NTSC ปิดจองซื้อหุ้น IPO ขายหมดเกลี้ยง จ่อเข้าเทรด mai 9 ก.พ.นี้

NTSC ปิดจองซื้อหุ้น IPO ขายหมดเกลี้ยง จ่อเข้าเทรด mai 9 ก.พ.นี้

                NTSC หุ้นนวัตกรรมอาหารน้องใหม่ป้ายแดง ประกาศปิดจองซื้อหุ้น IPO 25 ล้านหุ้น ขายหมดเกลี้ยงตั้งแต่วันแรก ทำเอาผู้บริหารปลื้มปริ่ม ขอขอบคุณนักลงทุนที่เชื่อมั่นในธุรกิจที่มีเส้นทางการเติบโตมากว่า 4 ทศวรรษ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความอร่อยในอุตสาหกรรมอาหารคนและอาหารสัตว์ พร้อมเดินหน้าโตแบบยั่งยืน รับเทรนด์ Future Food ปักธงเข้าซื้อขายวันแรกใน mai 9 ก.พ.นี้

               นางสาวสุวิมล ศรีโสภาจิต ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (KGI) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า ในช่วงจองซื้อหุ้น IPO ของ NTSC ระหว่างวันที่ 1 - 3 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีนักลงทุนให้ความสนใจจองซื้อเข้ามาเต็มจำนวนตั้งแต่วันแรก สะท้อนความเชื่อมั่นในฐานะหนึ่งในผู้นำธุรกิจวัตถุเจือปนอาหารคนและอาหารสัตว์รายใหญ่ของประเทศ มีชื่อเสียง และได้รับการยอมรับในวงการอุตสาหกรรมอาหารมายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ ขณะที่ ผลการดำเนินงานในช่วงที่ผ่านมาเติบโตอย่างมั่นคง แม้ภายใต้สถานการณ์วิกฤตโควิด และสงครามรัสเซีย-ยูเครน บริษัทฯ ยังคงความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นในระดับที่ดี เฉลี่ยอยู่ที่ระดับ 23% ในช่วงปี 2563 ถึง 9 เดือนแรกของปี 2565

รวมถึง การกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอ (IPO) จำนวน 25,000,000 หุ้น ไว้ที่ราคาหุ้นละ 26.25 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ประมาณ 22 เท่า ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม จึงมั่นใจว่า NTSC จะได้รับการตอบรับที่ดีในโอกาสเข้าซื้อขายเป็นวันแรกในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2566 ในหมวดธุรกิจเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

            ดร.พัชร์ เอกปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นิวทรีชั่น เอสซี จำกัด (มหาชน) หรือ NTSC กล่าวว่า ขอขอบคุณนักลงทุนที่เชื่อมั่นในศักยภาพและการเติบโตของ NTSC ทำให้การจองซื้อหุ้น IPO ในช่วงที่ผ่านมาประสบความสำเร็จ และสามารถระดมทุนได้ตามเป้าหมายที่บริษัทฯ วางไว้ โดยหลังจากนี้ บริษัทฯ จะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวนประมาณ 628.2 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง) ใช้สำหรับลงทุนโครงการในอนาคต ประกอบด้วย

โครงการผลิตสารกระตุ้นความน่ากินในสัตว์เลี้ยง (Palatability Enhancer Project) ซึ่งมีผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ IRR 30.5% และโครงการลงทุนเครื่องจักรสำหรับการผลิตสินค้า OEM และสินค้าประเภท Food preparation ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับ IRR 35.6% รวมทั้ง นำเงินไปใช้ชำระหนี้สินเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน และเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการ เพื่อรองรับโอกาสใหม่ๆ และการเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นไปตามกลยุทธ์ของบริษัทฯ มุ่งมั่นขยายธุรกิจแบบมีนวัตกรรมและสร้างสรรค์ โดยใช้จุดเด่นด้านประสบการณ์และความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทางอาหาร ความเชี่ยวชาญของบุคลากร พันธมิตรทางธุรกิจ และความแข็งแกร่งด้านการเงินของกลุ่มบริษัท รับเทรนด์ Future Food อีกทั้ง เจาะกลุ่มตลาดอาหารสัตว์เลี้ยง ซึ่งประเทศไทยส่งออกเป็น Top5 ของโลก

PQS กำหนดราคาไอพีโอ 6 บาท เสนอขาย 7-9 ก.พ. หวังนำเงินเสริมทัพธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง-ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

PQS กำหนดราคาไอพีโอ 6 บาท เสนอขาย 7-9 ก.พ. หวังนำเงินเสริมทัพธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง-ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

นายสมยศ ชาญจึงถาวร (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานกรรมการบริหาร และ นายรัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร (กลาง) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS นายเสกสรรค์ ธโนปจัย (ที่ 4 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน และนายธีรฉัตร ศิลปสนธยานนท์ (ที่ 3 จากซ้าย)  ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้น PQS ร่วมพิธีลงนามและแต่งตั้งผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน โดยกำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 6 บาทต่อหุ้น พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นในระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2566 โดยคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายในเดือน กุมภาพันธ์ นี้

ทั้งนี้ PQS จะเปิดเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 170 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.37% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

