TKC แรงรับยุคดิจิทัลโซลูชั่น พร้อมเทรด SET 17 ม.ค.นี้ โบรกฯ มองปี 65 โตฉุดไม่อยู่ หลังตุน Backlog กว่า 2.3 พันลบ.

TKC แรงรับยุคดิจิทัลโซลูชั่น พร้อมเทรด SET 17 ม.ค.นี้ โบรกฯ มองปี 65 โตฉุดไม่อยู่ หลังตุน Backlog กว่า 2.3 พันลบ.

 TKC  กระแสแรงเกินต้าน พร้อมเทรดตัวแรกของปีใน SET 17 มกราคมนี้ หลังผลตอบรับการจองซื้อหุ้น IPO ล้นชนิดที่เรียกว่าผู้บริหารปลื้มสุดๆ หลังได้แรงหนุนจากนักลงทุนที่เชื่อมั่นบริษัทฯ ได้อานิสงส์เทรนด์ขาขึ้นยุคเทคโนโลยีดิจิทัล เงินที่ได้จากการระดมทุนใช้เดินหน้าขยายธุรกิจ ปักธงหนึ่งในผู้นำโครงการรับเหมาแบบเบ็ดเสร็จในระบบโทรคมนาคม และไอซีที รวมทั้ง ระบบคลาวด์ Smart Solutions และ Cyber Security ที่กำลังเติบโตก้าวกระโดด ด้านโบรกฯ มองหุ้นน้องใหม่ TKC เนื้อหอมฟุ้ง เพราะอยู่ในธุรกิจที่เป็นเทรนด์ของโลก และมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ณ Q3/64 ตุน Backlog ในระดับสูงราว 2,346 ล้านบาท  ยังไม่รวม Q4/64 ที่ได้งานเพิ่มใส่กระเป๋า มองปี 65 ติดปีกหลัง IPO อัพฐานทุนเสริมแกร่งการเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ โบรกแนะช่วงราคาเหมาะสม TKC  28 - 30.50 บาท

นายสยาม เตียวตรานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ TKC กล่าวว่า บริษัทฯ พร้อมเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 17 มกราคม 2565 นี้ โดยใช้ชื่อย่อ “TKC” มั่นใจว่าจะเป็นหนึ่งในหุ้นน้องใหม่ที่เข้าซื้อขายใน SET ที่ได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน โดยศักยภาพในธุรกิจให้บริการรับเหมา ออกแบบ วางระบบ จัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง ทดสอบ และบำรุงรักษาระบบงานวิศวกรรมในสายงานระบบโทรคมนาคม ระบบสื่อสารข้อมูล และระบบความปลอดภัยสาธารณะ ที่มีความเชี่ยวชาญเกือบ 20 ปี พร้อมวางกลยุทธ์มุ่งสู่การเป็นที่หนึ่งในธุรกิจดิจิทัลโซลูชั่น ครอบคลุมด้านโทรคมนาคมและไอซีที มุ่งเน้นธุรกิจที่เป็นเมกะเทรนด์ในอนาคต เช่น ธุรกิจระบบ Smart Solutions, Smart Logistics  ธุรกิจ Cyber Security โฟกัสที่อินฟราสตรัคเจอร์ ระบบคลาวด์แบบไฮบริด อุปกรณ์โดรน ที่เกี่ยวกับสมาร์ทฟาร์มมิ่ง โดรนที่เกี่ยวกับโลจิสติกส์ ทำแผนที่ โดยตั้งเป้าหมายจะเป็นผู้นำด้านเหล่านี้ในอีก 1-3 ปีข้างหน้า
ขณะที่ในปี 2565 นี้ คาดว่าจะเป็นอีกปีที่ TKC สามารถทำผลงานได้อย่างโดดเด่น จากภาพรวมงานประมูลที่จะออกมาประมาณ 10,000 ล้านบาท และจาก Backlog ไตรมาส 3/64 สูงราว 2,346 ล้านบาท ยังไม่นับรวมไตรมาส 4/64 ที่ได้ประมูลงานใหม่เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งเงินที่ได้จากการเสนอขายหลักทรัพย์ราว 1,404 ล้านบาท จะนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบธุรกิจ สนับสนุนฐานทุนให้แข็งแกร่งขึ้น ทำให้มีความพร้อมในการเข้าไปประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ และการรับรู้รายได้ต่อเนื่องภายในปี 2565-2566
น.ส.เดือนพรรณ ลีลาวิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไพโอเนีย แอดไวเซอรี่ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า TKC เป็นธุรกิจที่มีความน่าสนใจอย่างมาก เนื่องจากอยู่ในเทรนด์อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโต ได้รับอานิสงส์จากนโยบายการลงทุนของรัฐบาลและเอกชน ที่มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาขับเคลื่อนธุรกิจและการพัฒนาประเทศ บริษัทฯ ยังมีจุดแข็งจากความเชี่ยวชาญของผู้บริหาร และทีมงาน ส่งผลให้ได้รับความไว้วางใจดูแลงานโครงการรับเหมาแบบเบ็ดเสร็จจากพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งภาครัฐ และเอกชน รวมไปถึงกลุ่มเจ้าของผลิตภัณฑ์โครงข่ายและรับเหมาโทรศัพท์เคลื่อนที่ในประเทศ เช่น Huawei, BBTEC, ZTE, Ericsson, Nokia เป็นต้น ซึ่งกลุ่มลูกค้าเหล่านี้มีแผนจะประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสของ TKC เข้าไปมีส่วนร่วมในความสำเร็จ และจะเป็นหุ้นน้องใหม่ที่อยู่ในความสนใจของนักลงทุนในระยะยาว
ด้าน นายวรนันท์ ถาวรนันท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ คิงส์ฟอร์ด จำกัด ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย กล่าวว่า หุ้นอนาคตไกลแบบ TKC มีปัจจัยพื้นฐานโดดเด่น เป็นอีกลักษณะหุ้นที่นักลงทุนกำลังมองหา ทำให้การเสนอขาย IPO ของ TKC ในช่วงที่ผ่านมาจำนวน 78 ล้านหุ้นประสบความสำเร็จ โดยกำหนดราคาหุ้นละ 18 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) เท่ากับ 17.54 เท่า เป็นระดับราคาที่น่าสนใจ นับเป็นอีกบริษัทน้องใหม่ IPO ที่เนื้อหอมตั้งแต่วันแรกที่เปิดจองซื้อ และมีผู้แสดงความสนใจเกินกว่าจำนวนที่จัดสรร
“ปี 2565 มองว่า TKC พร้อมเติบโตได้อย่างมีนัยสำคัญ จากการทยอยส่งมอบงานในมือ (Backlog) ที่แข็งแกร่ง หลังโครงการต่างๆ เริ่มฟื้นตัว และอั้นมาจากสถานการณ์โควิดในปี 2564 ที่ผ่านมา รวมทั้งนโยบายการลงทุนตามแผนการพัฒนาไปสู่เศรฐกิจดิจิทัล และการเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 เทคโนโลยีเข้ามาพลิกโฉมภาคอุตสาหกรรมครั้งใหญ่เป็น Global megatrend โดยเฉพาะหลังได้รับผลกระทบของ COVID-19 ทำให้มีการก่อสร้างระบบเครือข่ายและอุปกรณ์สื่อสารชนิดต่างๆ เพื่อรองรับการใช้งานที่เพิ่มขึ้น และเป็นโอกาสของ TKC ในการจัดหาอุปกรณ์ ติดตั้ง วางระบบเครือข่ายโทรคมนาคม และความปลอดภัยสาธารณะ ได้รับอานิสงส์การเติบโตในครั้งนี้เช่นกัน ด้านบทวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ มอง TKC มีความโดดเด่น และน่าจับตามอง ประเมินช่วงราคาเหมาะสมอยู่ที่ 28.00 - 30.50 บาท” นายวรนันท์กล่าว

