“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 – 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก

“เซ็นทรัล รีเทล” กำหนดช่วงราคาการเสนอขายหุ้นที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น เดินหน้าโรดโชว์ IPO ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย ตอกย้ำความเป็นผู้นำค้าปลีกไทยในระดับโลก

บมจ. เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น หรือ “เซ็นทรัล รีเทล” หรือ “CRC” ก้าวสู่ศักราชใหม่แห่งทศวรรษ 2020 อย่างแข็งแกร่ง เดินหน้าแผนการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนรวมไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น เพื่อเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้ร่วมเป็นเจ้าของและเติบโตไปกับ “เซ็นทรัล รีเทล” ในฐานะผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจรีเทลในประเทศไทย ผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจค้าปลีกข้ามชาติในประเทศเวียดนาม และผู้ประกอบการอันดับ 1 ธุรกิจห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ในประเทศอิตาลี พร้อมกำหนดช่วงราคาเสนอขายที่ 40 - 43 บาทต่อหุ้น คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวม ประมาณไม่เกิน 74,404 - 79,984  ล้านบาท นับเป็น IPO ที่มีมูลค่าเสนอขายสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย พร้อมกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั่วโลก โดยมีนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศ จำนวนรวม 11 ราย ลงนามในสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors คิดเป็นจำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่าร้อยละ 60 ของจำนวนหุ้นที่จะเสนอขายต่อประชาชนในครั้งนี้ (ไม่รวมจำนวนหุ้นเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ และจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) พร้อมเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น CRC ได้ในระหว่างวันที่ 29 – 31 มกราคม และ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 นี้ และคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในเดือนกุมภาพันธ์นี้

นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวถึงความคืบหน้าของแผนงานในการนำเซ็นทรัล รีเทล เข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ว่า “ผมและทีมผู้บริหารมีความมั่นใจว่าเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะสมและพร้อมที่สุดสำหรับเซ็นทรัล รีเทล ที่จะเดินหน้าสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปในการเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย จากปัจจัยสนับสนุนทางเศรษฐกิจ จุดแข็งและ
กลยุทธ์การเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล ที่จะมุ่งไปข้างหน้าสู่ New Central New Retail เพื่อสร้างประวัติศาสตร์ครั้งใหม่ในตลาดค้าปลีกระดับโลก รวมทั้งผลตอบรับที่น่าพอใจอย่างมากจากนักลงทุนสถาบันชั้นนำระดับโลก”

 “นอกจากนี้ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นและยินดีที่การเสนอขายหุ้นสามัญของเซ็นทรัล รีเทล ในครั้งนี้จะมีขนาดใหญ่ที่สุดของตลาดทุนไทย นับเป็นการเพิ่มสินค้าที่มีคุณภาพให้แก่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย รวมถึงการที่นักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและระดับโลกให้ความสนใจในการลงทุนก่อนในจำนวนสูงขนาดนี้ เกิดจากความมั่นใจในความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา ผมหวังว่า IPO ของเซ็นทรัล รีเทล จะช่วยกระตุ้นบรรยากาศและความสนใจในการลงทุนของนักลงทุนทั้งในประเทศและในต่างประเทศให้มีความคึกคักยิ่งขึ้น” นายทศ กล่าว

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวเสริมว่า “หุ้น CRC ถือว่าได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก มีนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศไทยและในต่างประเทศรวม 11 ราย สนใจมาลงทุนเป็น Cornerstone Investors ของ CRC โดยมีมูลค่ารวมกว่า 24,000 ล้านบาทที่ราคาเสนอขายสูงสุด หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ในครั้งนี้ และถือว่าเป็นหุ้น IPO ที่มีมูลค่าตกลงจองซื้อก่อนโดย Cornerstone Investors สูงที่สุดในตลาดทุนไทยเท่าที่เคยมีมา”

ทั้งนี้ Cornerstone Investors ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการเงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาติ

 “นอกจากมูลค่าเสนอขายหุ้น IPO ของ CRC จะมีมูลค่าสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยแล้ว ยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2550 ซึ่งถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเซ็นทรัล รีเทล ในฐานะบริษัทค้าปลีกไทยที่สามารถสร้างสถิติการระดมทุนได้ในระดับโลก และเมื่อนับมูลค่าตลาดรวมหรือมาร์เก็ตแคปของหุ้น CRC ที่ช่วงราคาเสนอขายดังกล่าว หุ้น CRC มีโอกาสที่จะได้จัดอยู่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 ลำดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นจุดเสริมในการพิจารณาลงทุนสำหรับนักลงทุน นอกเหนือจากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและความสามารถในการสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืนของเซ็นทรัล รีเทล พร้อมทั้งยังเป็นการเพิ่มมูลค่าตลาดรวมของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่นอกจากจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการลงทุนให้คึกคักยิ่งขึ้น ยังจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศจากแผนการนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนเพิ่มเติมอีกด้วย” นายญนน์ เปิดเผยเพิ่มเติม

การเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดความสำเร็จจากการบริหารงานตลอด 72 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากในตอนนี้ เซ็นทรัล รีเทล มีความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัดด้วยรูปแบบธุรกิจที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวอันโดดเด่นที่รวบรวมแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำหลากหลายประเภท (Multi-category) ใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) ที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ (Multi-market) โดยมีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท  ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี นอกจากความแข็งแกร่งของ  เซ็นทรัล รีเทล จากการเป็นผู้นำธุรกิจค้าปลีกหลากหลายรูปแบบและช่องทางในหลายประเทศแล้ว เรายังเป็นผู้นำในการให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและแตกต่างสำหรับลูกค้า พร้อมมุ่งสู่ทศวรรษแห่งการต่อยอดการเติบโตของเซ็นทรัล รีเทล”

ด้านกลยุทธ์การดำเนินงาน CRC อาศัย 6 กลยุทธ์หลักในการเพิ่มขีดความสามารถและขยายธุรกิจของกลุ่ม CRCประกอบด้วย (1) การต่อยอดความเป็นผู้นำผ่านการเติบโตด้วยตนเอง (Organic Growth) และการควบรวมกิจการหรือ    เข้าซื้อกิจการ (Inorganic Growth) ในประเทศไทย  (2) การใช้ประโยชน์จากธุรกิจบิ๊กซีเพื่อเร่งการเติบโตทางธุรกิจของกลุ่ม CRC ในประเทศเวียดนาม พร้อมด้วยการเสริมสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ (Ecosystem) ที่แตกต่างและไม่เหมือนใคร ซึ่งสามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าทั้งในเขตเมืองและพื้นที่ชนบท (3) การใช้ประโยชน์จากรีนาเชนเตเพื่อผนึกกำลังทางธุรกิจและแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในประเทศอิตาลีและในทวีปยุโรป (4) การใช้แพลตฟอร์ม Omni-channel ซึ่งผสมผสานระหว่างจุดแข็งของการค้าปลีกผ่านทางออนไลน์และการค้าปลีกที่มีร้านค้าเป็นหลักเพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการ  มอบความสะดวกสบายให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงแบรนด์ค้าปลีกของเซ็นทรัล รีเทลได้จากทุกสถานที่ทุกเวลา และสร้างประสบการณ์ในการเลือกซื้อสินค้าอย่างไร้รอยต่อให้แก่ลูกค้า (5) การใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าเพื่อสร้างความภักดีของลูกค้าและเพิ่มยอดขาย และ (6) การแสวงหาโอกาสในการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตทั้งในภูมิภาคเอเชียและทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กลยุทธ์เพื่อต่อยอดการเติบโตดังกล่าวจะดำเนินการโดยทีมงานที่พร้อมด้วยความสามารถและประสบการณ์ของผู้บริหารมืออาชีพและครอบครัวจิราธิวัฒน์อย่างลงตัว พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลที่ดี ควบคู่ไปกับการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายปิยะ งุ่ยอัครมหาวงศ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายการเงิน บมจ. เซ็นทรัล รีเทล (CRC) กล่าวว่า “วัตถุประสงค์ของการระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ อาทิ 1. การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์
2. การขยายสาขาของไทวัสดุ  3. การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในประเทศเวียดนาม  4. การปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ และการชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน เพื่อโอกาสในการเติบโตอย่างต่อเนื่องและมุ่งขยายความสำเร็จในระดับโลกอย่างมั่นคงในระยะยาว”

