NDR ปลื้ม! ตลาดยางรถมอไซด์ในลาวคึกคัก

NDR ปลื้ม! ตลาดยางรถมอไซด์ในลาวคึกคัก

บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR บุกตลาดต่างประเทศเต็มสูบ รวมไปถึงตลาดเพื่อนบ้าน อย่าง กัมพูชา และลาว ซึ่งแว่วๆมาว่า ตอนนี้ตลาดยางรถจักรยานยนต์ที่ลาวเติบโตอย่างโดดเด่น หลังจากทำการตลาดอย่างหนัก งานนี้ เลยทำให้ "ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา" กรรมการผู้จัดการ รู้สึกปลื้มอกปลื้มใจ  แถมได้กำลังใจเดินหน้าขยายงานตลาดต่างประเทศอื่นๆ ที่มีศักยภาพ มุ่งสร้างผลการดำเนินงานสดใสซาบซ่าส์ต่อไปคร้าา

BGC พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก 18 ต.ค.นี้

BGC พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก 18 ต.ค.นี้ โรงงานบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่คาดว่าจะเริ่มเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤศจิกายน ดันกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มเป็น 3,495 ตันต่อวันหนุนการเติบโต

บมจ.บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส (BG Container Glass Public Company Limited(“บริษัทฯ หรือ “BGC”) และบริษัทย่อย 
(
กลุ่มบริษัทฯ”) บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในประเทศไทย พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยวันแรก 18 ตุลาคมนี้ พร้อมเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงงานผลิต
แห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรีในเดือนพฤศจิกายนนี้ ส่งผลให้มีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 
400 ตันต่อวัน รวมเป็นประมาณ 3,495 ตันต่อวัน รองรับแผนการขยายตลาดในประเทศและส่งออกเพื่อสร้างการเติบโต

 

นายศิลปรัตน์ วัฒนเกษตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) (“บริษัทฯ หรือ “BGC”) และบริษัทย่อย (กลุ่มบริษัทฯ”) ผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วรายใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า บริษัทฯ พร้อมนำหุ้นเข้า
ทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก ในวันที่ 
18 ตุลาคม 2561 หลังจากปิดการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุน (IPO) จำนวน 194,444,000 หุ้น หรือคิดเป็นไม่เกินร้อยละ 28 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัทฯ และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อยที่ให้ความมั่นใจในพื้นฐานธุรกิจและแนวโน้มการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทฯ จะนำเงินจากการระดมทุนไปชำระเงินกู้ยืมที่ใช้สำหรับขยายโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วแห่งใหม่ในจังหวัดราชบุรีและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์รายใหญ่ที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วที่จังหวัดปทุมธานี ขอนแก่น ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา และจะเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วและเตาหลอมแก้วแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรีในเดือนพฤศจิกายน ส่งผลให้มีกำลังการผลิตติดตั้งเพิ่มขึ้นอีก 400 ตันต่อวัน รวมเป็น 3,495 ตันต่อวัน เพื่อรองรับการขยายตลาดในประเทศและส่งออก เช่น ทวีปเอเชีย ทวีปยุโรป และการผลิตสินค้าที่หลากหลาย นอกจากนี้โรงงานแห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรียังสามารถขยายจำนวนเตาหลอมแก้วได้อีกในอนาคตเพื่อตอบสนองความต้องการใช้สินค้าที่เพิ่มขึ้น

 

ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทฯ งวด เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-มิ.ย.2561) มีกำไรสุทธิ 270.1 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ที่มีกำไรสุทธิ 121.7 ล้านบาทหรือมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 
122.0 สาเหตุหลักมาจากต้นทุนคงที่ปรับลดลงจากการย้ายฐานการผลิตจากโรงงานระยองที่ปิดตัว ไปยังเตาที่มีประสิทธิภาพการดำเนินงานเพิ่มขึ้นและการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ

 

“บริษัทฯ มีวิสัยทัศน์ที่จะก้าวเป็นผู้นำการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แก้วและบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณภาพในภูมิภาคอาเซียน ทั้งนี้ โรงงานผลิต

แห่งใหม่ที่จังหวัดราชบุรีจะช่วยตอบโจทย์ในการขยายการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ของบริษัทฯ ในอนาคต โดยมองว่าโรงงานผลิตที่จังหวัดราชบุรีตั้งอยู่ในยุทธศาตร์ที่สำคัญ รวมทั้งมีกระบวนการผลิตที่ยืดหยุ่นซึ่งจะช่วยในการขยายลูกค้าและตลาดใหม่ของบริษัทฯ” นายศิลปรัตน์ กล่าว