สำหรับการเสนอขายหุ้น บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งร่วมกับผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 5 ราย ดังนี้ 1. บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน), 2. บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), 3. บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), 4. บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

SMT ส่งซิกงบปี 65 โตโดดเด่น ยิ้มรับกำไรโตทะลุเป้าหมายถึง 10% และสูงกว่ากำไรปี 64 ถึงกว่า 50%

SMT ส่งซิกงบปี 65 โตโดดเด่น ยิ้มรับกำไรโตทะลุเป้าหมายถึง 10% และสูงกว่ากำไรปี 64 ถึงกว่า 50%

SMT หรือ บมจ.สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ที่กำลังมาแรง ยังคงมีข่าวดีให้อัปเดตกันอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแหล่งข่าวในวงการแอบกระซิบ  ส่งข่าวดีว่าแนวโน้มผลประกอบการปี 65 ที่กำลังปิดงบอย่างสวยงาม คาดกำไรทะลุเป้า ถึง 10% ทำนิวไฮสูงกว่าทุกปีที่ผ่านมา ตัวเลขคร่าวๆกว่า  300 ล้านบาท และกำไร สูงกว่าปี 64 กว่า 50% กันเลยทีเดียว ขณะที่ปัจจุบันออเดอร์ยาวเหยียด ทั้งจากลูกค้าปัจจุบัน และลูกค้าใหม่ พร้อมเป้ารายได้ปี 66 คาดจะเติบโต 30% หรือแตะระดับกว่า 4,000 ล้านบาท จากปี 65 ที่ผ่านมา และมีกำไรขั้นต้น (Gross margin) ไม่ต่ำกว่า 20% เนื่องจากยอดขายสินค้าทุกกลุ่มเติบโตต่อเนื่องทั้งกลุ่ม PCBA & Box Build, Optics และ IC Packaging  ชูกลยุทธ์ขยายฐานลูกค้าที่มีอยู่พร้อมกระจายตลาดไปในทุกเซกเมนต์ สร้างความแตกต่างจากรายอื่น โดยนำเสนอสินค้าและเทคโนโลยีให้ตรงกับผลิตภัณฑ์ของลูกค้าในกลุ่มไฮเอนด์มากขึ้น รวมถึงขยายฐานลูกค้าทั้งเก่าและใหม่

MEB ฮอต! ผู้จองซื้อแห่ให้ความสนใจ

MEB ฮอต! ผู้จองซื้อแห่ให้ความสนใจ

บมจ.เมพ คอร์ปอเรชั่น (MEB) ฮอตไม่หยุดฉุดไม่อยู่จริงๆ หลังประกาศเปิดจองซื้อหุ้นในวันที่ 3 ก.พ. และ 6 - 7 ก.พ. 2566 จำนวนไม่เกิน 75.5 ล้านหุ้น ที่ราคา 28.50 บาท/หุ้น ที่พิจารณาจากการ Bookbuild ของนักลงทุนสถาบัน แว่วๆ มาว่าแค่วันแรกที่เปิดจองนักลงทุนต่างก็จ่อคิวขอเป็นเจ้าของหุ้น MEB กันแน่นสุดๆ เรื่องนี้ต้องยกความดีความชอบให้กับที่เอฟเอมือทอง “บล. บัวหลวง” ไปเลยคร่าาาาา ทางด้านผู้บริหารคนเก่ง “รวิวร มะหะสิทธิ์” ปลื้มใจ!! ผลตอบรับดีเกินคาด  ส่วนใครที่ยังไม่ได้จองหุ้นดีๆแบบนี้ รีบเลยจร้า..ขอเลยว่า คุณก็เป็นเจ้าของเมพได้นะคร๊าบบบบ

PQS เคาะราคาไอพีโอ 6 บาท เสนอขาย 7-9 ก.พ. พร้อมลงสนามเทรดกระดาน SET ภายในกุมภาฯนี้ หวังเสริมศักยภาพธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง-ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

PQS เคาะราคาไอพีโอ 6 บาท เสนอขาย 7-9 ก.พ. พร้อมลงสนามเทรดกระดาน SET ภายในกุมภาฯนี้ หวังเสริมศักยภาพธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง-ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ

            บมจ. พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช (PQS) ประกาศความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กำหนดราคาขาย IPO ที่ 6 บาทต่อหุ้น เปิดให้จองซื้อ 7-9 ก.พ. นี้ คาดเข้าเทรดกระดาน SET ภายในเดือน ก.พ. นี้ ชูจุดเด่นด้านการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมมันสำปะหลังที่มีความเชี่ยวชาญยาวนานกว่า 20 ปี พร้อมต่อยอดสู่ธุรกิจจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพเพื่อใช้ในโรงงานและจำหน่ายให้ กฟภ. หวังนำเงินระดมทุนเสริมทัพธุรกิจแป้งมันสำปะหลัง-ธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่มีแนวโน้มเติบโตสูง


            นายธีรฉัตร ศิลปสนธยานนท์ ผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นสามัญแก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ราคา 6 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาที่เหมาะสม สะท้อนพื้นฐานและศักยภาพการเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมการผลิตแป้งมันสำปะหลังรายใหญ่ของประเทศไทย พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้นในระหว่างวันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ 2566 โดยคาดว่าจะนำหุ้นเข้าจดทะเบียนและซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร หมวดธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม ภายในเดือน กุมภาพันธ์ นี้