ในส่วนของผลการดำเนินงานในปี 2561 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (พ.ศ. 2559 – พ.ศ. 2561) และมีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท นอกจากนี้ ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2562 CRC มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท โดยเพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโตที่ร้อยละ 4.1 จากรายได้รวมในช่วงระยะเวลาเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท

หุ้นสามัญของ CRC ที่จะเสนอขายในครั้งนี้ มีจำนวนไม่เกิน 1,691,000,000 หุ้น โดยแบ่งออกเป็น (1) หุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 22.1 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) ซึ่งหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนดังกล่าว ประกอบด้วยหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โรบินสัน จำกัด (มหาชน) หรือ ‘ROBINS’ ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นสามัญเพิ่มทุนเพื่อเสนอขายและจัดสรรให้กับประชาชนเป็นครั้งแรก และ (2) หุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360,000,000 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 6.0 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินอาจใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุน หากมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Overallotment Option หรือ Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169,100,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 10 ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ทั้งนี้ การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหลักทรัพย์ของ ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นสามัญของ ROBINS  มาขายในการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งหมด ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap)  โดยคำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย [40] - [43] บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ [1.55] ถึง [1.66] หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS โดยกรณีที่มีเศษ จะปัดเศษทั้งหมด

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น (Overallotment and Stabilizing Agent)

ECF กางแผนธุรกิจปี 2563 โฟกัสธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ตั้งเป้ารายได้โต 10-15% ชูกลยุทธ์เพิ่มมาร์จิ้น บริหารจัดการต้นทุนการขายและการบริหาร ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย เน้นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ ปั๊มยอดขาย ธุรกิจพลังงาน เดินหน้าศึกษาและเข้าลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง สร้างการเติบโตต่อเนื่อง

ECF กางแผนธุรกิจปี 2563 โฟกัสธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ตั้งเป้ารายได้โต 10-15% ชูกลยุทธ์เพิ่มมาร์จิ้น บริหารจัดการต้นทุนการขายและการบริหาร ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย เน้นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ ปั๊มยอดขาย ธุรกิจพลังงาน เดินหน้าศึกษาและเข้าลงทุนโครงการที่ให้ผลตอบแทนสูง สร้างการเติบโตต่อเนื่อง

นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ผลิตและจำหน่าย เฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจในปีนี้ว่า บริษัทมุ่งเน้นที่จะสร้างการเติบโตจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจพลังงาน โดยตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15 % ปรับแผนงานตั้งเป้าเพิ่มอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 4-5 %

            ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการขยายตลาดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งปีนี้จะเห็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้น อีกทั้งบริษัทมีการวางแผนงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดต้นทุนและค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นสัดส่วนกำไรสุทธิทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากธุรกิจต่าง ๆ ในปีนี้

สำหรับแผนการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้ ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีสัญญาณการเติบโตที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ  จากการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปต่างประเทศ โดยมุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้ารายใหม่ในญี่ปุ่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ซึ่งถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ ที่มีศักยภาพสามารถสร้างโอกาสการเติบโตของคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันบริษัทมียอดคำสั่งซื้อสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 นี้ อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย

ขณะที่ตลาดในประเทศ บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย มุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายในช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆที่มีประสิทธิภาพ อาทิ ผ่านร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศ ล่าสุดสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรดได้อีก 2 ราย  ซึ่งแต่ละรายมีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจำหน่ายในรูปแบบอุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้วัตถุดิบจากไม้ยางพารา เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมาที่รับงานติดตั้งให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทพยายามรักษาสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 55 % และในประเทศ อยู่ที่ 45 %

สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน ในปีนี้จะเห็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยที่ผ่านมารับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลภาคใต้ขนาด 7.5 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW มินบู ประเทศเมียนมาร์ ที่เฟสแรก (50 MW) สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ COD และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรงวดแรกเข้ามาเต็มในไตรมาส 4/62   ส่วนเฟสที่ 2 3 และ 4 อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากครบทั้ง 4 เฟส บริษัทคาดการณ์รับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 80 -100 ล้านบาทต่อปี   

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน โดยบริษัทจะมุ่งเน้นเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุนในโครงการที่มีผลตอบแทนสูง และจะเน้นการเข้าลงทุนเองเป็นหลัก

โรงงานน้ำตาลทราย คาดภัยแล้งฉุดหีบอ้อยปี 62/63 ไม่สดใส ฉุดผลผลิตลดลงเหลือ 100 ล้านตัน เร่งบริหารรับมือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยพุ่ง

โรงงานน้ำตาลทราย คาดภัยแล้งฉุดหีบอ้อยปี 62/63 ไม่สดใส ฉุดผลผลิตลดลงเหลือ 100 ล้านตัน เร่งบริหารรับมือต้นทุนการผลิตต่อหน่วยพุ่ง

โรงงานน้ำตาลทราย เผยภาพรวมอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยรอบปี 62/63 ไม่สดใส หลังประเมินอ้อยเข้าหีบปีนี้หดเหลือต่ำกว่า 100 ล้านตันอ้อย ลดลงกว่า 30% เมื่อเทียบกับอ้อยเข้าหีบปีก่อน จากสภาพปัญหาภัยแล้งรุนแรง ฉุดคุณภาพผลผลิตอ้อยต่ำ ดันต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อหน่วยพุ่ง ลุ้นราคาน้ำตาลในตลาดโลกฟื้นตัวหากราคาน้ำมันแพง

       นายสิริวุทธิ์  เสียมภักดี รองประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ไทยชูการ์ มิลเลอร์ จำกัด (TSMC) เปิดเผยว่า อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทย กำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญต่อการบริหารจัดการด้านต้นทุนการเพาะปลูกอ้อยและต้นทุนการผลิตน้ำตาลทรายที่เพิ่มขึ้น สวนทางปริมาณอ้อยเข้าหีบในฤดูการผลิตปี 62/63 ซึ่งคาดว่า จะลดลงเมื่อเทียบกับฤดูการผลิตปีก่อน จากสภาพปัญหาภัยแล้งในพื้นที่เพาะปลูกและในบางพื้นที่เจอสภาพอากาศแปรปรวน ส่งผลภาพรวมอุตสาหกรรมมีความเสี่ยงสูงขึ้น นอกจากนี้ อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลไทย ยังได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทส่งผลให้ปริมาณการส่งออกลดลง 3-4 ล้านตัน

       ทั้งนี้ ในฐานะประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกน้ำตาลรายใหญ่อันดับ ของโลก ต้องเร่งวางแผนบริหารจัดการด้านต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ ตั้งแต่กระบวนการเพาะปลูกอ้อยในไร่ การจัดหาแหล่งน้ำให้เพียงพอต่อการเพาะปลูก เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่คุกคามอุตสาหกรรม ส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณผลผลิตต่อไร่และคุณภาพอ้อยเข้าหีบ ทำให้ผลผลิตน้ำตาลทรายต่อตันอ้อยไม่ดีเท่าที่ควร และต้นทุนการผลิตโดยรวมเพิ่มขึ้