“ยืมมั้ย” ผนึก “บิทคับ เชน” ทุ่ม 500 ล้านบาท เปิดตัวเหรียญ YES พร้อมแพลตฟอร์มเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในไทย

"ยืมมั้ย" ผนึก "บิทคับ เชน" ทุ่ม 500 ล้านบาท เปิดตัวเหรียญ YES พร้อมแพลตฟอร์มเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในไทย

“ยืมมั้ย” (Yuemmai) ผู้ให้บริการด้านสินค้าไอที โทรคมนาคม การเงินดิจิทัล และเทคโนโลยี เขย่าวงการ คริปโทฯเมืองไทย จับมือ บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี (BitKub Blockchain Technology) ผู้สร้างและดำเนินการ Bitkub Chain เครือข่าย Blockchain ที่ได้รับความนิยมของไทย ทุ่ม 500 ล้านบาท เปิดตัว YES” (เยส) โทเคนใหม่ล่าสุด พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์ม "ยืมมั้ย.digital" ให้บริการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้ครั้งแรกในประเทศไทย

นายสุทธิเกียรติ กิตติภัทรากุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยืมมั้ย (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ได้เปิดตัวเหรียญ YES ซึ่งเป็นความร่วมกับมือกับ บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด รวมถึงพันธมิตรสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีแถวหน้าของประเทศไทยอย่าง บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด และ บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด โดยเล็งเห็นว่า เหรียญ YES คือก้าวแรกของการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้ในการพัฒนาระบบการตลาดของ “ยืมมั้ย” เพื่อเชื่อมความสัมพันธ์และมอบผลตอบแทนให้กับลูกค้ายืมมั้ย ที่อยู่ใน Ecosystem ภายใต้ร่มของ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” ได้แก่ เครดิตซิม, ยืมมั้ย  Finance, ยืมมั้ย Online, และ ยืมมั้ย Blockchain โดยลูกค้าและผู้ใช้บริการของ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” จะได้รับรางวัลเป็นเหรียญ YES เพื่อนำไปใช้ค้ำประกันการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลบนแพลตฟอร์ม "ยืมมั้ย.digital" ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการให้เช่าสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรกในประเทศไทย เพื่อสร้างโอกาสในการลงทุนในโลกดิจิทัลได้ง่ายยิ่งขึ้น

"การเงินดิจิทัลที่สามารถเข้าถึงได้โดยการนำเทคโนโลยีสมาร์ทคอนแทรคอัจฉริยะ จะช่วยในการให้บริการสินเชื่อ และการซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าได้ง่ายขึ้น เราจึงมุ่งมั่นขับเคลื่อนการพัฒนาแพลตฟอร์มการจัดจำหน่ายและการให้บริการที่มีความยืดหยุ่น โดยอาศัยนวัตกรรมโครงสร้างพื้นฐานทางด้านดิจิทัล โดยมั่นใจว่า เหรียญ YES จะเชื่อมโยงประสบการณ์ลูกค้าจากหลายช่องทางเข้าด้วยกัน และมอบเป็นรางวัลที่คุ้มค่าให้กับลูกค้าอย่างแน่นอน" นายสุทธิเกียรติกล่าว

เหรียญ YES เป็นโทเคนที่ได้รับการรับรองโดย บิทคับ เชน (Verified by BitKub Chain) เกิดขึ้นจากความตั้งใจที่ “ยืมมั้ย” อยากมอบรางวัลตอบแทนแก่ลูกค้า โดยลูกค้ายืมมั้ยจะได้รับเหรียญ YES หลังจากใช้บริการหรือซื้อสินค้าจากธุรกิจในเครือ “ยืมมั้ย โฮลดิ้ง” เป็นประจำทุกเดือน (ตั้งแต่ 14 กุมภาพันธ์เป็นต้นไป) จากนั้นลูกค้าสามารถใช้เหรียญ YES มาใช้ค้ำประกันเพื่อเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลได้บนแพลตฟอร์ม "ยืมมั้ย.digital" ซึ่งเปรียบเสมือนเป็นมาร์เก็ตเพลสออนไลน์ของค่ายสกุลเงินดิจิทัลต่าง ๆ ที่เข้ามาเป็นพาร์ทเนอร์ โดยเหรียญสกุลแรกที่จะเปิดให้เช่า คือ KUSDT (เหรียญในตระกูล BitKub Next) ตามมาด้วยสกุลเงินดิจิทัลมากกว่า 6 สกุล ที่รู้จักกันอย่างดีบนกระดานเทรดคริปโทเคอร์เรนซี

ค่าเช่าคิดเป็นร้อยละ 30 ต่อปีของมูลค่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่เช่าไป ผ่านการพิจารณาจำนวนเช่าสินทรัพย์ดิจิทัลที่ผู้เช่าสามารถเช่าได้ด้วย ระบบ Credit Scoring ซึ่งเป็นผลงานการพัฒนาของ บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด สตาร์ทอัพผู้พัฒนาแอปพลิเคชันผลิตภัณฑ์ทางการเงินบนมือถือที่ได้รับใบอนุญาตพิโกไฟแนนซ์จากกระทรวงการคลัง ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) มาวิเคราะห์ข้อมูลที่แม่นยำและทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์การสมัครสินเชื่อที่ดีที่สุด

โดย นายธวัชชัย อิงบุญมีสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เวลธิเทคฟิน จำกัด กล่าวว่า “เรารู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ “ยืมมั้ย” เพื่อสนับสนุนระบบ Credit Scoring ในการเช่าสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งเป็นการส่งเสริมการลงทุนที่ทันสมัยแล้ว ผ่านระบบเทคโนโลยีการเงิน (Fintech) ที่ทันสมัย ครบวงจร และแม่นยำ

มูลค่าเหรียญ YES เริ่มต้น 28 บาท (ณ วันเปิดตัว) โดยผู้ที่ถือเหรียญ YES ครบ 10 เดือนสามารถซื้อ-ขาย (เทรดได้) ในตลาดซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล โดยยืมมั้ยมีตั้งเป้าพัฒนาเหรียญ YES ในอนาคต ให้เป็นเหรียญที่สามารถโหวต และมีสิทธิ์ในระบบการเทรดได้อย่างโปร่งใส (Governance Function)

