มอง “ธุรกิจธนาคารยุคหนีตาย” ในสายตา “อาทิตย์ นันทวิทยา” CEO ไทยพาณิชย์

มอง “ธุรกิจธนาคารยุคหนีตาย” ในสายตา “อาทิตย์ นันทวิทยา” CEO ไทยพาณิชย์

อาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

        กลางเดือนพฤศจิายน 2559 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศข้อมูลจำนวนสาขาของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบพบว่าธนาคารพาณิชย์ทยอยปิดสาขาอย่างต่อเนื่อง และจำนวนสาขาลดลงในทุกพื้นที่ โดยตัวเลข ณ เดือนตุลาคม 2559 ธนาคารพาณิชย์ในระบบมีจำนวนสาขาทั้งสิ้น 7,017 แห่ง ลดลงจากสิ้นปีก่อน 42 แห่ง โดยเป็นการลดลงในพื้นที่กรุงเทพฯ มากที่สุด 27 แห่ง ตามมาด้วยภาคกลาง 8 แห่ง ภาคใต้ 3 แห่ง ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ พื้นที่ละ 2 แห่ง หลายคนมองว่า ยุคของเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก (Disruptive Technology) ได้รุกคืบเข้าสู่วงการเงินการธนาคารของไทยแล้ว
       
       คนในแวดวงการเงินการธนาคารต้องคอยตั้งรับ และเงี่ยหูฟังกับเทคโนโลยีและความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ เป็นรายวัน อย่างเช่น บล็อกเชน (Blockchain) ฟินเทค (Financial Technoolgy) บิตคอยน์ (Bitcoin) พร้อมเพย์ (Promptpay) โมบายแบงก์กิง (Mobile Banking) ฯลฯ ธนาคารพาณิชย์ไทยตกอยู่ในห้วงเวลาของการที่ต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามอย่างรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผู้เล่นหน้าใหม่จากธุรกิจอื่น ทั้งในและนอกประเทศ จากทั้งธุรกิจสื่อสาร โทรคมนาคม ไอที ค้าปลีก สตาร์ทอัพ ที่ต่างก็ใช้เทคโนโลยีเข้ามานำเสนอบริการทางการเงินในรูปแบบใหม่ๆ ไม่นับรวมกับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภคครั้งใหญ่ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากออฟไลน์ ไปสู่ออนไลน์ เชื่อมไปสู่หน้าจอเล็กๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ
       
       การปรับตัวของคนในแวดวงการเงินการธนาคารจึงถือเป็นไฟต์บังคับที่ธนาคารพาณิชย์ของไทยทุกแห่ง ทั้งใหญ่ กลาง เล็กต้องเร่งดำเนินการ มิฉะนั้นก็อาจถูกเขี่ยให้ตกหน้าประวัติศาสตร์ได้โดยง่าย
       
       ธนาคารไทยพาณิชย์ หรือ SCB ธนาคารไทยแห่งแรกที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ.2449 นับถึงวันนี้ 111 ปี ก็เช่นกัน หนีไม่พ้นต้องปรับตัวและก้าวเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยข้อมูลที่เป็นที่ฮือฮาของคนในสังคม รวมถึงในหมู่พนักงานกว่า 25,000 ก็คือ ข้อมูลจาก ธปท. เมื่อปีกลายระบุว่า ธนาคารพาณิชย์ที่มีการปิดตัวของสาขามากที่สุด 38 แห่ง ก็คือ ธนาคารไทยพาณิชย์นั่นเอง
       
       การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ “แบงก์ใบโพธิ์” หนึ่งในผู้บุกเบิกและยักษ์ใหญ่แห่งวงการมีมุมมองอย่างไร? ไทยพาณิชย์จะปิดสาขาเพิ่มเติมอีกไหม? จะมีการปรับลดพนักงานอีกเท่าไหร่? แนวโน้มและอนาคตธุรกิจการธนาคารในช่วง 5 ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร? ธนาคารแห่งอนาคตมีรูปโฉมอย่างไร? รวมไปถึงคำถามที่ลูกค้าคาใจ เช่น ทำไมพนักงานธนาคารต้องเยียดขายประกันให้ลูกค้า?
       