 

นายพงศ์ศักดิ์ พฤกษ์ไพศาล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน กล่าวว่า BGC เป็นบริษัทฯ ที่มีพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีศักยภาพการเติบโตที่ดี โดยเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วที่มีกำลังการผลิตมากที่สุดในประเทศไทย จึงมีความได้เปรียบด้านการควบคุมต้นทุนการผลิตต่อหน่วยให้อยู่ในระดับที่แข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังมีโรงงานที่กระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด ส่งผลดีการบริหารต้นทุนโลจิสติกส์และการเข้าถึงแหล่งวัตถุดิบที่มีต้นทุนที่เหมาะสม

 

“ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์แก้วเป็นสินค้าที่มีการใช้งานอย่างแพร่หลาย และคาดว่าจะมีความต้องการใช้สินค้าเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในอนาคต เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถนำมารีไซเคิลใช้ใหม่ได้ 100% และซัพพลายในตลาดยังมีจำกัดเนื่องจากมีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย” นายพงศ์ศักดิ์ กล่าว

หุ้น บมจ.โอสถสภา หรือ OSP พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ 17 ต.ค.นี้ รุกขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำ

หุ้น บมจ.โอสถสภา หรือ OSP พร้อมเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ 17 ต.ค.นี้ รุกขยายตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียน ตอกย้ำการเป็นบริษัทชั้นนำ

บมจ.โอสถสภา (OSP หรือ บริษัทฯ) ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทยและในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก 17 ต.ค.นี้ ตั้งเป้ารุกขยายธุรกิจเต็มที่ทั้งในและต่างประเทศ ตอกย้ำความเป็นผู้นำในหลายผลิตภัณฑ์ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกอฮอล์และของใช้ส่วนบุคคลในภูมิภาคอาเซียน

นางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) หรือ OSP ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำของไทยและในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกในวันที่ 17 ตุลาคม 2561 โดยใช้ชื่อย่อ ‘OSP’ ในการซื้อขายบนกระดานหลักทรัพย์ฯ ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าจะได้รับความสนใจจากนักลงทุนที่มั่นใจในพื้นฐานและศักยภาพในการดำเนินธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งในประเทศและในภูมิภาคอาเซียน จากความแข็งแกร่งของแบรนด์สินค้าและผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายสามารถเข้าถึงทุกกลุ่มผู้บริโภค และเครือข่ายช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่งเข้ามาช่วยสนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขันในการทำตลาด รวมถึงการบริหารจัดการด้านต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรที่ดีในอนาคต

ทั้งนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะสามารถเปิดโรงงานผลิตเครื่องดื่มแห่งใหม่ที่ประเทศเมียนมาร์ได้ภายในไตรมาส 4/62 เพื่อผลิตสินค้าออกสู่ตลาด รองรับการเติบโตของตลาดที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเติบโตที่ยั่งยืนในอนาคตจากปัจจุบันที่ OSP มีสัดส่วนมูลค่าค้าปลีกเครื่องดื่มบำรุงกำลังเป็นอันดับหนึ่งสำหรับปี 2560 นอกจากนี้ จะเร่งปรับปรุงการผลิต การจัดจำหน่ายและปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของฐานการผลิตในประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น เพื่อรองรับแผนงานขยายธุรกิจไปในภูมิภาคนี้เพิ่มเติม

 “เรามีความพร้อมในการรุกใหญ่ขยายธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคนี้เพิ่มเติม เนื่องจากขีดความสามารถการแข่งขันในการทำตลาด ตลอดจนแบรนด์สินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มที่ไม่ผสมแอลกออฮล์และของใช้ส่วนบุคคลที่มีความแข็งแกร่ง และช่องทางการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตที่ดีและรักษาตำแหน่งเป็นหนึ่งในผู้นำตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคนี้ไว้ได้” นางวรรณิภา กล่าว

ทั้งนี้ การเสนอขายหุ้นต่อประชาชนครั้งแรกในครั้งนี้ของบมจ. โอสถสภา มีมูลค่ารวม 15,094 ล้านบาท โดย บมจ. โอสถสภา จะมีมูลค่าตามราคาตลาด (market capitalization) ประมาณ 75,094 ล้านบาท ณ ราคาที่เสนอขาย ซึ่งจะส่งผลให้ OSP เป็นหุ้นที่ใหญ่ที่สุดที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2561 ณ วันที่ OSP เข้าเทรดในตลาดหลักทรัพย์ฯ ในวันแรก โดยมีบริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินร่วมและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย

 

เอ็นพีพีจีสยายปีกแฟรนไชส์ร้านอาหาร ควัก 80 ล้านซื้อ ‘คิทเช่นพลัส999’

เอ็นพีพีจีสยายปีกแฟรนไชส์ร้านอาหาร ควัก 80 ล้านซื้อ 'คิทเช่นพลัส999'

             

                เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) หรือ NPPG เดินหน้าตามแผนยุทธศาสตร์ร้านอาหาร ส่งบริษัทลูก เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น ซื้อกิจการบริษัท คิทเช่น พลัส 999 ด้วยงบลงทุน 80 ล้านบาท ขึ้นแท่นผู้บริหารกิจการร้านอาหารคิทเช่น พลัส - บ้านครัวไทยทั้งหมด 63 สาขาทั่วประเทศ หวังสร้างโอกาสเพิ่มรายได้และเพิ่มอัตราผลตอบแทนระยะยาว 
                บริษัท เอ็นพีพีจี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ NPPG แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท ได้มีมติอนุมัติให้ บริษัท เอ็นพีพี ฟู้ด อินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บริษัทฯ เข้าทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สิน กับ บริษัท คิทเช่น พลัส 999 จำกัด (ผู้ขาย) ซึ่งในการเข้าทำสัญญาซื้อขายทรัพย์สินดังกล่าว ผู้ซื้อจะได้สิทธิในการเป็นเจ้าของกิจการร้านอาหาร คิทเช่น พลัส และ บ้านครัวไทย ราคาซื้อขาย 80 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม )
                ทั้งนี้ ผู้ขายประกอบธุรกิจแฟรนไชส์ร้านอาหาร คิทเช่น พลัส และ บ้านครัวไทย ซึ่งปัจจุบันมีจำนวนสาขาทั้งหมด 63 สาขาทั่วประเทศไทย แบ่งเป็นร้านอาหาร คิทเช่น พลัส จำนวน 61 สาขา และร้านอาหารบ้านครัวไทย จำนวน 2 สาขา โดยส่วนใหญ่สาขาของร้านอาหาร คิทเช่น พลัส จะตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าโฮมโปร จำนวน 41 สาขา สถานีบริการน้ำมัน ปตท. จำนวน 7 สาขา และร้านอาหารบ้านครัวไทย ซึ่งมีจำนวน 2 สาขา จะตั้งอยู่ในสถานีบริการน้ำมันของ ปตท. และสาขาที่เหลือจะตั้งอยู่ในพื้นที่อื่น ๆ
                ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการเข้าซื้อกิจการครั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่บริษัทได้วางแผนไว้ ที่จะเน้นสร้างแบรนด์ร้านอาหารที่มีประสิทธิภาพและมีศักยภาพสูง และบริหารแฟรนไชส์อย่างมืออาชีพ ช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ และอัตราผลตอบแทนที่เหมาะสมต่อเนื่อง และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันการดำเนินธุรกิจระยะยาวให้กับบริษัท รวมถึงช่วยสร้างโอกาสในการเพิ่มขึ้นของราคาหุ้นของบริษัทและเงินปันผลจากผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นของบริษัทในอนาคต 
                แหล่งเงินทุนในการลงทุนครั้งนี้ มาจากเงินเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมตามมติที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ได้อนุมัติไว้เป็นเงินลงทุนเพื่อขยายธุรกิจและกระแสเงินสดจากการดำเนินงานในอนาคตมาใช้ในการเข้าทำธุรกรรม การซื้อกิจการแฟรนไชส์ร้านอาหารดังกล่าวจะไม่กระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของบริษัทแต่อย่างใด

“APCS” ลุ้นผลงานครึ่งปีหลังโตแรง อานิสงส์รายได้งานรับเหมาฯโรงไฟฟ้าฯพุ่งเท่าตัว ตุนแบ็คล็อก 3.1 พันล้านบาท หนุนรายได้ปี 61ก้าวกระโดด

“APCS” ลุ้นผลงานครึ่งปีหลังโตแรง อานิสงส์รายได้งานรับเหมาฯโรงไฟฟ้าฯพุ่งเท่าตัว ตุนแบ็คล็อก 3.1 พันล้านบาท หนุนรายได้ปี 61ก้าวกระโดด