นายภาสกร ปานนอก ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ บล็อคเชน เทคโนโลยี จำกัด ได้เปิดเผยว่า BitKub Chain ยังได้เข้ามาเป็นพี่เลี้ยงดูและระบบ และร่วมลงทุนด้วย โดยการตั้ง AMM Automate Market Maker (หรือกองทุนสินทรัพย์ดิจิทัลบนบิทคัพเชน) มูลค่าประมาณ 100 ล้านบาท (ประมาณ 300,000 เหรียญ)

สำหรับแพลตฟอร์ม "ยืมมั้ย.digital" เป็นแพลตฟอร์มที่ผสมผสานระหว่างการเงินแบบรวมศูนย์และแบบกระจายศูนย์ (CeDeFi) ครั้งแรกในไทย ได้รับการพัฒนาโดย บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด (Finstable) บริษัทฟินเทคที่ตั้งอยู่ในจังหวัดภูเก็ต และเป็นบริษัทที่อยู่ระหว่างขอรับอนุญาตจาก ก.ล.ต. ด้วยทุนจดทะเบียนเริ่มต้น 75 ล้านบาท โดย CeDiFi เป็นระบบสมาร์ทคอนแทรคอัจฉริยะที่ทำงานร่วมกับมนุษย์ ซึ่งใช้ข้อดีของระบบ Centralized ผสานข้อดีของระบบ Decentralized มีความปลอดภัยสูงเพราะมีเจ้าหน้าที่คอยให้บริการลูกค้า 24 ชั่วโมง และทำให้ลูกค้าได้ผลตอบแทนสูงเช่นกัน

ดร.เผด็จ จินดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ฟินสเตเบิ้ล จำกัด กล่าวว่า "ทางทีม Finstable ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจากภาคการเงิน ภาคหลักทรัพย์ กฎหมาย บัญชี และเทคโนโลยีบล็อกเชน เราเชื่อว่าระบบ CeDeFi ซึ่งนำเอาจุดแข้งของระบบ KYC CDD และ AML เข้ามาทำความรู้จักลูกค้า และป้องกันความเสี่ยงของลูกค้าในการใช้งานระบบเนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ ผนวกกับการใช้ระบบ DeFi ที่ทำงานบน Smart Contract ซึ่งมีความปลอดภัย โปร่งใส ตรวจสอบได้ และมีต้นทุนการบริหารจัดการที่ต่ำ จะเป็นการสนับสนุนให้แพลทฟอร์มยืมมั้ยสามารถให้บริการลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ

ทั้งนี้ จะมีการนำร่องทดสอบระบบ (Beta Test) ในวันที่ 14-31 มกราคม 2565 โดยเปิดโครงการแข่งขันทดสอบระบบ CeDeFi ขึ้น ดึงนักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเข้าร่วมกิลด์ ประลองฝีมือเพื่อชิงรางวัลทุนการศึกษาเหรียญ KUB มูลค่า 100,000 บาท (ดูกติกาการแข่งขัน และสมัครเข้าร่วมได้ที่ เว็บไซต์ www.ยืมมั้ย.digital)

ผู้สนใจเหรียญ YES สามารถสมัครเป็นสมาชิกได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปบนแพลตฟอร์ม "ยืมมั้ย.digital" และจะได้รับเหรียญ YES AirDrop แจกฟรีให้กับลูกค้า โดยจะได้รับในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2565 จำนวนจำกัดเพียง 2,500,000 เหรียญ (75 ล้านบาท) มาก่อนได้ก่อน!

ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.ยืมมั้ย.digital

Facebook: ยืมมั้ย.digital

CGH’ ทุ่ม 500 ล้านบาท ดำเนินการจัดตั้ง ‘PI VENTURES’ สยายปีก ขยายการลงทุนใน Start Up ธุรกิจเทคโนโลโนยี ดิจิทัล

CGH’ ทุ่ม 500 ล้านบาท ดำเนินการจัดตั้ง ‘PI VENTURES’ สยายปีก ขยายการลงทุนใน Start Up ธุรกิจเทคโนโลโนยี ดิจิทัล

บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH กระโดดสู่ยุค Digital อย่างเต็มตัวไปอีกขั้น หลังเล็งเห็นโอกาสในการเติบโตของธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล โดยประกาศดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อยในนาม ‘PI VENTURES’ (พาย เวนเจอร์ส) ด้วยทุนจดทะเบียน 500 ล้านบาท เพื่อแสวงหาการลงทุนในธุรกิจด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โครงการเกี่ยวกับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมไปถึงโครงการเกี่ยวกับเมตาเวิร์สทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันกำลังพิจารณาเข้าลงทุนในหลายโครงการ และคาดว่าจะจัดตั้งบริษัทและทำการลงทุนภายในไตรมาสนี้

หลังปีที่ผ่านมา CGH ประกาศเข้าลงทุนเป็นสัดส่วน 25% ในกลุ่มบริษัท คริปโตมายด์  ซึ่งประกอบธุรกิจให้คำปรึกษาและการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลชั้นนำระดับประเทศ และได้รับใบอนุญาตที่ปรึกษาสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Advisory) และใบอนุญาตเป็นผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Fund Management) จากสำนักงาน ก.ล.ต. เป็นรายแรกของประเทศไทยเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

นายทอมมี่ เตชะอุบล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ “CGH” เผยว่า “บริษัทฯ มีความสนใจลงทุนต่อโครงการต่างๆ โดยจะเน้นธุรกิจที่ต่อยอดจากธุรกิจหลักและธุรกิจในเครือ เพื่อสร้างทางเลือกและผลิตภัณฑ์ใหม่ให้นักลงทุนมากขึ้น เสริมความพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ยุคดิจิทัล  ตลอดจนพัฒนาเพิ่มช่องทางบริการการลงทุนให้ครอบคลุมทุกผลิตภัณฑ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป

ดังนั้น CGH จึงได้ดำเนินการจัดตั้ง ‘PI VENTURES’ (พาย เวนเจอร์) ขึ้น และจะรวบรวมทีมงานและที่ปรึกษาที่มีประสบการณ์ในการบริหาร VC ในภูมิภาค เพื่อระดมทุนและขยายธุรกิจ VC อย่างเต็มรูปแบบ  โดยมั่นใจว่า ‘PI VENTURES’ จะสามารถต่อยอดธุรกิจ และเสริมความแข็งแรงให้กลุ่มบริษัทในเครือได้อย่างมั่นคง” นายทอมมี่ กล่าว

ปัจจุบัน บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ CGH เป็นบริษัทที่ประกอบธุรกิจด้านการลงทุนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเน้นการลงทุนระยะยาว ในธุรกิจหลากหลายประเภท จุดเด่นคือการเข้าบริหารกิจการของบริษัทจดทะเบียนและบริษัทจำกัดที่มีศักยภาพ เพื่อถือครองกิจการที่มีรากฐานมั่งคง อีกทั้ง บริษัทฯ ยังคงเดินหน้าธุรกิจและแสวงหาโอกาสใหม่ๆ ในการลงทุนที่เติบโตอย่างรวดเร็วและยั่งยืน ต่อไป