       ทีมข่าว Manager Online มีโอกาสนั่งจิบกาแฟยามเช้าคุยกับ คุณอาทิตย์ นันทวิทยา กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ผู้กุมบังเหียนใหญ่ของไทยพาณิชย์ แบบยาวๆ เกือบหนึ่งชั่วโมง พร้อมกับคำถามเข้มๆ ที่ได้คำตอบลึกๆ อย่างที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน
       
       คุณอาทิตย์มองอนาคตของธุรกิจธนาคารในช่วง 5 ปีข้างหน้าไว้เป็นยังไง?
       
       ถามว่ามองห้าปีข้างหน้ายังไง เรื่องนี้ไม่มีถูกไม่มีผิดนะครับ จุดยากคือไม่รู้ว่าถูกหรือผิด อย่างเมื่อห้าปีที่แล้วหรือสิบปีที่แล้ว มองห้าปีข้างหน้า เราก็พูดบนพื้นฐานว่าเราทำแบบเดิม แต่ตลาดจะโตขึ้น ประเทศพัฒนามากขึ้น การกู้ยืมก็ต้องมีมากขึ้น ค่าธรรมเนียมก็จะมีมากขึ้น
       
       วันนี้ SCB มีรายได้ประมาณ 120,000-130,000 ล้านบาท มีค่าใช้จ่ายประมาณ 60,000 ล้านบาท วันข้างหน้าโครงสร้างของรายได้ก็อาจจะเปลี่ยน ค่าธรรมเนียมหลายส่วนก็อาจจะหายไป เช่น จากพร้อมเพย์ จากการโอนก็อาจจะเปลี่ยนไป แต่ต้นทุนก็อาจจะเปลี่ยนไปด้วย การเปลี่ยนแปลงเกิดจากโครงสร้างของต้นทุนซึ่งแต่เดิมเราใช้กระบวนการซึ่งมีคนกับกระบวนการอยู่ร่วมกัน แต่ในอนาคตอันใกล้ สิ่งที่มองเห็นก็คือ กระบวนการจะถูกตัดตอนลง มีประสิทธิภาพมากขึ้น มันจะเป็นเรื่องที่ใช้เครื่องจักรมากขึ้น เรื่องใช้เทคโนโลยีมากขึ้น เพื่อให้เราสามารถดูแลลูกค้าได้ดีขึ้น เยอะขึ้น แล้วต้นทุนก็อาจจะถูกลง หลังจากเราลงทุนไปแล้ว ต้นทุนเปลี่ยนรูปแบบของการให้บริการ
       
       ทุกวันนี้คนไปพูดถึงการปิดสาขา จริงๆ เรื่องนี้ธนาคารเราไม่ได้ยึดเรื่องนี้เป็นตัวตั้งเลย เห็นบางสื่อไปลงซึ่งก็ต้องแชร์กันว่าเราไม่ได้ตั้งต้นเรื่องการปิดสาขา วันนี้เราบอกว่าในสังคมยุคใหม่ ในรูปแบบความต้องการการบริการแบบใหม่ เอาบริการนะ ไม่เอาขายประกันอะไรทั้งนั้น เอาบริการ ถ้าคนไปอยู่บนนี้หมด (ยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมา) จริงๆ ก็แทบจะไม่มีความจำเป็นต้องถือเงิน ผมเพิ่งกลับมาจากเกาหลี ไปร้านอาหารข้างถนน เรายื่นเงินสดจ่าย แต่เขาไม่รับ เขาไม่เอา ก็ต้องเอามือถือแตะ หรือใช้บัตร การใช้บัตรรูดก็ยังคงมี