยง 5,400 ล้านบาท หรือโต 24% จากปีก่อนที่ทำได้ 4,400 ล้านบาท และกลุ่มอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึกน่าจะสามารถรักษารายได้ระดับเดียวกับปีก่อนที่ทำไว้ 1,100 ล้านบาท

“รายได้ที่เพิ่มขึ้นจะมาจากอุปสงค์ของลูกค้าเจ้าของแบรนด์ใหญ่กลุ่มอาหารสัตว์เลี้ยงในตลาดสำคัญที่เริ่มกลับมาเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังมีการออกสินค้าใหม่เพื่อขยายตลาด ประกอบกับบริษัทฯ ยังคาดว่าจะมีลูกค้ารายใหม่เข้ามาเพิ่มขึ้น รวมทั้งบริษัทฯ มีโอกาสเติบโตจากการขายอาหารสัตว์เลี้ยงแบบเม็ดเพิ่มขึ้น ส่วนยอดขายของแบรนด์บริษัทฯ ทั้งในไทยและจีนยังมีความท้าทายอย่างมาก ยังต้องปรับแผนและกลยุทธ์ ขณะที่กลุ่มอาหารพร้อมรับประทานบรรจุภาชนะปิดผนึกมองว่า หากไม่มีปัจจัยที่กระทบอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่าจะยังสามารถเลือกรับคำสั่งซื้อที่ให้อัตรากำไรที่ดีต่อไป แต่ยังต้องติดตามประเด็นความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลางซึ่งอาจกดดันตลาดได้” นายเอกราช กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี บริษัทฯ ได้เพิ่มเป้าหมายอัตรากำไรขั้นต้นปี 2567 ขึ้นมาเป็นระดับ 17-18% จากเดิมที่เคยมองว่าจะอยู่ในระดับ 13-15% เนื่องจากสัดส่วนรายได้อาหารสัตว์เลี้ยงที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนทูน่าลดลง และยังมีปัจจัยบวกจากค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่า แต่ช่วงที่เหลือของปีนี้มองว่า อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ก็ยังมีโอกาสปรับลงได้จากที่กลุ่มบริษัทจะมีการทยอยปรับราคาขายตามอัตราแลกเปลี่ยนที่เปลี่ยนแปลงเป็นระยะ รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบบางตัวที่มีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น ในขณะที่บริษัทฯ ยังมีต้นทุนของเงินทุนอยู่ในระดับต่ำ และยังมีเงินสดและสภาพคล่องเพียงพอต่องบลงทุน 430 ล้านบาท ตามแผนงานเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตและรองรับการเติบโตของตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงในอนาคต โดยจะเดินหน้าเริ่มโครงการสร้างคลังสินค้าอัตโนมัติแห่งที่ 2 ภายในปี 2567 หลังจากที่ได้ชะลอโครงการไปเมื่อปี 2566