จิตตะ เวลธ์ โชว์ผลตอบแทน Jitta Ranking ปี 64 ชนะตลาดหุ้น Jitta Ranking เวียดนาม ยังครองความเป็นหนึ่ง โต 68%

จิตตะ เวลธ์ โชว์ผลตอบแทน Jitta Ranking ปี 64 ชนะตลาดหุ้น Jitta Ranking เวียดนาม ยังครองความเป็นหนึ่ง โต 68%

จิตตะ เวลธ์ เผยปี 2564 ลงทุนตั้งแต่ต้นปี โชว์ผลตอบแทนลงทุนในหุ้นรายประเทศพุ่งแรง ด้วยเทคโนโลยีระดับโลก พร้อมปรับพอร์ตอัตโนมัติ โดย Jitta Ranking เวียดนาม ยังครองความเป็นหนึ่งด้วยผลตอบแทน 68.72% ด้าน ‘ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์’ ซีอีโอ ย้ำ บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นพัฒนา AI และออกแบบอัลกอริทึมล่าสุด เฟ้นหา ‘หุ้นดี ราคาเหมาะสม’ ได้แม่นยำยิ่งขึ้น และสร้างผลตอบแทนที่สูงขึ้นกว่าเดิม

นายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด (บลจ.) สตาร์ตอัป Wealth Tech สัญชาติไทย รายแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคล จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และผู้ให้บริการกองทุนส่วนบุคคล Jitta Wealth เปิดเผยว่า ปี 2564 เป็นปีที่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกยังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 อย่างต่อเนื่อง แต่เศรษฐกิจและตลาดหุ้นทั่วโลกกลับเดินหน้า เพราะทุกประเทศสามารถปรับตัวรับมือกับการระบาดรอบใหม่และเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ รวมทั้งอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้การเติบโตทางด้านเศรษฐกิจเกือบทุกประเทศ พลิกกลับมาเป็นบวก และโตในอัตราที่สูง จากฐานปี 2563 ที่ทรุดหนักเกือบทั่งโลก ขณะเดียวกันดัชนีตลาดหุ้นพลิกกลับมาเป็นบวก บางตลาดสามารถทำสถิติสูงสุดได้ต่อเนื่องภายในปีเดียว บ่งชี้ว่า ทุกประเทศทั่วโลกผ่านประสบการณ์และบทเรียนจากการระบาดรอบแรก รู้วิธีการรับมือแก้ปัญหา เมื่อมีการระบาดรอบใหม่ๆ ขณะที่ประชาชนสามารถใช้ชีวิตและดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดี

สำหรับ AI อัลกอริทึมของ บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด ยังทำงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง ด้วยนโยบายการลงทุนของกองทุนส่วนบุคคล Jitta Ranking ที่นำผลวิเคราะห์หุ้นทั้งหมดในแต่ละประเทศ มาจัดอันดับ ‘หุ้นดีราคาถูก น่าลงทุน’ ตามหลักการ Warren Buffett โดยจะดูจาก 3 ปัจจัยหลักๆ ได้แก่ คุณภาพของธุรกิจ มูลค่าที่เหมาะสม และโอกาสเติบโตสร้างกำไรของธุรกิจ จากนั้น จะเลือกหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดตามการจัดอันดับ ระบบจะซื้อหุ้นแต่ละตัวในสัดส่วนใกล้เคียงกัน เพื่อกระจายความเสี่ยง และรีวิวหุ้นปรับพอร์ตทุกๆ 3 เดือน นับจากวันที่เริ่มลงทุน

สำหรับปี 2564 ที่มีการลงทุนตั้งแต่ต้นปี ผลตอบแทนของ Jitta Ranking ลงทุนในหุ้นแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม สหรัฐฯ จีน และไทย สามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นประเทศเหล่านั้นได้ ไม่ทำให้นักลงทุนที่ลงทุนกับ จิตตะ เวลธ์ ผิดหวัง โดยสามารถสรุปได้ดังนี้

Jitta Ranking หุ้นเวียดนาม ยังคงสร้างผลงานที่ดีที่สุด ครองความเป็นหนึ่งด้วยผลตอบแทนโตโดดเด่นถึง 68.72% เมื่อเทียบกับผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นเวียดนาม (VNTRI) ที่ 37.31% ซึ่งเป็นดัชนีตลาดหุ้นที่ร้อนแรงที่สุดของปี 2564 และเป็นหนึ่งใน 7 ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นแข็งแกร่งที่สุดในปี 2564 จากปัจจัยพื้นฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง การย้ายฐานการผลิตของบริษัทระดับโลก ภาคการส่งออกที่เติบโต และภาคการบริโภคที่ขยายตัว ขณะที่ตลาดหุ้นกำลังทะยาน แม้จะประสบกับโรคระบาด โควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ดัชนีตลาดหุ้นเวียดนาม ทำนิวไฮตลอดทั้งปี 2564

สำหรับแนวโน้มของตลาดหุ้นเวียดนามในปี  2565 นั้น มีแนวโน้มการเติบโตดี ธนาคารโลกคาดเศรษฐกิจเวียดนามเติบโต 6 - 6.5% อีกทั้งความขัดแย้งและกำแพงภาษีระหว่างสหรัฐฯและจีน ทำให้เวียดนามกลายเป็นแหล่งห่วงโซ่อุปทานทางเลือก ส่งเสริมภาคการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) แผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ภาคการผลิตในขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ การปรับโครงสร้างตลาดหุ้นเวียดนามจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบ และสร้างความมั่นใจแก่นักลงทุนต่างชาติมากขึ้น ที่สำคัญ ตลาดหุ้นเวียดนามอุดมไปด้วยหุ้นดีที่ราคายังไม่แพง เพราะเฉพาะการลงทุนโดยเน้นหุ้นรายตัว สามารถทำกำไรให้กับนักลงทุนได้ในปี 2565 นี้

Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ ทำผลงานปีที่แล้วได้ 49.99% เทียบกับผลตอบแทนรวมตลาดหุ้นสหรัฐฯ (S&P500) ที่ 28.71% บริษัทจดทะเบียนได้รับอานิสงส์จากการเปิดประเทศและความต้องการสินค้าและบริการที่เพิ่มมากขึ้นของผู้บริโภค รายได้เติบโต กำไรปรับตัวสูงขึ้น ดันดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้ง ดัชนี Dow Jones ดัชนี S&P500 และดัชนี Nasdaq ปรับตัวทำสถิติสูงสุดในปี 2564