ทั้งนี้ PQS จะเปิดขายหุ้น IPO จำนวน 170 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท คิดเป็น 25.37% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้

สำหรับ การเสนอขายหุ้น บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ซึ่งร่วมกับผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 5 ราย ดังนี้ 1. บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส  จำกัด (มหาชน), 2. บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), 3. บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), 4. บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และ 5. บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด

            นายสมยศ ชาญจึงถาวร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS ผู้ผลิตแป้งมันสำปะหลังชั้นนำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังกว่า 20 ปี เปิดเผยว่า การเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ  ของ PQS จะเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะทางการเงิน เพิ่มขีดความสามารถในการขยายธุรกิจ ขับเคลื่อนการเติบโตขององค์กร และส่งเสริมศักยภาพการขยายธุรกิจแป้งมันสำปะหลังและธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่มีแนวโน้มเติบโตสูง

“PQS มีความพร้อมสำหรับการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งประกอบด้วยธุรกิจผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง (Native Starch), แป้งมันสำปะหลังดัดแปร (Modified Starch) และแป้งแปรรูปอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ทั้งส่วนอุตสาหกรรมอาหาร (Food Grade) และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมแปรรูปอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาหาร (Industrial Grade) โดยจัดจำหน่ายทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (Biogas) เพื่อใช้ในโรงงาน และจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค” นายสมยศ กล่าว


            นายรัฐวิรุฬห์ ชาญจึงถาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีเมียร์ควอลิตี้สตาร์ช จำกัด (มหาชน) หรือ PQS เปิดเผยว่า เงินที่ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ จะใช้เป็นเงินลงทุน เพื่อสร้างโรงงานแป้งมันสำปะหลัง และลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าไบโอแก๊ส รวมถึงใช้เป็นทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน เพื่อให้สอดคล้องกับแผนเติบโตของบริษัทฯ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ ผลิตและจำหน่าย แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่ 1. ผลิตภัณฑ์แป้งมันสำปะหลัง (Tapioca) เป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหัวมันสำปะหลัง และ 2. การผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพ (Biogas) โดยงวด 9 เดือนแรกในปี 2565 มีสัดส่วนการผลิตและจำหน่ายแป้งมันสำปะหลัง และการผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพในสัดส่วน 98.53% และ 1.47% ตามลำดับ

สำหรับผลการดำเนินงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย (ปี 2562-2564) มีรายได้รวม 1,255.70 ล้านบาท, 1,282.05 ล้านบาท และ 2,254.03 ล้านบาทตามลำดับ และมีกำไรสุทธิ 65.75 ล้านบาท, 82.09 ล้านบาท และ 313.82 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่ผลการดำเนินงาน 9 เดือนในปี  2565 บริษัทฯ และบริษัทย่อย มีรายได้รวม 1,757.57 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 211.36 ล้านบาท สะท้อนถึงการเติบโตที่แข็งแกร่ง และยั่งยืน

             นายเสกสรรค์ ธโนปจัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟิน พลัส แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน เปิดเผยว่า จุดเด่นของ PQS คือ การสร้างความแตกต่างในผลิตภัณฑ์ ได้แก่ การผลิตแป้งมันสำปะหลังเกรดพรีเมี่ยม รวมถึง PQS  มีการขายแป้งมันสำปะหลังที่มีคุณภาพ เน้นการให้บริการที่รวดเร็วและทันท่วงที ตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าได้ตรงจุด สอดคล้องกับความสามารถในการหาลูกค้ารายใหม่และเพิ่มยอดขายสำหรับลูกค้าเดิม ช่วยสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้าในด้านคุณภาพและบริการ จึงสร้างคู่ค้าทางธุรกิจ เพื่อสร้างความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน รวมถึงการที่ PQS มีทีมผู้บริหารที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ในธุรกิจมาเป็นเวลานาน ทำให้สามารถต่อยอดการดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนและสร้างการเติบโตในด้านผลการดำเนินงานมาอย่างต่อเนื่อง

“PQS เป็นหุ้นในกลุ่มธุรกิจที่น่าสนใจ ซึ่งการกำหนดราคาไอพีโอเป็นราคาที่เหมาะสม สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งจากการเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตแป้งมันสำปะหลังกว่า 20 ปี และผลประกอบการที่โดดเด่น ทั้งในแง่รายได้และความสามารถในการทำกำไร รวมถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคตจากการลงทุนภายหลังการได้รับเงินระดมทุนจากไอพีโอครั้งนี้ จึงมั่นใจว่า PQS จะเป็นหลักทรัพย์ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน” นายเสกสรรค์ กล่าว

             นายเสกสรรค์  กล่าวทิ้งท้ายว่า กระแสตอบรับจากการนำเสนอข้อมูล (Roadshow) ให้กับนักลงทุนใน จ.ขอนแก่น และในกรุงเทพมหานคร ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก นักลงทุนประทับใจในรูปแบบการดำเนินธุรกิจ การเพิ่มศักยภาพการเติบโต การต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ๆ ที่สามารถนำพาบริษัทฯ ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