APCS ส่งซิกผลงานครึ่งปีหลังโตแรง อนิสงส์งานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าและระบบสาธารณูปโภคหนุน มีงานรอรับรู้รายได้ทยอยส่งมอบอยู่ที่ 3.1 พันล้านบาท หนุนสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรับเหมาฯพุ่งแตะ 60-70%จากเดิม 20-30%ด้านธุรกิจยานยนต์ยังเติบโตดี  ฟากบอส "อภิชาติ การุณกรสกุล" ระบุมั่นใจผลประกอบการปีนี้ก้าวกระโดดจากปีก่อน

 

               นายอภิชาติ   การุณกรสกุล กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอเซีย พรีซิชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ APCS  เปิดเผยว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งหลังของปี 2561 คาดว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่งเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก เนื่องจากแนวโน้มการฟื้นตัวของธุรกิจ ซึ่งบริษัทฯเดินหน้าสะสมงานในมือรอรับรู้รายได้ (Backlog) ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในส่วนงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคจากบริษัทย่อย บริษัท เอทู  เทคโนโลยี  จำกัด ขณะที่ธุรกิจยานยนต์ มีสัญญาณการเติบโตเช่นกัน

 

               อย่างไรก็ตาม  ด้านงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภค คาดว่าจะมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญปีนี้ เนื่องจากมีการทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือช่วงที่เหลือของปี มูลค่ารวม 3,100 ล้านบาท ขณะที่บริษัทจะเข้ารับงานจากหน่วยงานการไฟฟ้า ,งานโซลาร์ภาคเอกชนอย่างต่อเนื่อง โดยจะเป็นรูปแบบของโซลาร์รูฟท็อป และโซลาร์ลอยน้ำ ซึ่งภายในปีนี้ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านบาท ดังนั้นจะทำให้มูลค่างานในมือเพิ่มขึ้น ทั้งนี้จากปัจจัยดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนรายได้ของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า และระบบสาธารณูปโภคในปีนี้เพิ่มขึ้น แตะสัดส่วน 60-70%จากปีก่อนอยู่ที่ 20-30%

 

          “ปีนี้พระเอกมาจากธุรกิจงานรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้าฯ ที่เราสะสมอยู่ในพอรต์กว่า 3,000 ล้านบาท แต่คงเป็นการทยอยรับรู้ และเร็วๆนี้น่าจะเห็นการเซ็นสัญญาณการรับงานเพิ่ม นอกเหนือจากงานโครงการของ บริษัท กรุงเทพธนาคม จะเป็นการทยอยรับรู้ไปเรื่อยๆ ต่อเนื่อง ทั้งการก่อสร้างอาคารโครงสร้างและการเดินระบบ มูลค่างาน 3,543 ล้านบาท  ขณะที่งานโซลาร์สหกรณ์ฯ ภาพรวมงานก่อสร้างอยู่ที่ 40% ตามแผนจะจ่ายไฟ ธ.ค.2561 และยังคงเน้นงานรับเหมาฯพลังงานทางเลือกกับกลุ่มลูกค้าเดิม ทั้งโซลาร์,โรงไฟฟ้าขยะ เนื่องจากมีความต้องการสูง ดังนั้น จึงเชื่อมั่นว่า ผลการดำเนินงานปี 2561 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดด เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะจากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างโรงไฟฟ้า ซึ่งคาดว่าจะเติบโต เท่าตัวจากปีก่อน" นายอภิชาติกล่าว

CPT คึกคักรับอานิสงส์เข้าสู่ฤดูกาลหีบอ้อย

CPT คึกคักรับอานิสงส์เข้าสู่ฤดูกาลหีบอ้อย

****** เริ่มคึกคักมากขึ้นจากออเดอร์ที่ทยอยเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย สำหรับ CPT หรือ บมจ.ซีพีที ไดร์ แอนด์ เพาเวอร์ ภายใต้ผู้บริหารคนเก่ง ‘สมศักดิ์ หลิมประเสริฐ’ ที่กำลังเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจซ่อมบำรุงเครื่องจักร โดยเฉพาะกลุ่มโรงงานหีบอ้อยที่ไว้วางใจเป็นลูกค้า CPT หลายราย ต่างวางแผนเร่งปรับปรุงเครื่องจักรก่อนเข้าสู่ฤดูกาลเปิดหีบอ้อยประจำปีที่จะมาถึง ทำให้โรงงานหีบอ้อยต่างเร่งติดต่อให้บริษัทฯ เข้าไปดำเนินการปรับปรุงเครื่องจักรอย่างต่อเนื่อง คึกคักแบบนี้เห็นทีเป้าหมายการเติบโตในไตรมาสสุดท้ายคงไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว......