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปี 2565 นั้น นักลงทุนยังคงกังวลต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ การสิ้นสุดมาตรการ QE ภายในไตรมาสที่ 1 การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 3 ครั้งภายในปี 2565 อัตราเงินเฟ้อสูงในรอบ 40 ปี ปัญหาคอขวดอุปทานไม่เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ล้วนเป็นปัจจัยกระทบภาพการลงทุนในปี 2565 ดังนั้นการเลือกลงทุนควรเน้นลงทุนหุ้นรายตัว ธุรกิจมีความสามารถทางการแข่งขันสูง มีศักยภาพในการเติบโตและราคายุติธรรม

Jitta Ranking จีน ที่เปิดตัวเมื่อปลายเดือนมิถุนายน 2564 มีผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้ง 6.57% สามารถเอาชนะดัชนีตลาดหุ้นจีน (CSI300) ที่มีผลตอบแทนรวม -3.03% ทั้งๆ ที่ตลาดหุ้นจีน ได้รับแรงกดดันจากการตรวจสอบธุรกิจของรัฐบาลจีน ในกลุ่มบริษัทเทคโนโลยี รวมไปถึงวิกฤตธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นจีนผันผวน นักลงทุนหลีกเลี่ยงที่จะลงทุน

สำหรับแนวโน้มของตลาดหุ้นจีนปีนี้ ส่งสัญญาณการเติบโตอย่างชัดเจน จากมูลค่าการลงทุนเมกะโปรเจคสูงถึง 3 ล้านล้านหยวน รัฐบาลส่งเสริมการลงทุนในพลังงานสะอาด คาดปริมาณการติดตั้งพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวม 97 กิกะวัตต์ คิดเป็น 40% ของปริมาณติดตั้งทั่วโลก ฐานะทางการเงินภาคอสังหาริมทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น เศรษฐกิจเติบโตต่อเนื่องอย่างมั่นคง ส่งผลให้สถาบันการเงินหลักของโลกหลายแห่ง มีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นจีนในปี 2565

Jitta Ranking หุ้นไทย ให้ผลตอบแทนปี 2564 เติบโต 38.41% ในขณะที่ผลตอบแทนรวมของตลาดหุ้นไทย (SET TRI) อยู่ที่ 17.67% แม้ว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันจากการระบาดของ โควิด-19 สายพันธุ์เดลต้าตั้งแต่ช่วงต้นเดือนเมษายนเป็นต้นมา และเศรษฐกิจภายในประเทศจะได้รับผลกระทบหนัก แต่บริษัทที่มีรายได้จากต่างประเทศถือเป็นตัวขับเคลื่อนหลักในการผลักดันดัชนีตลาดหุ้นไทย มูลค่าการส่งออกไทยตั้งแต่เดือนมกราคม - พฤศจิกายน 2564 เพิ่มขึ้น 16.4% แตะระดับ 2.46 แสนล้านดอลลาร์ ภาคการท่องเที่ยวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปีจากโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” และการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ

แนวโน้มตลาดหุ้นไทยปี 2565 ยังคงเผชิญกับความผันผวนสูง  โควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลัก ที่ทำให้กิจกรรมเศรษฐกิจในประเทศเกิดการชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยว ในขณะที่ บริษัทที่มีความได้เปรียบทางการแข่งขัน มีการกระจายแหล่งรายได้จากต่างประเทศ มีรายได้จากการส่งออก จะสร้างผลตอบแทนที่ดีในปี 2565

“จะเห็นได้ว่าในปี 2565 ยังมีปัจจัยกดดันตลาดหุ้นในบางประเทศ การลงทุนมีความเสี่ยงอยู่ตลอดเวลา ตลาดหุ้นประกอบด้วยปัจจัยแวดล้อมมากมาย ทั้งที่สามารถคาดเดาได้และคาดเดาไม่ได้ ยังไม่นับภาวะอารมณ์ของนักลงทุนที่ทำให้ดัชนีผันผวนในระยะสั้นๆ ด้วย เราจึงมุ่งมั่นที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการลงทุนอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อลดผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้น หรือจากอคติและอารมณ์ของนักลงทุน สุดท้ายมูลค่ากิจการและราคาหุ้นระยะยาว จะสะท้อนพื้นฐานของหุ้นที่คุณลงนั่นเอง” นายตราวุทธิ์ กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังศึกษาตลาดหุ้นอื่นๆ ที่น่าสนใจและมีการเติบโตได้ดี เพื่อที่จะนำเสนอการลงทุน Jitta Ranking ให้กับนักลงทุนต่อไปในปี 2565 เช่น ฮ่องกง ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินและเศรษฐกิจของเอเชีย และตลาดหุ้นญี่ปุ่น ที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลก ซึ่งทั้งตลาดหุ้นฮ่องกงและญี่ปุ่นนั้นมีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก เพราะนอกจากตลาดจะใหญ่ระดับ Top 5 ของโลกแล้ว ยังมีหุ้นของธุรกิจขนาดเล็กที่น่าสนใจ เป็นหุ้นดี ราคาถูกจำนวนมาก

บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด ในฐานะสตาร์ตอัป Wealth Tech ยังคงเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการให้แก่นักลงทุน เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกให้แก่นักลงทุนในการเข้าถึงโอกาสการลงทุนระดับโลก และเทคโนโลยีที่จะช่วยสร้างพอร์ตให้เติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยมีพันธกิจหลัก คือ ‘Help investors create better returns through simple investment methods’ (ช่วยให้นักลงทุนสร้างผลตอบแทนที่ดีกว่า ผ่านวิธีการลงทุนที่ง่ายที่สุด) และนำแนวคิดของ Warren Buffett ที่ยึดมั่นมาตลอด คือ ‘Buy a wonderful company at a fair price’ (ลงทุนในบริษัทที่ดี ในราคาที่เหมาะสม) มาพัฒนา อัลกอริทึม AI ในการลงทุนให้ดียิ่งขึ้นไปอีก

บลจ. จิตตะ เวลธ์ จำกัด นำเสนอกองทุนส่วนบุคคลพร้อมค่าธรรมเนียมบริหารจัดการเพียง 0.5% ต่อปี มีการบริหารจัดการพอร์ตด้วยเทคโนโลยีระดับโลก สำหรับผู้ที่สนใจลงทุนสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://jitta.co/3tnmFvn หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่  LINE @Jittawealth

‘บมจ.บีบีจีไอ’ ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพยื่นไฟลิ่งเข้าจดทะเบียนใน

‘บมจ.บีบีจีไอ’ ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพยื่นไฟลิ่งเข้าจดทะเบียนใน SET

‘บมจ.บีบีจีไอ’ ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ยื่นไฟลิ่งเข้าจดทะเบียนใน SET 

บมจ.บีบีจีไอ หรือ BBGI ผู้นำอุตสาหกรรมพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ผู้บุกเบิกธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพในประเทศไทย ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (แบบไฟลิ่ง) ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนไม่เกิน 433.20 ล้านหุ้น ชูจุดแข็งเป็น Flagship ของกลุ่มบางจากและกลุ่มน้ำตาลขอนแก่น ในด้านผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพและผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพ พร้อมก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว โดยแต่งตั้ง บล.กรุงไทย ซีมิโก้ เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน 

นายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีบีจีไอ จำกัด (มหาชน) (“BBGI” หรือ กลุ่มบริษัทฯ) เปิดเผยว่า ด้วยจุดแข็งของ BBGI ที่เริ่มต้นมาจากการผนึกกำลังของ 2 ผู้นำธุรกิจด้านผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products) ระหว่างบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบางจากฯ ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงรายใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทยที่มีเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ มุ่งพัฒนาธุรกิจด้วยนวัตกรรมสีเขียวเพื่อสิ่งแวดล้อมและสังคม และบริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL ผู้ผลิตและจำหน่ายน้ำตาลทรายรายใหญ่อันดับ  ที่ 4 ของประเทศ มีธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับน้ำตาลทรายอย่างครบวงจร ทำให้ BBGI มีรากฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมขับเคลื่อนสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว

ทั้งนี้ BBGI ดำเนินธุรกิจโดยการเข้าถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ประกอบด้วย (1) ธุรกิจหลัก คือธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพ (Bio-based Products) ประเภทผลิตภัณฑ์เชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuel) ได้แก่ ไบโอดีเซล         กลีเซอรีนบริสุทธิ์เกรดอาหารและยา เอทานอล แอลกอฮอล์ฆ่าเชื้อเกรดเภสัชกรรม และ (2) ธุรกิจอื่น คือธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง (High Value Bio-Based Products หรือ HVP) ที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ดูแลและส่งเสริมสุขภาพ (Health and Well-Being) ที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยจดสิทธิบัตรหรือได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่ง BBGI เป็นเจ้าของหรือได้รับสิทธิบัตรดังกล่าว

นายกิตติพงศ์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กลุ่มบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายไบโอดีเซลชั้นนำของไทย จำหน่ายแก่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ของประเทศทั้งบางจากฯ และผู้ค้าน้ำมันรายอื่น ๆ โดยมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลตั้งอยู่ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา กำลังการผลิตรวม 1,000,000 ลิตรต่อวัน นอกจากนี้ ยังเป็นผู้ผลิตและผู้ค้าเอทานอลชั้นนำของประเทศ จำหน่ายแก่ผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ซึ่งเป็นฐานลูกค้าเดียวกับธุรกิจไบโอดีเซล โดยมีโรงงานผลิตเอทานอลทั้งหมด 3 แห่ง ตั้งอยู่ในจังหวัดขอนแก่น กาญจนบุรี และ ฉะเชิงเทรา กำลังการผลิตรวมสำหรับเอทานอลทั้งหมด 600,000 ลิตรต่อวัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างขยายกำลังการผลิตเอทานอล   เพิ่มอีก 200,000 ลิตรต่อวัน เพื่อส่งเสริมความมั่นคงด้านพลังงานเชื้อเพลิงให้แก่ประเทศ

ในปี 2564 กลุ่มบริษัทฯ ได้เริ่มนำเข้าและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ดูแลและส่งเสริมสุขภาพ และมุ่งมั่นก้าวสู่การเป็นผู้นำธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียว ผ่านการเข้าลงทุนในสตาร์ทอัพ หรือ ธุรกิจชั้นนำที่มีความรู้ความสามารถในเทคโนโลยีชีวภาพขั้นสูงทั้งในไทยและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับโมเดล Bio-Circular-Green Economy (BCG) 2564 – 2569 ของภาครัฐ เพื่อร่วมพัฒนาเศรษฐกิจและนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายของการเป็นประเทศที่มีรายได้สูงและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

“วิสัยทัศน์ของเรา คือ มุ่งสู่การเป็นผู้นำกลุ่มบริษัทผลิตภัณฑ์ชีวภาพระดับนานาชาติ ที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมสีเขียว บนแนวทางความยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะเน้นเพิ่มความหลากหลายในการทำธุรกิจและนำผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติมาเพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุดแล้ว ยังช่วยตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ในการดูแลสุขภาพด้วยผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ  โดยมีแผนสร้างการเติบโตในธุรกิจผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูง ด้วยการศึกษา วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำองค์ความรู้ต่อยอดสร้างระบบและฐานการผลิตผลิตภัณฑ์ชีวภาพที่มีมูลค่าสูงที่ส่งเสริมสุขภาพด้วยนวัตกรรมสีเขียวในประเทศไทย พร้อมจับมือเครือข่ายพันธมิตร เพื่อส่งมอบผลิตภัณฑ์ชีวภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อสังคมโลกได้อย่างมีประสิทธิภาพ” นายกิตติพงศ์ กล่าว

           นางสาวบุษราภรณ์ จันทร์ชูเชิด รองกรรมการผู้จัดการ สายงานวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย  ซีมิโก้ จํากัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2564 บมจ.บีบีจีไอ ได้ยื่นแบบคำขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 433.20 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2.50 บาท คิดเป็นไม่เกินร้อยละ 30.00 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมด แบ่งเป็น

  1. ส่วนที่เสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือบางจากฯ และ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น จำกัด (มหาชน) หรือ KSL เฉพาะกลุ่มที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Rights)
  2. ส่วนที่เสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไป รวมถึง ผู้มีอุปการะคุณของบริษัทฯและบริษัทย่อย หรือบุคคลที่มีความสัมพันธ์ ตามเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง  บุคคลตามดุลพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ผู้ลงทุนหลักโดยเฉพาะเจาะจง (“Cornerstone Investors”) (ถ้ามี) และผู้ลงทุนสถาบัน

    ปัจจุบัน BBGI มีทุนจดทะเบียน 3,615.00 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,446.00 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 2.50 บาท โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้วทั้งสิ้น 2,532.00 ล้านบาท แบ่งออกเป็นหุ้นสามัญจำนวน 1,012.80 ล้านหุ้น โดยเงินที่ได้จากการระดมทุนครั้งนี้ ส่วนหนึ่งนำไปลงทุนขยายกิจการ และลงทุนในโครงการในอนาคตของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงกระบวนการพัฒนา ปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินการ ของกลุ่มบริษัทฯ และบริษัทย่อย ส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมให้กับสถาบันการเงินและชำระคืนหุ้นกู้ของกลุ่มบริษัทฯ รวมถึงใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ซึ่งบริษัทฯ จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) โดยมี บริษัทหลักทรัพย์ กรุงไทย ซีมิโก้ จํากัด เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

TKC ไอพีโอสุดฮอต! โบรกฯ ประสานเสียง พื้นฐานแน่นปึ้ก ให้ราคาเหมาะสม 28.00 – 30.50 บาท ประเดิมเทรดรับปีเสือทอง 17 ม.ค.นี้

TKC ไอพีโอสุดฮอต! โบรกฯ ประสานเสียง พื้นฐานแน่นปึ้ก ให้ราคาเหมาะสม 28.00 - 30.50 บาท ประเดิมเทรดรับปีเสือทอง 17 ม.ค.นี้