BBIK ผนึก BE8 รุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมจับตลาด Net Zero

BBIK ผนึก BE8 รุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมจับตลาด Net Zero

           2 ยักษ์ใหญ่ผู้นำ Digital Transformation “บลูบิค - เบริล 8 พลัส” ผนึกกำลังรุกเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech ลุยจับตลาด Net Zero ทั้งในและต่างประเทศ ชี้มีแนวโน้มเติบโตสูง เป็นเมกะเทรนด์โลก เผยมีมูลค่าตลาดในประเทศเฉียดพันล้าน ขณะที่ทั้ง 2 ซีอีโอมั่นใจศักยภาพแข่งขันระดับโลกได้ ระบุมีจุดแข็งคนละด้าน สามารถนำมาต่อยอดเสริมความแข็งแกร่ง สนับสนุนการเติบโตที่ยั่งยืน

           นายอภิเษก เทวินทรภักติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เบริล 8 พลัส จำกัด (มหาชน) หรือ BE8 เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ในการจัดตั้งบริษัทใหม่ในรูปแบบกิจการร่วมค้า (Joint Venture) โดยถือหุ้นฝ่ายละ 50% ของทุนจดทะเบียน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อดำเนินธุรกิจด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม หรือ Green Tech โดยมีขอบเขตในการให้คำปรึกษา รวมถึงให้บริการพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero Technology และการทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกในระดับองค์กร (Carbon Accounting) สำหรับกลุ่มธุรกิจสีเขียว (Green Business)

          นายอภิเษก กล่าวต่อว่า ธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาในด้าน Green Tech ถือเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มการเติบโตสูง โดยเฉพาะเรื่อง Net Zero และคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (Carbon Footprint) ซึ่งถือเป็นเมกะเทรนด์ของโลก ทำให้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้นำในการให้ความรู้ สร้างมาตรฐานในการวัดและประเมินผล รวมถึงออกกฎหมายต่างๆ เพื่อให้องค์กรที่เกี่ยวข้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นการสร้างโอกาสทางธุรกิจที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการสนับสนุนให้องค์กรสามารถบรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ได้

           ปัจจุบันภาคเอกชนเริ่มมีการตื่นตัวในการบริหารจัดการเรื่อง Net Zero อย่างจริงจัง ทำให้กลุ่ม BE8 มองเห็นโอกาสของธุรกิจการให้บริการและให้คำปรึกษาด้านนี้ จึงตัดสินใจร่วมทุนกับ บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยในปี ที่ผ่านมา มูลค่าตลาดบริการด้านเทคโนโลยีเพื่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (Green IT Services) ในประเทศไทย อยู่ที่ 960 ล้านบาท เติบโต 12% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคาดว่าอีก 2 ปีข้างหน้า มูลค่าตลาดจะเพิ่มเป็น 1,400 ล้านบาท โดยฐานลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทและองค์กรชั้นนำต่างๆ ในประเทศ ที่ต้องขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายของประเทศไทยเป็น Net Zero ในปี 2050

           “แม้ BE8 และ BBIK จะอยู่ในธุรกิจเดียวกัน แต่เราไม่ใช่คู่แข่งกัน ความร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้น และเราเชื่อว่าในอนาคตยังมีโอกาสที่จะได้ร่วมงานกันอีกหลายโปรเจกต์ เพื่อขับเคลื่อนทุกธุรกิจให้ล้ำหน้าด้วยเทคโนโลยี” นายอภิเษก กล่าว

            นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ BBIK ที่ปรึกษาด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันครบวงจร กล่าวว่า การผนึกกำลังของ 2 ผู้นำด้านดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันซึ่งมีความเชี่ยวชาญที่แตกต่างกันในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับทั้ง 2 องค์กร ในการแข่งขันกับบริษัทเทคฯ ระดับโลก และพร้อมเปิดประตูสู่การขยายธุรกิจด้าน Green Tech ที่ครอบคลุมทั้งการให้คำปรึกษา การพัฒนาและติดตั้งระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งปัจจุบันกระแสการพัฒนาองค์กรธุรกิจอย่างยั่งยืน หรือ ESG ได้กลายเป็นพันธกิจสำคัญขององค์กรชั้นนำระดับโลก ด้วยการปรับเปลี่ยนตนเองสู่องค์กรรักษ์โลก (Green Organization) เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจนี้ในประเทศไทยที่กระแสของการเปลี่ยนผ่านสู่องค์กรรักษ์โลก หรือ Carbon Footprint for Organization : CFO ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น

            “ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและปัญหาสิ่งแวดล้อม กำลังกดดันให้ภาคธุรกิจมุ่งสู่การเติบโตแบบยั่งยืน ด้วยการดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) จากเมกะเทรนด์นี้ ทำให้ บลูบิค และ เบริล 8 พลัส เห็นถึงโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยผลักดันให้ภาคธุรกิจสามารถบรรลุเป้าหมายการดำเนินนโยบาย ESG ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึ่งเราเชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่องค์กรรักษ์โลกด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีจะเป็นส่วนสำคัญในการสร้างสรรค์สังคมและประเทศชาติให้ดีขึ้น” นายพชร กล่าว