       ดังนั้น โรงงานจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตหีบสกัดน้ำตาลให้สูงที่สุด เพื่อให้ชาวไร่รับผลประโยชน์สูงสุดจากการเพาะปลูก โดยปีการผลิต 2562/63 ชาวไร่และโรงงานต้องร่วมมือบริหารจัดการต้นทุนการผลิตให้มีประสิทธิภาพ เนื่องจากคาดว่าจะมีอ้อยเข้าหีบไม่เกิน 100 ล้านตันเท่านั้น ต่ำกว่าปีก่อนหน้าที่มีปริมาณอ้อยเข้าหีบถึง 130 ล้านตันอ้อย

       ขณะเดียวกัน คุณภาพผลผลิตอ้อยยังเสี่ยงสูงจากปัญหาอ้อยไฟไหม้ เนื่องจากชาวไร่มีต้นทุนสูงในการจัดเก็บผลผลิตอ้อยสดส่งโรงงาน แม้ที่ผ่านมา โรงงานน้ำตาลพยายามจัดส่งรถตัดอ้อยเข้าไปช่วยเหลือชาวไร่คู่สัญญาแล้ว แต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ ดังนั้น ภาครัฐควรให้ความช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนรถตัดอ้อยดอกเบี้ยต่ำให้แก่โรงงาน เพื่อนำไปสนับสนุนชาวไร่อ้อยตัดอ้อยสด เป็นต้น

       “อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทรายไทยปีนี้ ต้องบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนการผลิตที่ดี ในยามที่อ้อยเข้าหีบลดลงและยังมีปัญหาอ้อยไฟไหม้ที่ส่งผลต่อการหีบสกัด ทำให้ได้น้ำตาลต่อตันอ้อยลดลง แถมยังได้รับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งที่กระทบต่อรายได้ของอุตสาหกรรม เพราะรายได้กว่า 75ของอุตสาหกรรมมาจากส่งออก หากเงินบาทแข็งมาก รายได้เป็นเงินบาทก็จะลดลง จะส่งผลทำให้มีรายได้ที่จะนำไปแบ่งปันระหว่างชาวไร่และโรงงานลดลง” นายสิริวุทธิ์ กล่าว

       ทั้งนี้ โรงงานน้ำตาลอยู่ระหว่างการติดตามสถานการณ์ราคาน้ำตาลในตลาดโลกว่า หลังเกิดความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านนั้น จะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเพียงใด โดยหากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น มีความเป็นไปได้ที่ผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ อย่างประเทศบราซิล จะนำอ้อยไปผลิตเป็นเอทานอลมากขึ้น ทำให้ซัพพลายน้ำตาลเข้าสู่ตลาดลดลง อีกทั้งหลายประเทศประสบปัญหาสภาพอากาศ โดยเฉพาะ ไทย มีผลผลิตน้ำตาลลดลงอย่างมาก จึงมีโอกาสที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะปรับเพิ่มขึ้นได้

“โฮมโปร” อาสาเคียงข้างคุณรับมือภาวะวิกฤตภัยแล้ง น้ำกร่อย และฝุ่น PM 2.5 พร้อมเตรียมสินค้ารองรับความต้องการลูกค้า

“โฮมโปร” อาสาเคียงข้างคุณรับมือภาวะวิกฤตภัยแล้ง น้ำกร่อย และฝุ่น PM 2.5 พร้อมเตรียมสินค้ารองรับความต้องการลูกค้า

หนึ่งในวิกฤตการณ์ที่ชาวไทยจะต้องประสบกันเมื่อเข้าถึงฤดูร้อน นั่นก็คือวิกฤตการณ์ภัยแล้ง ที่นับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แปรผันกับสภาพแวดล้อมของโลกเรา ซึ่งวิกฤตการณ์ภัยแล้งในปี 2563 นี้ถือเป็นภัยแล้งที่รุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ไทยเลยทีเดียว จากผลพวงของฤดูแล้งของปีที่ผ่านมายังส่งผลถึงปีนี้ “โฮมโปร” ในฐานะผู้นำธุรกิจค้าปลีกศูนย์รวมวัสดุและอุปกรณ์ตกแต่งบ้านครบวงจร TOTAL HOME SOLUTION พร้อมเดินหน้ารองรับกับภาวะวิกฤตภัยแล้งที่จะมาถึง

นางสาวสันนิภา สว่างพื้น ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการด้านจัดซื้อ Home Improvement   บริษัท โฮม โปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)  หรือ “โฮมโปร” เผยว่า ภาวะวิกฤตภัยแล้งปีนี้มาไวกว่าที่คิด และจะทำให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบมากขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา อีกทั้งปีนี้จะแล้งหนักและยาวนานไปจนถึงช่วงเดือน มิถุนายน 2563 และนอกจากภาวะวิกฤตภัยแล้ง เรายังรับมือกับ วิกฤตน้ำทะเลหนุนสูง ที่ส่งผลให้ค่าความเค็มของน้ำประปา สูงขึ้นกว่าปกติ 5 - 10 เท่าตัว ซึ่งส่งผลให้น้ำประปาในพื้นที่บางจุดของกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีรสกร่อย โฮมโปรจึงขอเป็นอีกหนึ่งแรงที่จะช่วยเหลือประชาชนชาวไทย ให้สามารถฝ่าวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้ ซึ่งบริษัทได้เตรียมรับมือกับภาวะวิกฤตที่จะมาถึง ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยการจัดหารและสต๊อกสินค้าไว้จำหน่ายอย่างเพียงพอ เพื่อรับมือกับปัญหาภัยแล้งที่ยาวนาน และเพื่อให้รองรับทุกความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบครัน

โฮมโปร” ในฐานะผู้นำเรื่องบ้านครบวงจร TOTAL HOME SOLUTION ได้เตรียมรับมือกับภาวะภัยแล้ง และปัญหาน้ำกร่อย จากการคัดสรรบริการ WATER TREATMENT SOLUTION นวัตกรรมครบวงจรเกี่ยวกับเรื่องน้ำโดยเฉพาะ ที่รวบรวมหลากหลายผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับน้ำ รวมไปถึงเรื่องน่ารู้และวิธีการดูแลเรื่องน้ำในบ้านแบบเจาะลึก ไม่ว่าจะเป็น แท้งค์น้ำและปั๊มน้ำ ที่ทำจากวัสดุคุณภาพสูง ทนทานสภาพการเปลี่ยนแปลงได้ดี พร้อมการแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม ให้สามารถรับมือกับปัญหาภัยแล้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งวิธีการคำนวณเลือกแท้งค์น้ำ, การเลือกชนิดของปั๊มน้ำทั้งแบบถังแรงดันและอินเวิร์ทเตอร์ ให้เหมาะสมกับการใช้งาน พร้อมสามารถจ่ายน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของครอบครัว

นอกจากนี้ บริการ WATER TREATMENT SOLUTION ยังควบรวมไปถึงนวัตกรรม เครื่องกรองน้ำทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น เครื่องกรองน้ำมาตรฐาน, เครื่องทำน้ำด่าง ที่สามารถปรับค่า pH (ความเป็นกรด-ด่าง) ได้ในตัว, ก๊อกน้ำปรับอุณหภูมิน้ำได้ในตัว ติดตั้งได้ทั้งในซิงค์ล้างจานและอ่างล้างหน้า รวมไปถึง การจัดการปัญหาน้ำกร่อยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ด้วย เครื่องกรองน้ำระบบ RO ช่วยลดปริมาณเกลือในน้ำประปา และแก้ปัญหาน้ำกร่อยได้ในทันที โดยเฉพาะนวัตกรรม “กรองน้ำระบบ RO  รีเวอร์ส ออสโมซิส (Reverse Osmosis)” ที่สามารถกำจัดสิ่งปนเปื้อน อย่างตะกอน ฝุ่น จุลินทรีย์ สารเคมี และแร่ธาตุ ออกจากน้ำ ช่วยเพิ่มความบริสุทธิ์และคุณภาพของน้ำประปา ทั้งยังช่วยยืดอายุการใช้งานไส้กรองของเครื่องกรองน้ำ ลดภาระค่าใช้จ่ายในบ้านได้ดียิ่งขึ้น