EKH โชว์ความแข็งแกร่ง

EKH โชว์ความแข็งแกร่ง

นายแพทย์ อำนาจ  เอื้ออารีมิตร กรรมการและผู้อำนวยการโรงพยาบาล บริษัท เอกชัยการแพทย์ จำกัด (มหาชน) (EKH) พร้อมทีมผู้บริหาร ให้การต้อนรับนักลงทุน  เนื่องในโอกาสให้เกียรติเข้าเยี่ยมชมกิจการ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับแผนการดำเนินธุรกิจในอนาคตของโรงพยาบาล การเติบโตของผลการดำเนินงาน  และคาดว่ารายได้ในปีนี้จะเติบโตสูงสุดเป็นประวัติการณ์  เนื่องจากผู้ป่วยในและนอก เข้ามารับบริการอย่างต่อเนื่อง  ประกอบกับในครึ่งปีหลังเข้าสู่ช่วง High Season ของธุรกิจ  และรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นจากศูนย์ผู้มีบุตรยาก  (IVF)

โรงพยาบาลพระรามเก้า (PR9) เคาะราคา IPO ที่ 11.60 บาทต่อหุ้น

โรงพยาบาลพระรามเก้า (PR9) เคาะราคา IPO ที่ 11.60 บาทต่อหุ้น

บริษัท โรงพยาบาลพระรามเก้า จำกัด (มหาชน) หรือ PR9 ประกาศราคาเสนอขายหุ้นสามัญ ที่เสนอขายต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ในราคา 11.60 บาทต่อหุ้น จำนวน 180 ล้านหุ้นเพิ่มทุน พร้อมทั้งจัดสรรหุ้นส่วนเกิน จำนวน 20 ล้านหุ้น โดยจะเปิดจองซื้อหุ้นให้แก่ลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่ายได้ในวันที่ 16 - 19 ตุลาคมนี้

นายอนุวัฒน์ ร่วมสุข กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า จากการสำรวจความต้องการจองซื้อหุ้นของนักลงทุนสถาบัน (Book Building) พบว่านักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในประเทศและต่างประเทศให้ความสนใจลงทุนในหุ้น PR9 อย่างท่วมท้น แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งและศักยภาพในการเติบโตระยะยาวของบริษัท จึงได้กำหนดราคาจองซื้อที่ 11.60 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดของช่วงราคา Book Building ทั้งนี้จะมีการเปิดจองซื้อหุ้นสำหรับลูกค้าของบริษัทหลักทรัพย์ที่ร่วมจัดจำหน่ายหุ้น ในระหว่างวันที่ 16 – 19 ตุลาคม 2561"

นายแพทย์เสถียร ภู่ประเสริฐ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท โรงพยาบาล พระรามเก้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า "โรงพยาบาลพระรามเก้ายินดีที่นักลงทุน ให้การตอบรับเป็นอย่างดีต่อการเสนอขายหุ้นสามัญของ PR9 ในครั้งนี้ โดยโรงพยาบาลฯ มีแผนการขยายการเติบโตทางธุรกิจในอนาคตอย่างรอบด้าน ทั้งการขยายฐานผู้ใช้บริการ ผ่านความร่วมมือทางการแพทย์กับโรงพยาบาลในประเทศไทย ผ่านการเพิ่มกลุ่มลูกค้าคู่สัญญาองค์กรทั้งบริษัทประกันและบริษัทต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง และผ่านแผนการเพิ่มสัดส่วนผู้ใช้บริการชาวต่างชาติเป็น 15% ภายในปี 2565 โดยทำควบคู่ไปกับการก่อสร้างอาคารใหม่และปรับปรุงอาคารปัจจุบันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ใช้บริการทั้งส่วนผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พร้อมนำเทคโนโลยีเข้ายกระดับการให้บริการ ไปจนถึงการปรับภาพลักษณ์องค์กรและการใช้การตลาดเชิงรุกเพื่อผลักดันการขยายฐานผู้ใช้บริการกลุ่มใหม่ๆ ที่สามารถเพิ่มขีดความสามารถในการเติบโตและทำกำไรที่เพิ่มขึ้นในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