             บลูบิค และ เบริล 8 พลัส ยังเชื่อว่าความร่วมมือในครั้งนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ในการผสานจุดแข็งด้านดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชันของ 2 องค์กร เพื่อปูทางสู่การผลักดันเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ๆ ที่สามารถตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านองค์กรธุรกิจของลูกค้าให้สามารถรับมือกับเทรนด์และความท้าทายใหม่ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลได้ในที่สุด

TMI รับอานิสงส์จากค่า Ft

TMI รับอานิสงส์จากค่า Ft

               TMI มีเฮ! หลัง COD โรงไฟฟ้าชีวภาพ ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2565 มีแต่ได้กับได้ ล่าสุด ได้รับอานิสงส์จากอัตราค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) พุ่งขึ้น! แถมยังสามารถวางแผนสร้างคาร์บอนเครดิตขายต่างชาติได้ด้วย แว่วมาว่า บางประเทศขายคาร์บอนเครดิตได้ 70 ยูโร/ตัน และมีบางประเทศขายได้สูงถึง 100 บาท/ตัน ตรงนี้ถ้า TMI ทำได้สำเร็จ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะ “เป๋าตุง” สักแค่ไหน

               และเมื่อเร็ว ๆ นี้ สองพี่น้อง “ธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ และ “ธีรศักดิ์ ประสิทธิ์รัตนพร” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI ได้ควงแขนให้ข้อมูลโรงไฟฟ้าชีวภาพ ด่านช้าง จ.สุพรรณบุรี แก่นักลงทุนชาว จ.นครสวรรค์ ในโอกาสเข้าเยี่ยมชม เพื่อเห็นถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พร้อมยังแจ้งข่าวดีด้วยว่า โรงไฟฟ้าแห่งใหม่นี้ สามารถคืนทุนไวกว่ากำหนดหลายปีทีเดียวเชียว!

DRT ลงนามสัญญาสนับสนุนทางการเงินโดย EXIM BANK เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องคอนกรีต

DRT ลงนามสัญญาสนับสนุนทางการเงินโดย EXIM BANK เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องคอนกรีต

          นายสาธิต สุดบรรทัด (ที่ 5 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และคณะผู้บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ร่วมพิธีลงนามในสัญญาสนับสนุนทางการเงินร่วมกับ ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร (ที่ 4 จากซ้าย)  กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ในโอกาสที่ DRT ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการจาก EXIM BANK วงเงินรวม 400 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ขยายการลงทุนสายการผลิตกระเบื้องคอนกรีต (CT-6) ที่โรงงานจังหวัดสระบุรี ซึ่งจะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอีก 100,000 ตันต่อปี คาดว่าจะแล้วเสร็จสามารถเดินเครื่องจักรเชิงพาณิชย์ได้ภายในครึ่งปีแรกของปี 2567 เพื่อสนับสนุนการเติบโต ณ สำนักงาน EXIM BANK

สิวารมณ์ “SVR” ปลื้ม นักลงทุนแห่จองซื้อ IPO ล้นหลาม สะท้อนการเป็นหุ้น High Growth และ High Return จ่อลั่นระฆังเทรดตลาด เอ็ม เอ ไอ 8 ก.พ.นี้

สิวารมณ์ “SVR” ปลื้ม นักลงทุนแห่จองซื้อ IPO ล้นหลาม สะท้อนการเป็นหุ้น High Growth และ High Return จ่อลั่นระฆังเทรดตลาด เอ็ม เอ ไอ 8 ก.พ.นี้

            บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท “SVR” ปลื้มนักลงทุนสนใจแห่จองซื้อหุ้น IPO SVR ล้นหลาม สะท้อนการเป็นหุ้น High Growth และ High Return โชว์ผลงาน 3 ปีย้อนหลังโตต่อเนื่อง ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 65 มีรายได้รวม 532.45 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิแล้ว 35.99 ล้านบาท พร้อมชูจุดแข็งเหนือคู่แข่ง 3 ข้อ “หมุนรอบเร็ว(Quick turnover), ก่อสร้างเร็ว - ขายเร็ว - ส่งมอบเร็ว, คุ้มค่า (Premium Economy)” ส่งสัญญาณเป็นหุ้นเล็กมีโอกาสเติบโตอีกมาก พร้อมลงสนามเทรดเทรดตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) 8 ก.พ. 2566

             นายรณฤทธิ์  ฐิติสุริยารักษ์ กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงินอาวุโส บริษัท สิวารมณ์ เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ “SVR” เปิดเผยว่า บริษัทฯ ขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโตของ SVR โดยการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการขยายธุรกิจ เพื่อเพิ่มศักยภาพและโอกาสการต่อยอดการพัฒนาโครงการในอนาคต ให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล สู่การปูทางสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯเพื่อก้าวสู่การเติบโตในระดับ High Growth ได้อย่างมั่นคงยั่งยืนในระยะยาว