นางสาวสันนิภา กล่าวต่อไปว่า ความรุนแรงจากปัญหาภัยแล้ง ยังทำให้สภาพอากาศปิด และมีการสะสมของฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นในระดับที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่ง “โฮมโปร” ก็ได้จัดการวิธีรับมือกับปัญหาดังกล่าวเช่นกัน ด้วยการคัดสรรนวัตกรรม “เครื่องฟอกอากาศ” ที่มีประสิทธิภาพและเพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า จากแบรนด์ชั้นนำมากกว่า 10 แบรนด์ เพื่อสร้างอากาศที่ดี ให้บ้านสะอาด ปลอดภัย ห่างไกลจากโรคภูมิแพ้ เสริมด้วยคำแนะนำสิ่งที่ควรรู้จากทีมช่างผู้เชี่ยวชาญ ในการเลือกเครื่องฟอกอากาศที่เหมาะสมกับบ้าน รวมถึงวิธีการทำความสะอาดและดูแลรักษาเครื่องฟอกอากาศ ในสภาวะที่มีฝุ่นละออง PM 2.5 มากกว่าปกติ อย่างช่วงเวลานี้

“การรับมือกับปัญหาวิกฤติทั้ง 3 ของโฮมโปร ทั้งภัยแล้ง น้ำกร่อย และฝุ่น PM 2.5 ไม่ได้มีแค่การเตรียมการด้านสินค้าเท่านั้น เพราะโฮมโปรใส่ใจในหัวข้อของการให้บริการเช่นกัน ซึ่งบริษัทได้เพิ่มประสิทธิภาพการบริการ และขยายช่องทางให้อยู่ใกล้ลูกค้ามากที่สุด อาทิ บริการจากทีม Home Service ทีมช่างมืออาชีพที่เตรียมพร้อมในการซ่อมแซม-ดูแล อุปกรณ์เครื่องใช้ในอยู่ในสภาพพร้อมที่สุด, บริการ Click & Collect ช้อปสินค้าออนไลน์ พร้อมเลือกกำหนดช่วงเวลาและสาขาในการรับสินค้าได้เอง, บริการส่งฟรีทั่วไทย ในวันเดียว (Same Day Delivery) รวมถึงบริการติดตั้งฟรี การันตีด้วยทีมช่างมืออาชีพ ให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงสินค้า พร้อมรับมือกับวิกฤตได้ตลอด 24 ชั่วโมง, สโตร์ที่ครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ รวมถึงการช้อปผ่านช่องทางออนไลน์ที่เข้าถึงง่าย และสะดวกรวดเร็วกว่า ให้คนรักบ้านมั่นใจได้ว่า โฮมโปร พร้อมฝ่าวิกฤติภัยแล้งนี้ไปพร้อมกับทุกคน” นางสาวสันนิภา กล่าวทิ้งท้าย

แสนสิริต่อยอดกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ชี้ Q1แนวโน้มดี ล่าสุดส่ง “เศรษฐสิริ จรัญฯ-ปิ่นเกล้า 2” โกยยอดขายแล้ว 500 ลบ. ต่อยอดความสำเร็จบ้านเดี่ยวแบรนด์เศรษฐสิริ ในกรุงเทพฯ โซนตะวันตกโครงการที่ 4 จ่อคิวเปิดตัวคลับเฮาส์ พร้อมเปิดตัวโครงการ เดือน เมษายนนี้

แสนสิริต่อยอดกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ชี้ Q1แนวโน้มดี ล่าสุดส่ง “เศรษฐสิริ จรัญฯ-ปิ่นเกล้า 2” โกยยอดขายแล้ว 500 ลบ. ต่อยอดความสำเร็จบ้านเดี่ยวแบรนด์เศรษฐสิริ ในกรุงเทพฯ โซนตะวันตกโครงการที่ 4 จ่อคิวเปิดตัวคลับเฮาส์ พร้อมเปิดตัวโครงการ เดือน เมษายนนี้

แสนสิริต่อยอดกลยุทธ์พิชิตเป้าหมายผู้นำตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮม ชี้ตลาดโครงการแนวราบ Q1 แนวโน้มดี

โดยเฉพาะทำเลกรุงเทพฯ โซนตะวันตก ทำเลฮอต รับอานิสงส์รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเริ่มเปิดใช้

ล่าสุดส่งโครงการ “เศรษฐสิริ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า 2” มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท โกยยอดขายให้บ้านเดี่ยวแบรนด์เศรษฐสิริ ภาพของชีวิตที่ภาคภูมิ

ไปแล้ว 500 ล้านบาท จากจุดเด่นโครงการนับเป็น “โครงการบ้านเดี่ยวบนสุดยอดทำเลทองในโซนจรัญฯ

เพียง นาทีจากสถานีรถไฟฟ้าบางขุนนนท์ ซึ่งเป็น Interchange Station หรือสถานีเชื่อมต่อหลัก

และทำเลโครงการติดถนนสายหลักถึง 4 เส้นทาง พร้อมแนวคิดการออกแบบสถาปัตยกรรมท้องถิ่นใหม่

เพื่อส่งต่อเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิ (Heritage of Success) ร่วมกับจุดเด่นบ้าน นวัตกรรมบ้านปลอดฝุ่น

นวัตกรรมบ้านเย็นอยู่สบาย ดีไซน์เพื่อการอยู่อาศัยสำหรับทุกคนในพื้นที่ส่วนกลางพร้อม

ไฮไลท์ด้วย Educational playground สนามเด็กเล่นเพื่อการเรียนรู้ที่แสนสิริพัฒนาร่วมกับรพ.เด็กสมิติเวช และแสนสิริ เซอร์วิส – มุ่งมั่น

มอบบริการที่ดีที่สุดทั้งก่อนและหลังการขายพร้อม LIV-24 ดูแลความปลอดภัยส่งตรงจากศูนย์ควบคุมแบบเรียลไทม์ 24 ชั่วโมงมาตรฐานแสนสิริ

คาดลูกค้าตอบรับดีต่อยอดความสำเร็จจากแบรนด์เศรษฐสิริ ที่ปิดการขายในทำเลนี้ไปแล้วถึง 3 โครงการ

จ่อคิวเตรียมจัด Grand Opening พร้อมเปิดตัวคลับเฮาส์เดือนเมษายนนี้ เปิดการขายในระดับราคา 11 – 25 ล้านบาท

 

นายอาณัติ  กิตติกุลเมธี รองกรรมการผู้จัดการฝ่ายพัฒนาโครงการแนวราบ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า

บริษัทเริ่มต่อยอดกลยุทธ์ก้าวสู่เป้าหมายผู้นำในตลาดบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมตามที่วางไว้ โดยมุมมองภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงต้นปี

โดยเฉพาะที่อยู่อาศัยประเภทบ้านเดี่ยวในช่วงไตรมาสแรกของปี 2563 มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ล่าสุดบริษัทมียอดขายจากโครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า2

ซึ่งเพิ่งเปิดตัวในช่วงปลายปีที่ผ่านมาแล้วถึง 500 ล้านบาท นับว่าเป็นบ้านเดี่ยวแบรนด์ เศรษฐสิริ โครงการที่ 4 ในทำเลกรุงเทพโซนตะวันตกในย่านจรัญสนิทวงศ์

ที่ประสบความสำเร็จต่อยอดจาก 3 โครงการที่ปิดการขายไปก่อนหน้า ได้แก่ โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์ – จรัญฯ โครงการแรก

โครงการเศรษฐสิริ ราชพฤกษ์ – จรัญฯ 2 และโครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า ที่ปิดการขายล่าสุด  

 

“โครงการเศรษฐสิริ จรัญฯ – ปิ่นเกล้า 2 จำนวน 222 ยูนิต มูลค่าโครงการ 3,500 ล้านบาท มีความโดดเด่นในทำเลที่ตั้ง 62 ไร่