บริษัทฯ จะนำเงินจากการระดมทุนครั้งนี้ไปใช้ในสนับสนุนการก่อสร้างอาคารใหม่และการปรับปรุงอาคารปัจจุบัน และการก่อสร้างสถานที่สำหรับพนักงานและบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อรองรับการขยายตัวของดีมานด์และเพิ่มความสามารถในการรองรับผู้เข้าใช้บริการทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ เพื่อมุ่งสู่การเป็น Professional Healthcare Community และสร้างการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืน"

ทั้งนี้โรงพยาบาลพระรามเก้ายังมีการทำพิธีลงนามแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย สำหรับการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทในครั้งนี้

นักลงทุนและผู้ที่สนใจสามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับข้อมูลของ PR9 การจองซื้อ การชำระเงินค่าจองซื้อ และวิธีการจัดสรรหุ้น พร้อมขอรับหนังสือชี้ชวน และใบจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ PR9 ได้ที่สำนักงานของผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย และผู้จัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย หรือดาวน์โหลดหนังสือชี้ชวนได้จากเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (www.sec.or.th) เว็บไซต์ของ PR9 http://investor.praram9.com/th หรือ ติดต่อฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ หมายเลขโทรศัพท์ 1270 เพื่อศึกษารายละเอียดการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ PR9 ก่อนตัดสินใจลงทุน

TPLAS ผลงานดีต้องบอกต่อ

TPLAS ผลงานดีต้องบอกต่อ

เรียกว่าอยู่ระหว่างการซุ่มเงียบ ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น ขยายอาคารโรงงานแห่งใหม่ และ ติดตั้งเครื่องจักรใหม่ เพื่อรองรับการผลิตในอนาคต และขึ้นชื่อว่าเป็นผู้บริหารที่มากความสามารถด้วยแล้ว คำว่า   “ รุก ” จึงไม่ใช่เรื่องยาก ไม่งั้นคงไม่สามารถนำแบรนด์ “ หมากรุก ” เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯได้แน่นอน ล่าสุด บอสใหญ่ “ ธีระชัย ธีระรุจินนท์ ” บมจ.ไทยอุตสาหกรรมพลาสติก (1994) หรือ TPLAS เร่งวางแผนเดินหน้าประกาศศักดา เพิ่มช่องทางผลิตภัณฑ์ถุงพลาสติก เจาะกลุ่มAEC หวังขยายตลาดและสร้างแบรนด์ ให้เป็นที่รู้จัก  แหมๆก็เล่นเพิ่มทั้งกำลังการผลิต เล่นเจาะตลาดเพื่อนบ้านขนาดนี้ ก็ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงมีพรายกระซิบว่าปี63 ผลงานจะโตแบบก้าวกระโดด แต่…ไม่ใช่แค่ปี63 เท่านั้น เพราะงานนี้วงในแจ้งอีกว่า จับตาปีนี้ให้ดี ผลงาน TPLAS ส่อแววโตสวนอุตสาหกรรม เอาเป็นว่าของจริงไม่ต้องพูดเยอะ         ถ้าไม่เชื่อรอพิสูจน์ เร็วๆนี้

SKN เดินเครื่องจักรใหม่ อัพกำลังการผลิตเอ็มดีเอฟอยู่ที่ 5 แสนลบ.ม./ปี

SKN เดินเครื่องจักรใหม่ อัพกำลังการผลิตเอ็มดีเอฟอยู่ที่ 5 แสนลบ.ม./ปี

                อีกหนึ่งธุรกิจที่เรียกได้ว่าเกาะกระแสความต้องการในตลาดโลก และน่าจับตามอง คงหนีไม่พ้น SKN หรือ บมจ.ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ ผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟชั้นนำของประเทศไทย นำโดย “หาญศิริ แสงวงศ์กิจ” รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ที่ออกมาแจ้งข่าวดีว่า เครื่องจักรไลน์ที่ 1 ใช้อัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ได้สูงต่อเนื่องในระดับ 90% ขณะที่เครื่องจักรไลน์ที่ 2 สามารถเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สนับสนุนให้ปัจจุบัน บริษัทฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี จากเดิมมีกำลังการผลิตเพียง 240,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี รองรับคำสั่งซื้อส่วนเกินของลูกค้าเดิม และสามารถขยายตลาดใหม่ โดยคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถเร่งอัตราการใช้กำลังการผลิต (Utilization Rate) ในเครื่องจักรใหม่ได้ถึง 70% ตั้งแต่ปี 2561 ส่วนทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่า หนุนภาพรวมผลงานในปีนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น