             การที่นักลงทุนเข้ามาแสดงความสนใจจองซื้อหุ้นเข้าพอร์ตแบบล้นหลาม สะท้อนถึงความเชื่อมั่นว่า SVR เป็นหุ้น High growth (หุ้นที่มีอัตราการเติบโตสูง) ขณะเดียวกันก็เป็นหุ้น High Return (หุ้นที่มีผลตอบแทนสูง) ด้วยเช่นกัน เห็นได้จากในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ภายใต้วิกฤตเศรษฐกิจจากโควิด-19 แต่ SVRก็สามารถสร้างปรากฏการณ์ โดยอัตราการเติบโตของรายได้เฉลี่ยสูงกว่า 30% ต่อปี ซึ่งเติบโตสวนกระแส เศรษฐกิจ ดังนั้นจึงมองว่าจากปัจจัยดังกล่าว จึงทำให้นักลงทุนชื่นชอบและเขามาลงทุนในหุ้น SVR

              “ด้วยวิสัยทัศน์การขับเคลื่อนองค์กร สู่การตั้งเป้าก้าวเป็นหนึ่งในผู้นำพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำแบบ Premium Economy เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน การเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯครั้งนี้ เป็นการเปิดโอกาสในการหาแหล่งเครื่องมือทางการเงินให้กับบริษัทฯ และยังดึงกลุ่มนักลงทุนได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการต่อยอดความสำเร็จเพื่อเติบโตไปพร้อม ๆ กับSVR ”

              ทั้งนี้ จุดแข็งซึ่งเป็นหัวใจหลักของ SVR อาทิ 1.พัฒนาโครงการที่หมุนรอบเร็ว หรือ Quick turnover โดยการใช้กลยุทธ์วิเคราะห์ทำเลตั้งแต่ ในการเลือกซื้อที่ดิน ประกอบกับในแต่ละโครงการมีขนาดที่ดินต่อโครงการไม่เกิน 50 ไร่ ทำให้สามารถกระจายการพัฒนาโครงการได้ในหลากหลายพื้นที่ ซึ่งมีความเหมาะสมกับความต้องการและไม่เกิดอุปทานส่วนเกิน ส่งผลให้โครงการของเราสามารถขายได้หมดภายใน 1 ถึง 3 ปี ซึ่งจากปัจจัยดังกล่าวทำให้ SVR สามารถหมุนรอบในการทำการขายได้เร็ว

  1. ก่อสร้างเร็ว - ขายเร็ว - ส่งมอบเร็ว เนื่องจากบริษัทฯ ใช้วิธีก่อสร้างด้วยระบบ Precast (พรีคาสท์) เพื่อจะลดระยะเวลาในการก่อสร้าง ทำให้การจ่ายดอกเบี้ยกู้ก่อสร้างมีระยะเวลาสั้นลง ต้นทุนการก่อสร้างของบริษัทฯ ลดลง ส่งผลให้บริษัทมีอัตราการทำกำไรที่ดี ขณะที่ราคาวัสดุก็สามารถล็อกไว้ได้จากจำนวนการก่อสร้างที่มากขึ้น ทำให้บริษัทฯ มีอำนาจในการต่อรองราคาวัสดุกับ Suppliers (ซัพพลายเออร์)

              และ 3. “คุ้มค่า” Premium Economy โดยบ้านทุกหลังที่ส่งมอบลูกค้าสัมผัสได้ถึงมีความคุ้มค่า โดยทุกโครงการของ SVR สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่ต้องการที่อยู่อาศัยจริง (Real Demand) ภายใต้ความคุ้มค่าน่าอยู่ เพราะนอกจากระดับราคาบ้านที่จับต้องได้ ในทุกรูปแบบราคา 1 ถึง 7 ล้านบาทแล้ว ผู้บริโภคยังได้ที่อยู่อาศัยในระดับพรีเมียม บนพื้นฐานของราคาบ้านที่ประหยัด และตอบโจทย์ทุก Lifestyle ทุก Generation มากที่สุด

             “การเติบโตแบบ High Growth ด้วยการประกอบธุรกิจที่แตกต่าง ทั้งการก่อสร้างที่เร็ว การขายที่เร็ว และการโอนที่เร็ว จะส่งผลต่องบการเงินของบริษัทฯที่สะท้อนถึงการหมุนรอบเร็ว (Quick turnover)  ได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน SVR ยังเน้นสร้างบ้านแบบ Premium Economy ด้วยการให้ลูกค้าสัมผัสได้ถึงความคุ้มค่าในระดับพรีเมียม ประกอบกับเป็นกลุ่มลูกค้า Real Demand ดังนั้น จึงทำให้บริษัทฯ เติบโตส่วนทิศทางเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา และบริษัทฯ ยังมั่นใจว่าในอนาคตจะสามารถสร้างการเติบโตได้ในทิศทางเดียวกับอดีตที่ผ่านมาได้ เนื่องจาก SVR เป็นหุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีขนาดเล็ก จึงมีโอกาสการเติบโตได้อีกมาก และเชื่อว่าหากนักลงทุนได้ลงทุนใน SVR ก็จะได้รับผลตอบแทนที่ดี ในอนาคตด้วยเช่นกัน”