ซึ่งนับเป็น “โครงการบ้านเดี่ยวบนสุดยอดทำเลทองในโซนจรัญฯ” ตั้งอยู่ในทำเลศักยภาพที่กำลังเติบโตสูง โดยโครงการตั้งอยู่บนถนนเลียบทางรถไฟตลิ่งชันที่เชื่อมสู่ถนนสายหลักถึง 4 เส้นทาง

ได้แก่ ถนนบรมราชชนนีถนนจรัญสนิทวงศ์ถนนพรานนก-พุทธมณฑลสาย 4 และถนนราชพฤกษ์ได้โดยสะดวก

นอกจากนี้โครงการยังตั้งอยู่ใกล้รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน สายเฉลิมรัชมงคล ซึ่งเพิ่งเปิดทดลองให้บริการเดินรถครบเป็นวงกลมตลอดเส้นทาง

ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา เข้ากับรถไฟฟ้าสายสีส้ม และรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง เดินทางเพียง นาทีจากสถานีรถไฟฟ้าบางขุนนนท์

ซึ่งเป็น Interchange Station หรือสถานีเชื่อมต่อหลักของรถไฟฟ้าทั้ง 3 สาย และเพียง 5 นาทีจากทางด่วนศรีรัช

ส่งผลให้ศักยภาพของทำเลในย่านนี้มีการขยายตัวและเติบโต ประกอบด้วยการขยายถนนตัดใหม่ การขยายตัวของสถานที่สำคัญ

เช่น โรงพยาบาลศิริราชเซ็นทรัลพลาซา ปิ่นเกล้า, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นต้น

รวมถึงการขยายตัวของโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่ในเส้นราชพฤกษ์ จึงคาดว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีเช่นเดียวกับโครงการที่ผ่านมา” นายอาณัติ กล่าว

CPL ตั้งเป้าปี 2563 รายได้แตะ 2.5-2.7 พันล้าน คาดฟอกหนังกระเตื้อง-พร้อมเกาะกระแสอีอีซีจัดทัพธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ดันโต 10%

CPL ตั้งเป้าปี 2563 รายได้แตะ 2.5-2.7 พันล้าน คาดฟอกหนังกระเตื้อง-พร้อมเกาะกระแสอีอีซีจัดทัพธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ดันโต 10%

ผู้บริหาร CPL เผยว่า ปี 2562 เป็นปีที่มีความต้องการสินค้าตลาดเครื่องหนังและรองเท้าชะลอตัวลง แต่ CPL ยังทำตลาดได้ดีต่อเนื่อง โดยมีปริมาณลูกค้าสั่งซื้อเพิ่มขึ้น จากความมั่นใจในคุณภาพสินค้าของ CPL คาดปี 2563 ยังรักษาระดับยอดสั่งซื้อไว้ได้ที่ 22-23 ล้านตารางฟุต ชี้ ปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบในปีนี้ ต้องติดตามทั้งสงครามการค้า การย้ายฐานการผลิตและความผันผวนของค่าเงินบาท พร้อมวางเป้าการเติบโตของธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ไว้ที่ 10% เดินหน้าเกาะกระแสอีอีซี รุกขยายสายผลิตภัณฑ์ใหม่ มั่นใจปีนี้รายได้จากธุรกิจฟอกหนังและเซฟตี้โปรดักส์ รวมกันแตะ 2.5-2.7 พันล้านบาท

นายสุวัชชัย วงษ์เจริญสิน ประธานกรรมการบริษัท ซีพีแอล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)  หรือ CPL ผู้นำอุตสาหกรรมฟอกหนังสำเร็จรูปรายใหญ่ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคล (เซฟตี้โปรดักส์) ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ซึ่งเป็นกิจการในกลุ่มบริษัทเจริญสิน เปิดเผยภาพรวมธุรกิจในปี 2562 ที่ผ่านมาว่า CPL ยังสามารถทำตลาดในธุรกิจฟอกหนังได้ดี โดยมีปริมาณการสั่งซื้อสินค้าจากลูกค้าเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อนๆ โดยมียอดรับคำสั่งซื้อในปริมาณ 20-24 ล้านตารางฟุตต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นการรักษาระดับคำสั่งซื้อไว้ได้ แม้ว่า ในปีที่ผ่านมา ธุรกิจฟอกหนังจะอยู่ในภาวะชะลอตัวจากปัญหาทางเศรษฐกิจภายนอกที่เข้ามามีผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯกับจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของบริษัทฯ รวมถึงการจัดการด้านสิ่งแวดล้อมในแต่ละประเทศ และปัญหาเศรษฐกิจยุโรปทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ทำให้ในปีที่ผ่านมาสินค้าส่งออกของ CPL มีการรับรู้รายได้ที่น้อยลงกว่าเดิม

แม้จะเผชิญกับภาวะที่ยากลำบาก แต่บริษัทฯ ยังมั่นใจในด้านการตลาด การขายและการบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้ารายหลัก ทำให้สินค้าของ CPL ยังคงได้รับความไว้วางใจจากแบรนด์ผู้ผลิตสินค้าชั้นนำของโลก ที่ยังคงส่งคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ มั่นใจว่า ในปีนี้ CPL  จะยังคงได้รับคำสั่งซื้อในปริมาณเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น จากการปรับปรุงการผลิตและการขายให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ ได้ขยายการลงทุนและปรับปรุงระบบการผลิตให้มีมาตรฐานเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30% เพื่อรองรับตลาดอื่นๆ รวมถึงผู้ร่วมทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจรายใหม่ๆ โดยเฉพาะการลงทุนในธุรกิจฟอกหนังสำเร็จรูป (Finished Leather) ที่ฝ่ายบริหารอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติม ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้ปรับสัดส่วนการผลิตหนังดิบ จากเดิมเป็นการผลิตเพื่อส่งออกทั้งหมดเป็นการผลิตเพื่อใช้ในกิจการประมาณ 50% ของระบบผลิตรวม เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าจากแบรนด์สินค้าต่างๆ ทำให้สามารถบริหารจัดการสินค้าได้ดีขึ้น และการบริหารสินค้าคงคลังของบริษัทฯ มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นายสุวัชชัยกล่าวด้วยว่า สำหรับปีนี้ บริษัทฯ คาดว่าธุรกิจฟอกหนังจะมียอดสั่งซื้อ 22-23 ล้านตารางฟุต ใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา ถือเป็นการรักษาระดับคำสั่งซื้อของลูกค้าในเกณฑ์ปกติ โดยปัจจัยที่จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ประกอบด้วย การเจรจาการค้า การย้ายฐานการผลิต ตลอดจนความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยคาดการณ์ว่า บริษัทฯ ยังคงรับรู้รายได้จากการธุรกิจฟอกหนังในระดับ 1,800-2,000 ล้านบาท ส่วนปัจจัยที่เป็นความท้าทายของธุรกิจยังคงอยู่ราคาขายที่ไม่สามารถขายสินค้าในราคาสูงขึ้นได้ ดังนั้น ฝ่ายบริหารจึงลดความเสี่ยงจากปัญหานี้ด้วยการจัดหาวัตถุดิบที่มีคุณภาพดีในราคาต้นทุนไม่สูงมาก โดยยังเน้นการรักษาคุณภาพสินค้า ตลอดจนการทำการตลาดและพัฒนาผลิตหนังฟอกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงรักษาความรวดเร็วในการส่งมอบสินค้าเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าอีกด้วย