บมจ.บริษัท เทิร์นคีย์ คอมมูนิเคชั่น เซอร์วิส  หรือ TKC หุ้นไอพีโอสุดร้อนแรง! เตรียมประเดิมเทรดเป็นตัวแรกรับปีเสือทอง วันที่ 17 มกราคมนี้ หลังประกาศปิดจองไปอย่างสวยงาม เรียกได้ว่ากระแสแรงท่วมท้นจนหุ้นไม่พอขาย นักลงทุนให้ความสนใจเกินกว่าจำนวนที่จัดสรร ด้านโบรกฯ ออกบทวิเคราะห์สะท้อนความเชื่อมั่น โดย บล.คิงส์ฟอร์ด ให้ราคาเหมาะสมปี 65 อยู่ที่ 30.50 บาท จากกำไรสุทธิเติบโตฟื้นตัวที่ระดับ 428.21 ล้านบาท ขณะที่บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ให้ราคาเหมาะสม 28.00 บาท ชูจุดเด่นกำไรโตแบบไม่ธรรมดา เพราะดูจาก Backlog ในมือที่กอดไว้แน่นๆ โดย ณ Q3/64 TKC มีงานในมืออยู่ที่ราว 2,346 ล้านบาท นี่ยังไม่นับรวม Q4/64 ที่ได้ประมูลงานใหม่เข้ามาเพิ่มเติมอีก เรียกว่ามีอัพไซด์จากราคาจองที่ 18 บาท/หุ้น สวยๆ
ส่วนปี 65 พลิกโฉมครั้งใหญ่ เงินที่ได้จากการระดมทุนราว 1,404 ล้านบาท ใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มความพร้อมในการเข้าประมูลงานโครงการขนาดใหญ่รับกระแสเทคดิจิทัลในระยะยาว เช่น โครงการเกี่ยวกับระบบโทรคมนาคม ระบบโครงข่ายสื่อสัญญาณ (Transmission Networks) ระบบศูนย์ข้อมูลหลัก ศูนย์ข้อมูลสำรอง ระบบคลาวด์ Smart Solutions ระบบวิทยุสื่อสารดิจิทัลและระบบตรวจสอบเฝ้าระวัง และการบริหารความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Security) สนับสนุนการรับรู้รายได้ต่อเนื่องภายในปี 65-66  แค่ผลงานที่เปิดเผยได้งวด 9 เดือน ปี 64 TKC เติบโตในทุกตัวเลข กวาดรายได้จากการขายและให้บริการอยู่ที่ 1,832.85 ล้านบาท กำไรสุทธิ 191.07 ล้านบาท พุ่ง 64.59% จากงวดเดียวกันปีก่อน  มั่นใจปี 65 ผลประกอบการติดปีกรับปัจจัยบวกที่รออยู่

RICHY โตสนั่น!  ปักหมุดรายได้พุ่ง 65% รับปีเสือทอง ฉลองครบรอบ 20 ปี เสิร์ฟโปรฯเด็ดลด 20% เอาใจลูกค้า

RICHY โตสนั่น! ปักหมุดรายได้พุ่ง 65% รับปีเสือทอง ฉลองครบรอบ 20 ปี เสิร์ฟโปรฯเด็ดลด 20% เอาใจลูกค้า

บมจ.ริชี่เพลซ 2002 (RICHY) ตั้งเป้ารายได้ปี65 โตติดสปริง!ทะยานกว่า 65 % ผลจากการรับรู้ยอดขายรอโอน มูลค่า 2.4 พันล้านบาท พร้อมเสิร์ฟโปรโมชั่นเด็ดโดนใจ ฉลองครบรอบ 20 ปี ลดทันที 20% กระตุ้นกำลังซื้อ หนุนยอดขายคึกคัก ฟากบิ๊กบอส “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์”ระบุอุตสาหกรรมอสังหาฯสัญญาณดีเริ่มฟื้นตัว กำลังซื้อผู้บริโภคทยอยกลับมาหลังปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โควิด-19 ได้มากขึ้น เดินหน้าเปิด 4 โครงการใหม่ ทั้งแนวราบและแนวสูง มูลค่ารวม 6 พันล้านบาท เผยอยู่ระหว่างศึกษาสินทรัพย์ดิจิทัลต่อยอดธุรกิจอสังหาฯ หนุนอนาคตโตก้าวกระโดด

ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) หรือ RICHY เปิดเผยว่าภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2565 บริษัทฯยังคงสามารถรักษาการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ประมาณ 65 % จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากปัจจุบันมียอดขายรอโอนในมือกว่า(backlog)  2.4 พันล้านบาท ขณะที่โครงการสร้างเสร็จพร้อมขายกว่า 6.2 พันล้านบาท และหากรวมโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างอีกจะทำให้มีโครงการในมือรวมมูลค่า 1.1 หมื่นล้านบาท

ขณะที่ในปี 2565 จะเป็นปีที่ RICHY ครบรอบการดำเนินธุรกิจมาระยะเวลา 20 ปี เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าที่ให้ความไว้วางใจ จึงได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ โดยให้ส่วนลดสูงสุดในอัตรา 20% สำหรับลูกค้า ทุกโครงการโดยให้ส่วนลดสูงสุดถึง 1,000,000 บาท  ซึ่งคาดว่าจะได้รับความสนใจ และช่วยสนับสนุนการเพิ่มยอดขายให้กลับมาคึกคัก ผลักดันรายได้ให้เติบโตมากขึ้นอีกด้วย

“สำหรับแนวโน้มธุรกิจอสังหาฯในปีนี้ ประเมินว่าน่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้นหลังจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนในสังคมเริ่มปรับตัวให้อยู่กับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 แม้จะมีการกลายพันธุ์เกิดขึ้น แต่การใช้ชีวิตเริ่มกลับมาใกล้เคียงกับภาวะปกติ ซึ่งทำให้ความต้องการที่อยู่อาศัยเพื่อเพิ่มความสะดวกในการเดินทางจะมากขึ้น แต่เป็นลักษณะการทยอยฟื้นตัวมากกว่า และเชื่อว่าอุตสาหกรรมอสังหาฯได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว”

ดร.อาภากล่าว กล่าวอีกว่า ในปี 2565 บริษัทฯมีแผนเปิดตัวโครงการใหม่ 4 โครงการ มูลค่ารวม 6,000 ล้านบาท ประกอบด้วยโครงการริชตัน พัฒนาการ สวนหลวง โครงการทาวน์โฮม 2 ชั้น สไตล์ยูโรเปี้ยน จำนวน 131 ยูนิต  โครงการริชตัน ดอนเมือง เพิ่มสิน เป็นโครงการ ทาวน์โฮม 2 ชั้น จำนวน 163 ยูนิต และโครงการคอนโดมิเนียมใหม่อีก 2 โครงการ

            นอกจากนี้ บริษัทฯได้เปิดช่องทางการรับชำระเงินค่าสินค้าด้วยสกุลเงินดิจิตัล   เพื่อนำมาต่อยอดจากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในอนาคต เนื่องจากสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังได้รับความนิยม และเป็นที่ยอมรับของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายของบริษัทฯอยู่แล้ว

UPA เพิ่มทุนเสริมแกร่ง!