              นายกิตติพันธ์ ภูษณวรรณ กรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด ในฐานะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม ( Joint Lead Underwriter ) บมจ.สิวารมณ์ เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า หลังจากการเปิดขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 130 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 2.20 บาท ระหว่างวันที่ 31 ม.ค.- 2 ก.พ. 2566 ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหุ้น SVR ได้รับความสนใจจากนักลงทุนซื้อหุ้นอย่างล้นหลาม จากความเชื่อมั่นในการเติบโตของธุรกิจ พร้อมทั้งวิสัยทัศน์การบริหารธุรกิจภายใต้กลยุทธ์การบริหารจัดการต้นทุน การสร้างบ้านที่มีความคุ้มค่าให้กับลูกค้า และความ สามารถรับรู้รายได้จากการโอนได้อย่างรวดเร็ว

             ขณะเดียวกัน สำหรับเม็ดเงินที่ SVR ได้จากการระดมทุนในครั้งนี้ คิดเป็นจำนวน 286 ล้านบาท บริษัทฯ จะนำไปลงทุนเพื่อต่อยอดการพัฒนาโครงการในอนาคต ให้ครอบคลุมเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อขับเคลื่อนทุกโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในขณะนี้ สู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับบริษัทฯ ภายใต้การวางยุทธ์ศาสตร์ทางธุรกิจ ให้สอดรับกับแนวคิด “Best Smart Living” 1.) Smart Location ทำเลที่ตั้งต้องเดินทางสะดวก ใกล้แหล่งสาธารณูปโภคขนาดใหญ่ และใกล้รถไฟฟ้า 2.) Smart Space การออกแบบพื้นที่ใช้สอยที่นำเอาความต้องการของผู้อยู่อาศัยมาเป็นที่ตั้ง เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยได้ใช้พื้นที่ภายในบ้านได้อย่างคุ้มค่าและลงตัว 3.) Smart Value ราคาบ้านที่ลูกบ้านจ่ายไปต้องได้รับความคุ้มค่าอย่างสูงสุด และ 4.) Smart Home นำนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาตอบโจทย์ Lifestyle เพื่อการใช้ชีวิตของลูกบ้านให้สะดวกสบาย จากปัจจัยดังกล่าวจึง ส่งผลให้กลุ่มนักลงทุนให้ความเชื่อมั่นในการเข้ามาลงทุนในหุ้น SVR จนสะท้อนถึงความต้องการที่ล้นหลาม โดย SVR จะเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2566 นี้

             ขณะที่ นายธีรศักดิ์ ทวีปิยมาภรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวเพิ่มเติมในฐานะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายร่วม(Joint Lead Underwriter) ว่า หลังจากนี้เชื่อว่าหุ้น SVR จะเป็นที่จับตาของกลุ่มนักลงทุน ในฐานะหุ้นอสังหาริมทรัพย์ IPO น้องใหม่ไฟแรง พร้อมทั้งมองว่าภายหลังการเข้าจดทะเบียนในครั้งนี้ จะเป็นการเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่งทางการเงิน และความน่าเชื่อถือให้กับบริษัทฯ มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันบริษัทฯ มีนโยบายบริหารจัดการอัตราหนี้สินต่อทุน ภายหลัง IPO ให้อยู่ในระดับไม่เกิน 2 : 1 เท่า หนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งให้กับ SVR ประกอบกับจุดขายภายใต้แนวคิด Best Smart Living ซึ่งเป็นจุดแข็งทั้งแบบบ้าน ทำเลที่มีศักยภาพการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยภายในบ้าน และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี ในราคาขายที่คุ้มค่า โดยนับตั้งแต่ปี 2019 – ปัจจุบัน มีการพัฒนาโครงการแล้ว 9 โครงการ และมีความหลากหลายในทุกพื้นที่ อาทิ จังหวัดสมุทรปราการ บริเวณพื้นที่บางปู, ทำเลนิคมอุตสาหกรรม อย่าง ชลบุรีและระยอง รวมถึงอยู่ระหว่างการขยายไปในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมากขึ้น ดังนั้นในอนาคตมองว่า SVR มีศักยภาพการเติบโตสูง จึงมั่นใจว่าหุ้น SVR จะไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวังอย่างแน่นอน

            ด้านนายเอกจักร บัวหภักดี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคปปิตอล วัน พาร์ทเนอร์ จำกัด กล่าว ในฐานะบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินว่า ด้วยระดับราคาที่เสนอขาย 2.20 บาทต่อหุ้น คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E Ratio) ที่ 13.93 เท่า เทียบจากผลการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ 1 ต.ค. 64 - 30 ก.ย. 65 จากการมีโครงการที่รับรู้รายได้เพิ่มขึ้นต่อเนื่องทุก ๆ ปี ประกอบกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจของ SVR ดังนั้นจึงมองว่าการที่หุ้น SVR กระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนถือว่าเป็นการส่งสัญญาณที่ดีต่อบริษัทฯ ที่ทำให้ขยายฐานกลุ่มนักลงทุนใหม่ ๆ เข้ามาลงทุนในหุ้น SVRเพิ่มขึ้นในอนาคต ที่สำคัญจากนโยบายในการจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการนั้น ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ยังไม่มีการจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้น ดังนั้นปัจจัยดังกล่าวอาจจะเป็นข่าวดีสำหรับนักลงทุนที่เข้ามาลงทุนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ด้วยปัจจัยฟื้นฐานที่ดี ประกอบกับดีมานด์ความต้องการที่อยู่อาศัยแนวราบที่ขยายตัวเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งตอกย้ำให้เห็นถึงแนวโน้มการเติบโต SVR ในอนาคต ที่จะเติบโตสู่ระดับ High Growth อย่างต่อเนื่อง

MFC ส่ง “MUBOND” เปิดทางลงทุนตราสารหนี้คุณภาพสูง ในตลาดสหรัฐฯ พร้อม IPO 6 – 14 ก.พ.นี้!