ในส่วนของธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์ ภายใต้แบรนด์ “แพงโกลิน” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สร้างการเติบโตให้กับ CPL กรุ๊ปนั้น ในปีนี้คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มมากขึ้นจากปีก่อนในอัตราประมาณ 10%  จากความต้องการสินค้าป้องกันภัยส่วนบุคคลที่เพิ่มขึ้น จากโครงการต่างๆของทางภาครัฐและเอกชนโดยเฉพาะการเดินหน้าของโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออกหรืออีอีซี ที่จะมีการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่อีกด้วย รวมทั้งผู้ประกอบการภาคเอกชนเริ่มตระหนักถึงมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงาน ทำให้สินค้าเซฟตี้ โปรดักส์มีความต้องการเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่แพงโกลินเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายสินค้าด้านความปลอดภัย ที่ดำเนินกิจการต่อเนื่องยาวนานกว่า 30 ปี ทำให้ลูกค้ามั่นใจในสินค้าและบริการ ส่งผลให้แพงโกลินเป็นแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งเพิ่มขึ้นและมียอดขายเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ประธานกรรมการ บมจ.ซีพีแอล กรุ๊ป กล่าวด้วยว่า บริษัทฯ ยังได้เพิ่มผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยขยายสายผลิตภัณฑ์ไปในส่วนของงานวิศวกรรม และสินค้าที่เป็นไฮ-เทคโนโลยีมากขึ้น จากเดิมที่บริษัทฯ มีกำลังการผลิตรองเท้านิรภัย 80,000 คู่ต่อเดือน และหมวกนิรภัย 60,000 ใบต่อเดือน ซึ่งเป็นสินค้าหลักและยังมีสินค้าที่ป้องกันภัยส่วนบุคคล รวมถึงอุปกรณ์การอำนวยความสะดวกและการจราจรในสถานประกอบการ บริษัทฯ ได้เริ่มทำตลาดในสินค้าประเภทชุดป้องกันสารเคมี หน้ากาก หมวก ป้องกันสารพิษและฝุ่นละออง อีกทั้งอุปกรณ์สำหรับป้องกันการตกหล่นจากที่สูง ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้า บริษัทฯยังคำนึงถึงด้านความปลอดภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้และทดสอบ พร้อมทั้งมีการอบรมการใช้เครื่องมือที่ถูกต้องให้กับหน่วยงานราชการและเอกชนให้มีความพร้อมในการใช้เครื่องมือและตระหนักถึงความปลอดภัยในการทำงาน พร้อมทั้งมีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญในการอำนวยความสะดวกที่ผ่านการฝึกอบรมทางด้านการใช้เครื่องมือมาแนะนำเป็นประจำ อีกทั้งมีการพัฒนาสินค้าใหม่ๆ มารองรับตลาดที่จะเกิดขึ้นในอนาคตและเน้นถึงการออกแบบสินค้าให้มีความสวยงามมากขึ้น

ในปีที่ผ่านมา สินค้าจากธุรกิจเซฟตี้ โปรดักส์มียอดรายได้อยู่ที่ 700 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ ทางทีมงานพยายามเน้นถึงฐานลูกค้าใหม่และตลาดสินค้าทดแทน โดยตั้งเป้าการตลาดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10% ซึ่งเมื่อรวมกับธุรกิจฟอกหนังจะทำให้รายได้ของ CPL ในปีนี้แตะระดับ 2,500-2,700 ล้านบาท โดยในส่วนของแพงโกลินนั้น นอกจากจะแตกสายผลิตภัณฑ์ใหม่และมุ่งเน้นงานที่เป็น Solution Project มากขึ้นแล้ว ในช่วงที่ผ่านมา ยังได้ปรับปรุงสาขาในประเทศ และแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายสินค้าในประเทศพม่าและมีการลงทุนในประเทศเวียดนาม เพื่อเริ่มดำเนินกิจกรรมทางการตลาดของทั้งสองประเทศในกลุ่ม CLMV ซึ่งเป็นการขยายการทำตลาดสินค้าเซฟตี้ โปรดักส์ในต่างประเทศอีกด้วย” นายสุวัชชัย  กล่าว

JWD ส่องเทรนด์ธุรกิจ Self-Storage สดใสรับยุคอี-คอมเมิร์ซบูม ลุยเปิดให้บริการ 2 สาขาใหม่ ‘เทียมร่วมมิตร-รามอินทรา’ ตอบโจทย์คนกรุง

JWD ส่องเทรนด์ธุรกิจ Self-Storage สดใสรับยุคอี-คอมเมิร์ซบูม ลุยเปิดให้บริการ 2 สาขาใหม่ ‘เทียมร่วมมิตร-รามอินทรา’ ตอบโจทย์คนกรุง

บมจ.เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ หรือ JWD ส่องเทรนด์ธุรกิจ Self-Storage (ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า) ปี 2563 สดใส รับยุคอี-คอมเมิร์ชบูมและคอนโดมิเนียมมีพื้นที่เล็กลง ลุยเปิดบริการเพิ่มอีก สาขา ที่เทียมร่วมมิตรและรามอินทรา พร้อมเพิ่มบริการ ห้องเก็บรถ เจาะกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งตะวันออก ตอบโจทย์ความต้องการเช่าพื้นที่เก็บของที่มีระบบรักษาความปลอดภัยและเข้า-ออกได้ 24 ชั่วโมง

 

นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟ
โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JWD 
ผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชนระดับอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ประเมินภาพรวมธุรกิจ Self-Storage (ห้องเก็บของส่วนตัวให้เช่า) มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 จากการขยายการลงทุนของผู้ประกอบการรายเดิมและผู้ประกอบรายใหม่ โดยมีปัจจัยบวกจากการขยายตัวของธุรกิจอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ส่งผลให้เกิดความต้องการเช่าพื้นที่จัดเก็บสินค้าที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับแหล่งค้าขาย

 

ขณะเดียวกันยังได้รับปัจจัยเกื้อหนุนจากการขยายตัวของโครงการคอนโดมิเนียมพักอาศัยในเมืองที่มีขนาดเล็กลง ส่งผลให้มีพื้นที่เก็บของจำกัด จึงมีความจำเป็นต้องเช่าพื้นที่เพิ่มเติมที่มีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีเพื่อเก็บของใช้ส่วนตัว จากปัจจัยดังกล่าว JWD จึงเห็นโอกาสขยายการลงทุน Self-Storage เพิ่มเติมในพื้นที่กรุงเทพฯ บนทำเลที่มีศักยภาพเพื่อสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

 

ล่าสุด JWD ได้เปิดบริการ Self-Storage เพิ่มขึ้นอีก สาขา ภายใต้ชื่อ JWD Store It! (เจดับเบิ้ลยูดี สโตร์ อิท!) ได้แก่ สาขาเทียมร่วมมิตร มีพื้นที่ให้บริการรวม 2,000 ตารางเมตร และห้องเก็บของให้เช่าเริ่มต้นที่ 1-42 ตารางเมตร ตั้งอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟฟ้า MRT ศูนย์วัฒนธรรม (เดินทางประมาณ 10 นาที) ซึ่งเป็นแหล่งชุมชนและการค้าที่มีผู้อยู่อาศัยหนาแน่น เพื่อเจาะกลุ่มผู้อยู่อาศัยและค้าขายในย่านรัชดาภิเษก พระราม รามคำแหงและละแวกใกล้เคียง โดยนับจากเปิดบริการเมื่อวันที่ 16 ธันวาคมที่ผ่านมาถือว่ามีผลตอบรับน่าพอใจ ปัจจุบันมีลูกค้าเข้าใช้บริการแล้ว

 

นอกจากนี้ ได้ขยายการให้บริการใหม่ในสาขาดังกล่าวคือ บริการห้องเก็บรถ แบบ Drive-in Unit ขนาดพื้นที่ 14-16 ตารางเมตร หลังจากสำรวจพบว่ามีความต้องการเช่าพื้นที่จอดรถจากผู้พักอาศัยในย่านนี้ โดยเน้นระบบรักษาความปลอดภัยและสามารถเข้า-ออกได้ตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งถือเป็นเซอร์วิสรูปแบบใหม่ที่ JWD นำเสนอแก่ผู้บริโภค

 