UPA เพิ่มทุนเสริมแกร่ง!

ปุกาด ปุกาด นักลงทุนโปรดทราบ …..   บมจ.ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) เสนอขายหุ้นเพิ่มทุน RO จำนวน 3,000 ล้านหุ้น ในอัตราส่วน 3.376780975 หุ้นสามัญเดิมต่อ หุ้นสามัญใหม่ ราคา 0.30 บาท/หุ้น ระหว่างวันที่ 17 - 21 ม.ค.นี้...บอกเลยว่า น่าสนใจทีเดียวเลยละคร้า เพราะเทียบราคาในกระดานวิ่งแถว 0.38-0.40 บาท... “กวิน เฉลิมโรจน์“ ผู้ช่วยประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มั่นใจช่วยเสริมฐานทุนแกร่ง รองรับแผนขยายธุรกิจพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ อสังหาฯ และสินทรัพย์ดิจิทัล  หนุนธุรกิจโตติดปีกแน่นอน จร้า

JR ปักธงปี 65 รายได้โต 15-20% ลุ้นประมูลบิ๊กโปรเจ็กดัน Backlog ทะลุ 1 หมื่นล.

JR ปักธงปี 65 รายได้โต 15-20% ลุ้นประมูลบิ๊กโปรเจ็กดัน Backlog ทะลุ 1 หมื่นล.

บมจ.เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู.ยูทิลิตี้ (JR) เปิดแผนปี 2565 ปักธงรายได้โต 15-20% จากปีก่อน เดินหน้ารับรู้รายได้จาก Backlog  ที่ตุนไว้แล้วกว่า 4.9 พันล้านบาท คาดรับรู้ปีนี้ 50% ฟากซีอีโอ " จรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ" ระบุงานโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู เฟส 2 มูลค่าไม่ต่ำกว่า 6 พันล้านบาท คาดเปิดให้ยื่นประมูลต้นปีนี้ หนุนงานในมือทะลุ 1 หมื่นลบ. พร้อมจับมือพันธมิตรรายใหญ่กลุ่มพลังงาน ศึกษาธุรกิจออกแบบวิศวกรรมระบบ และงานก่อสร้างที่เกี่ยวกับการลดก๊าซคาร์บอนฯ หวังเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ หนุนอนาคตโตยั่งยืน

            นายจรัญ วิวัฒน์เจษฎาวุฒิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ.อาร์.ดับเบิ้ลยู.ยูทิลิตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ JR เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินธุรกิจในปี 2565 บริษัทฯยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีการเติบโตของรายได้ในระดับ 15-20% เนื่องจากปัจจุบันมีงานในมือรอรับรู้รายได้(Backlog) มูลค่ารวม 4.9  พันล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะทยอยรับรู้ได้ในปีนี้ประมาณ 50% ที่เหลือจะรับรู้ในปีถัดไป และยังไม่นับรวมงานโครงการใหม่ที่จะเข้าประมูลเพิ่มเติมอีก

            "แนวโน้มการดำเนินธุรกิจในปี 2565 แม้ยังคงต้องเผชิญกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 กลายพันธุ์ แต่เชื่อว่าบริษัทฯยังสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ เพราะมีงานรอรับรู้รายได้ในมือรองรับไว้อยู่แล้ว ขณะที่คาดว่างานในโครงการเปลี่ยนสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเหลือง-สีชมพู เฟส 2 มูลค่ารวมไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท น่าจะเปิดให้ประมูลได้ภายในช่วงต้นปีนี้ ขณะที่ยังมีงานวางระบบสื่อสารอีกบางส่วน ซึ่งจะสนับสนุนให้มูลค่า Backlog เพิ่มขึ้นแตะ 1 หมื่นล้านบาท"

            ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกล่าวอีกว่า บริษัทฯมั่นใจว่าจะสามารถรักษาความสามารถการทำกำไรไว้ได้ เนื่องจากมีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในโครงการลงทุนขนาดใหญ่ แม้ต้นทุนวัตถุดิบจะมีราคาปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่บริษัทฯสามารถบริหารจัดการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมได้เป็นอย่างดี

            นอกจากนี้บริษัทฯยังคงเดินหน้าในการร่วมมือกับพันธมิตรรายใหญ่หลายรายในกลุ่มพลังงาน เพื่อศึกษาแนวทางการทำธุรกิจวิศวกรรมวางระบบ และการก่อสร้างที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ช่วยสนับสนุนการลดภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการในธุรกิจพลังงานจะต้องเร่งให้ความสำคัญ และจะมีการลงทุนมากขึ้น ซึ่งบริษัทฯประเมินว่าจะมีมูลค่าการลงทุนที่สูงสามารถช่วยสร้างรายได้เพิ่ม และสนับสนุนการเติบโตได้อย่างยั่งยืน

บอร์ด FPT ไฟเขียว ปันผลหุ้นละ 0.34 บาท ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี65ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

บอร์ด FPT ไฟเขียว ปันผลหุ้นละ 0.34 บาท ในที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2565 ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” ผู้นำอสังหาริมทรัพย์ครบวงจรรายแรกของประเทศไทย ได้จัดงานประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2565 แบบออนไลน์ นำโดย นายชายน้อย เผื่อนโกสุม ประธานกรรมการ และ นายปณต สิริวัฒนภักดี ประธานกรรมการบริหาร รายงานผลประกอบการที่สะท้อนถึงความสามารถในการขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวผ่านความท้าทายด้านเศรษฐกิจจากสถานการณ์โควิด-19 ได้อย่างมั่นคง ด้วยศักยภาพและความแข็งแกร่งของพอร์ตโฟลิโอของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ครบวงจร 'One Platform' ที่ครอบคลุมธุรกิจประเภทที่อยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม  โดยเตรียมจ่ายเงินปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2565 ในอัตราหุ้นละ 0.34 บาท

ในปีนี้ บริษัทฯ ยังคงตอบรับและให้ความร่วมมือต่อภาครัฐด้วยการร่วมดูแลความปลอดภัยของสังคม จึงได้จัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีแบบออนไลน์ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ด้วยการถ่ายทอดสดจากวิคเตอร์คลับ ชั้น 7 มิตรทาวน์ ออฟฟิศ ทาวเวอร์ เมื่อวันที่ 12 มกราคม 2565 ซึ่งได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ลงมติและสอบถามคณะกรรมการรวมถึงคณะผู้บริหารได้เสมือนการประชุมประจำปีทุกครั้ง โดยเมื่อสิ้นสุดการประชุม บริษัทได้รับการอนุมัติในทุกวาระที่นำเสนอตามที่ได้กำหนดไว้ในหนังสือเชิญประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ณ วันที่ 14 ธันวาคม 2564