MFC ส่ง “MUBOND” เปิดทางลงทุนตราสารหนี้คุณภาพสูง ในตลาดสหรัฐฯ พร้อม IPO 6 - 14 ก.พ.นี้!

              บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ “MFC” ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหารจัดการกองทุนคุณภาพทั้งในและต่างประเทศ เตรียมเปิดโอกาสการลงทุนครั้งใหม่ในตลาดตราสารหนี้สหรัฐอเมริกา เสนอขาย ‘กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ยูเอส แอกกริเกท บอนด์ ฟันด์’ หรือ ‘MUBOND’ ลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพสูงในประเทศสหรัฐอเมริกา ในจังหวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว พร้อม IPO 6 - 14 กุมภาพันธ์ นี้

            นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บลจ.เอ็มเอฟซี กล่าวถึงโอกาสการลงทุนในกองทุน MUBOND ว่า “ในสภาวะที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวและเกิดปัญหาอุปทานตึงตัวที่เริ่มผ่อนคลาย สิ่งที่ตามมา คือ เงินเฟ้อเพิ่มขึ้นในอัตราที่ลดลง การลงทุนใน US High Quality Fixed Income หรือตราสารหนี้สหรัฐที่มีคุณภาพสูง ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากมีคุณภาพเครดิตสูง และให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ”

            กรรมการผู้จัดการกล่าวว่า “ในเดือนธันวาคมปี 2565 ที่ผ่านมา มีสัญญาณของอัตราเงินเฟ้อที่ชะลอตัวลงอยู่ที่ +6.5% YoY ซึ่งมีโอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะชะลอการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ดังนั้น ตลาดตราสารหนี้จะมีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการคัดเลือกหลักทรัพย์แบบ Bottom-Up และสอดคล้องกับทิศทางดอกเบี้ยของสหรัฐฯ  มากกว่า นอกจากนี้ บลจ.เอ็มเอฟซียังมองว่า โอกาสได้ Upside หากเศรษฐกิจเผชิญภาวะถดถอย ซึ่งจะทำให้ Bond Yield ลดลง และ High Quality Bond มีราคาสูงขึ้นอีกด้วย”

            กองทุนเปิดเอ็มเอฟซี ยูเอส แอกกริเกท บอนด์ ฟันด์ หรือ MUBOND เป็นกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศ ประเภท Feeder Fund มีนโยบายลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว คือ JPMorgan Funds - US Aggregate Bond Fund ซึ่งมีนโยบายกระจายการลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐ 4 กลุ่มย่อยที่มีคุณภาพ ได้แก่ US Core, Agency MBS, Securitized Credit และ Corporate Credit ที่มีคุณภาพสูงด้วยเครดิตเรตติ้งเฉลี่ย AA (ณ ธันวาคม 2565) ซึ่งทำให้กองทุนมีความเสี่ยงเครดิตต่ำ บริหารจัดการโดย JP Morgan Asset Management บริษัทจัดการลงทุนระดับโลกที่มีประสบการณ์ยาวนาน โดยกองทุน MUBOND มีความเสี่ยงอยู่ในระดับ 4   ทั้งนี้ กองทุนรวมมีการแบ่งชนิดหน่วยลงทุนเป็น 2 ชนิด ดังนี้ 1.) ชนิดจ่ายเงินปันผล (MUBOND-D) สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการรับผลตอบแทนจากเงินปันผล และ 2.) ชนิดสะสมมูลค่า (MUBOND-A) สำหรับผู้ลงทุนทั่วไปที่ต้องการรับรายได้จากส่วนต่างการลงทุน ซึ่งกองทุนจะนำผลประโยชน์จากการลงทุนไปลงทุนต่อ โดยผู้ลงทุนสามารถซื้อขั้นต่ำครั้งแรกและครั้งถัดไปเพียง 1,000 บาท

           ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน กองทุนไม่ได้ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนทั้งจำนวนอาจขาดทุนหรือได้รับกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนและ/หรือได้รับเงินคืนตํ่ากว่าเงินลงทุนเริ่มแรก ผู้ลงทุนสามารถขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจเอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชนโทรศัพท์ 0-2649-2000 ติดต่อฝ่ายวางแผนการลงทุน กด 2 หรือ Contact Center กด 0 สาขาแจ้งวัฒนะ โทร.0-2835-3055-57 สาขาปิ่นเกล้า โทร0-2014-3150-2 สาขาขอนแก่น โทร.043-204-014-16 สาขาเชียงใหม่ โทร0-5321-8480-82 สาขาระยอง โทร033-100-340 สาขาหาดใหญ่ โทร074-232-324 - 25 หรือที่ www.mfcfund.com