ส่วนในวันที่ มกราคมที่ผ่านมา ได้เปิดให้บริการสาขารามอินทรา มีพื้นที่ให้บริการรวม 1,800 ตารางเมตร และห้องเก็บของให้เช่าเริ่มต้นที่ 2.4-35 ตารางเมตร ปัจจุบันมีผู้สนใจสอบรายละเอียดการใช้บริการเป็นจำนวนมาก เนื่องจากตั้งอยู่ในทำเลที่มีศักยภาพ โดยถือเป็นเป็นย่านพักอาศัยและย่านการค้าที่สำคัญของพื้นที่กรุงเทพฯ โซนตะวันออก จึงมั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ใช้บริการ ล่าสุดอยู่ระหว่างเตรียมพื้นที่สำหรับก่อสร้างสาขาที่ ย่านรามคำแหง ตั้งเป้าพร้อมเปิดให้บริการภายในไตรมาส ปีนี้

 

ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร JWD กล่าวว่า ขณะที่การดำเนินงานของ JWD Store It! สาขาศรีกรีฑา (ถนนกรุงเทพกรีฑา) และสาขาสยาม ปัจจุบันมีอัตราการเช่าพื้นที่ 98% และ 60% ตามลำดับ โดยสาขาศรีกรีฑาส่วนใหญ่เป็นผู้ใช้บริการระยะยาว ส่วนสาขาสยามมีอัตราการเช่าพื้นที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีบริการ Safe Deposit Box (ตู้นิรภัยให้เช่า) เพื่อเก็บของมีค่า และได้เปิดให้บริการใหม่ JWD Art Space เพื่อให้บริการโลจิสติกส์และจัดเก็บงานศิลปะแบบครบวงจร ตอบสนองกลุ่มนักสะสมงานศิลปะที่ต้องการพื้นที่จัดเก็บและการให้บริการขนย้ายที่ได้มาตรฐานสากล

 

ทั้งนี้ JWD ตั้งเป้าหมายเป็นผู้นำบริการ Self-Storage ในประเทศไทย โดยวางแผนงานภายใน ปีข้างหน้า จะขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 15-20 แห่ง มีพื้นที่ให้บริการรวมมากกว่า 20,000 ตารางเมตร เน้นทำเลในเมือง ใกล้แหล่งค้าขายและพักอาศัยที่ลูกค้าสามารถเข้า-ออกได้สะดวกเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

BIZ ปักหมุดปี 63 รายได้พุ่งเท่าตัว อานิสงส์ส่งมอบเครื่องฉายมะเร็งสุดล้ำให้ รพ.จุฬาฯ ส่วน รพ.แคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา คาด 5-7 ปี คืนทุน

BIZ ปักหมุดปี 63 รายได้พุ่งเท่าตัว อานิสงส์ส่งมอบเครื่องฉายมะเร็งสุดล้ำให้ รพ.จุฬาฯ ส่วน รพ.แคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา คาด 5-7 ปี คืนทุน

สมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์” บิ๊กบอส บมจ.บิสซิเนสอะไลเม้นท์ (BIZ) กางพิมพ์เขียวธุรกิจปี 63 รายได้กระฉูด อานิสงส์ส่งมอบเครื่อง “ไซโคลตรอน” เครื่องรักษาโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอนให้กับโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ซึ่งจะเป็นประเทศแรกในอาเซียนที่ได้ใช้เครื่องรุ่นนี้ ขณะที่โรงพยาบาลแคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา จะเปิดให้บริการอื่น ๆ เร็วๆ นี้ คาดภายใน 5-7 ปีคืนทุน

 

นายสมพงษ์ ชื่นกิติญานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิสซิเนสอะไลเม้นท์ จำกัด (มหาชน) (BIZ) เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2563 ยังคงเดินหน้าส่งมอบเครื่องฉายรังสี ให้กับโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชนตามแผน โดยปัจจุบันมีมูลค่างานในมือรอส่งมอบ (Backlog) 1.4 พันล้านบาท คาดว่ารายได้รวมในปีนี้พุ่งเท่าตัวจากปีก่อนหน้า จากการรับรู้รายได้โครงการศูนย์รักษาผู้ป่วยมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

 

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ถือเป็นโรงพยาบาลแห่งแรกในประเทศไทย ที่ติดตั้งใช้เครื่องฉายรังสีด้วยอนุภาคโปรตอนนี้ และจะเป็นประเทศแรกในกลุ่มอาเซียนที่เปิดให้บริการการรักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งด้วยอนุภาคโปรตอน ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีล้ำสมัย จุดเด่นของอนุภาคโปรตอน คือปริมาณรังสีที่สม่ำเสมอครอบคลุมเป้ารักษา โดยบริเวณนอกลำรังสีได้รับรังสีน้อยที่สุดหรือไม่ได้รับเลย และมีประสิทธิภาพสูงในการฆ่าเซลล์มะเร็ง แพทย์จึงสามารถเพิ่มปริมาณรังสีสูงสุดที่สามารถทำลายเซลล์มะเร็งได้หมด ในขณะเดียวกันก็ลดผลข้างเคียงจากการรักษาได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยมะเร็งเด็ก 

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเดินหน้าในการเข้าร่วมประมูลงานใหม่ต่อเนื่อง โดยส่วนใหญ่เป็นงานของโรงพยาบาลรัฐ จำนวน 7-8 โครงการ มูลค่างานรวมกว่า 1,000 ล้านบาท คาดในไตรมาส 1/63 จะรับรู้ผลประมูลงานโรงพยาบาลรัฐ 1-2 โครงการ เสริม backlog ให้แข็งแกร่งหนุนรายได้ทั้งปีพุ่งกระฉูด  

สำหรับโรงพยาบาลแคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา จ.ชลบุรี ซึ่งบริษัทฯ เข้าร่วมถือหุ้นในสัดส่วน 65% ได้เปิดให้บริการแล้วในวันที่ 1 ตุลาคม 2562  มีผู้ป่วยเข้ามารับบริการอย่างต่อเนื่อง คาดในปี 2563 จะได้รับการตอบรับ เป็นที่รู้จักเพิ่มมากขึ้นตามแผน ส่งผลการรับรู้รายได้ตามสัดส่วน โดยคาดว่าจะถึงจุดคุ้มทุนภายใน 5-7 ปี เตรียมพร้อมเปิดให้บริการ ส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติม อาทิ ศูนย์ไตเทียม คลินิกแพทย์แผนไทย  ภายในไตรมาส 1/63 นี้

 

ทั้งนี้ โรงพยาบาลแคนเซอร์อลิอันซ์ ศรีราชา ชลบุรี แบ่งการรักษาออกเป็น ประเภท คือ การรักษาด้วยการฉายรังสี และการรักษาด้วยเคมีบำบัด เน้นการควบคุมคุณภาพการรักษาให้ได้มาตรฐาน โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งโดยเฉพาะ ทำให้มีประสิทธิภาพ และความปลอดภัยตามมาตรฐานสากล ขนาดให้บริการรองรับผู้ป่วยค้างคืน 30 เตียง และเครื่องฉายรังสีเริ่มต้นที่ เตียง

นักลงทุน เฮ “กองทุน WE-GTECH8M” ทำผลตอบแทนถึงเป้า 8% มองหุ้นเทคฯ ปี 63 ยังเติบโต แนะลงทุน“กอง WE-GTECH” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง

นักลงทุน เฮ “กองทุน WE-GTECH8M” ทำผลตอบแทนถึงเป้า 8% มองหุ้นเทคฯ ปี 63 ยังเติบโต แนะลงทุน“กอง WE-GTECH” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนต่อเนื่อง

บลจ.วี โชว์ผลงาน “กองทุน WE-GTECH8M” สร้างผลตอบแทนถึงเป้าหมายทะลุ 8% ในระยะเวลา 6 เดือน 20 วัน หลังกลุ่มเทคโนโลยีทะยานตัวขึ้นรับปัจจัยบวกข้อตกลงการค้า มองแนวโน้มหุ้นเทคโนโลยีในปี 2563 ยังไปต่อ แนะนำ “กองทุน WE-GTECH” เพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนให้พอร์ตต่อเนื่อง
 
นายอิศรา พุฒตาลศรี” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วี จำกัด (“บลจ.วี”) เปิดเผยว่า หลังจากที่ บลจ.วี ได้เปิดเสนอขาย IPO กองทุนเปิด วี โกลบอล เทคโนโลยี 8M (WE-GTECH8M) ซึ่งลงในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีไปเมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมานั้น ด้วยมุมมองการลงทุนของ บลจ.วี ต่อการเติบโตของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี ทำให้กองทุน WE-GTECH8M สามารถทำผลตอบแทนได้ถึงเป้าหมาย 8% ตามที่ตั้งเป้าไว้ โดยมีมูลค่าหน่วยลงทุนที่รับซื้อคืนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนเท่ากับ 10.8165 บาทต่อหน่วย หรือ 8.165% ด้วยระยะเวลาการลงทุน 6 เดือน 20 วัน เร็วกว่าเป้าหมายระยะเวลา 8 เดือนที่ตั้งไว้ และบริษัทจะทำการสับเปลี่ยนหน่วยลงทุนไปยังกองทุนเปิด วี มันนี่ มาร์เก็ต ผู้ถือหน่วยสามารถดำเนินการขายหน่วยลงทุนคืนได้ตั้งแต่วันที่ 16 ม.ค. เป็นต้นไป
ด้วยมุมมองการลงทุนของ บลจ.วี ในปี 2563 ยังมองว่าหุ้นเทคโนโลยี ยังเป็นกลุ่มที่มีความน่าสนใจและยังมีแนวโน้มที่ในการเติบโตต่อเนื่องแม้การปรับตัวขึ้นมาทำสถิติใหม่ (New High) ของตลาดหุ้นสหรัฐฯในช่วงที่ผ่านมาหลังจากการเจรจาทำข้อตกลงทางการของสหรัฐฯกับจีนในเฟส 1 สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องจากการเปลี่ยนยุคดิจิตัล ซึ่งใช้เทคโนโลยีเป็นพื้นฐานในการใช้ชีวิตและขยายธุรกิจ ซึ่งเป็นธีมการลงทุนที่สร้างโอกาสผลตอบแทนที่ดีในระยะยาว ตามที่ บลจ.วี ได้แนะนำไว้ก่อนหน้านี้
ดังนั้น เพื่อเป็นการลงทุนที่ต่อเนื่องและเพื่อโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่มีการเติบโตโดยเฉพาะในหุ้นเทคโนโลยีที่ทำธุรกิจมีรายได้ในรูปกระแสเงินสดเติบโตต่อเนื่องสม่ำเสมอจากปัจจัยพื้นฐานที่ดี บลจ.วี ยังแนะนำกระจายการลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคฯ ต่อเนื่องใน “กองทุนเปิด วี โกลบอล เทคโนโลยี (WE-GTECH)” ซึ่งเป็นกองทุนเปิดที่สามารถซื้อขายได้ทุกวันทำการ
ทั้งนี้ กองทุน WE-GTECH ซึ่งจัดตั้งกองทุนในวันที่ 8 ส.ค. 2562 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงาน ณ วันที่ 10 ม.ค. 2563 ให้ผลตอบแทนย้อนหลัง 3 เดือนอยู่ที่ 12.77% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน Dow Jones Global Technology Index อยู่ที่ 18.04% และให้ผลตอบแทนตั้งแต่จัดตั้งกองทุนอยู่ที่ 11.98% เทียบกับเกณฑ์มาตรฐานฯ อยู่ที่ 23.13%*
กองทุนเปิด WE-GTECH เน้นลงทุนในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่มีการเติบโตของรายได้และมีกระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ โดยมีพาร์ทเนอร์ของ บลจ.วี คือ POLAR CAPITAL ASSET MANAGEMENT ซึ่งเป็นผู้นำด้านการลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีที่ในยุโรปเป็นผู้บริหาร กองทุนหลัก Polar Capital Global Technology Fund
ทั้งนี้ กองทุน Polar Capital Global Technology Fund กระจายลงทุนใน 8 กลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีสำคัญที่อยู่ในโครงสร้างธุรกิจอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เติบโตยั่งยืนตามพฤติกรรมผู้บริโภค ได้แก่ E-Commerce and Payment, Digital Advertising and Marketing, Cyber and Physical Security, Cloud Infrastructure, Software As A Service, Digital Content and Gaming, Robotic and Automation และ Rising Semiconductor Complexity โดยเลือกลงทุนในบริษัทที่มีมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 200 ล้านดอลลาร์ มีการเติบโตอย่างน้อยในระดับ 1.5-2 เท่า เมื่อเทียบกับการเติบโตของดัชนี และมีการเติบโตของรายได้ประมาณ 15-25% ต่อปี ซึ่งจากแนวทางการบริหารกองทุนที่มีความชัดเจนสะท้อนผลถึงการดำเนินงานกองทุนที่ดีตลอดช่วงการบริหารกองทุนกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

ผู้ถือหุ้น MACO มีมติอนุมัติให้ลงทุนใน HELLO Bangkok LED และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับ PLANB พร้อมแต่งตั้ง PLANB เป็นตัวแทนขายสื่อโฆษณาภายในประเทศ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่1/2563

ผู้ถือหุ้น MACO มีมติอนุมัติให้ลงทุนใน HELLO Bangkok LED และเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับ PLANB พร้อมแต่งตั้ง PLANB เป็นตัวแทนขายสื่อโฆษณาภายในประเทศ ในการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่1/2563

นายมานะ จันทนยิ่งยง ประธานกรรมการบริษัท (คนกลาง) พร้อมด้วย นาย พุน ฉง กิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร(คนที่4 จากซ้าย) และคณะกรรมการบริษัท มาสเตอร์ แอด จำกัด (มหาชน) หรือ MACO จัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่1/2563 โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติให้เข้าลงทุน 50.0% ในบริษัท ฮัลโล บางกอก แอล อี ดี จำกัด หรือ Hello Bangkok LED ด้วยเงินลงทุน 1,950 ล้านบาท และมีมติอนุมัติให้เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ (Private Placement) 1,080 ล้านหุ้น ราคา 1.44 บาท ต่อหุ้น  คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 1,553 ล้านบาท ให้กับ บริษัท แพลน บี มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ PLANB พร้อมทั้งอนุมัติการเข้าทำสัญญาบริหารจัดการเพื่อบริหารสื่อโฆษณาของบริษัทฯ และ/หรือบริษัทย่อยของบริษัทฯ กับ PLANB 

นาย พุน ฉง กิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทเชื่อมั่นว่าทิศทางการบริหารงานที่มุ่งไปนี้จะสร้างความแข็งแกร่งให้กับ MACO ได้อย่างยั่งยืน ซึ่งสินทรัพย์สื่อในประเทศที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการโดย บริษัท แพลนบี มีเดีย จำกัด (มหาชน) (PLANB) จะสร้างความปลอดภัยต่อธุรกิจในประเทศของของเราได้เป็นอย่างดี รวมถึงการซื้อหุ้นใน บริษัท ฮัลโล บางกอก แอลอีดี จำกัด และการออกหุ้นให้กับ PLANB คือการแสดงความเชื่อมั่นในความสามารถของ PLANB ที่จะสามารถสร้างประโยชน์จากสินทรัพย์สื่อกลางแจ้งทั้งหมด ทั้งการนำเสนอสื่อและสร้างเนื้อหาการโฆษณาที่มีมูลค่ามากขึ้น โดยการทำธุรกรรมข้างต้นนี้จะผลักดันให้ MACO เป็นเจ้าของสื่อโฆษณากลางแจ้งที่มากที่สุดในประเทศไทยผ่านการบริหารด้วยมืออาชีพอย่าง PLANB ส่วน MACO จะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจและทำตลาดในต่างประเทศ โดยเฉพาะภูมิภาคอาเซียนได้อย่างเต็มกำลัง