MITSIB ประกาศกำไรปี 62 กระฉูด 17.7% พร้อมแจกปันผล 14:1 รับทรัพย์ 19 พ.ค.นี้ ระบุ บ.ย่อย “มิตรสิบ เสกเงิน”เพิ่มสาขาเป็น 12 แห่งต้นปีนี้

MITSIB ประกาศกำไรปี 62 กระฉูด 17.7% พร้อมแจกปันผล 14:1 รับทรัพย์ 19 พ.ค.นี้ ระบุ บ.ย่อย “มิตรสิบ เสกเงิน”เพิ่มสาขาเป็น 12 แห่งต้นปีนี้

มิตรสิบ ลิสซิ่ง (MITSIB) ประกาศกำไรปี 62 กระฉูด 17.7% ทะลุ 66 ล้านบาท เทียบปีก่อนมีกำไรสุทธิ 56.77 ล้านบาท เหตุมีการบริหารจัดการภายในที่ดี  ทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง 8% รวมถึงต้นทุนทางการเงินลดลง 13.3% หลังคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินก่อนกำหนด  ด้าน “นิติพัทญ์ ยงค์สงวนชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ระบุบอร์ดมีมติจ่ายปันผลในอัตรา 14 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล รวมเป็นอัตราหุ้นละ 0.03571 บาท ผถห. รับทรัพย์ 19 พ.ค. 63 นี้ ขณะที่ ณัชชา ยงค์สงวนชัย” รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เผย บ.ย่อย “ มิตรสิบ เสกเงิน” เพิ่มสาขาเป็น 12 สาขาในต้นปี63 จากสิ้นปี62 มีสาขาทั้งสิ้น  5 สาขา หวังเดินตามแผนขยายสาขาครอบคลุม

นายนิติพัทญ์ ยงค์สงวนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) MITSIB ผู้ให้บริการจำหน่ายรถแท็กซี่ใหม่ รถแท็กซี่มือสอง รวมถึงบริการสินเชื่อเพื่อรถแท็กซี่และรถขนส่งสาธารณะ เปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ 66.79 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.7 % เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ  56.77 ล้านบาท และรายได้รวมอยู่ที่ 469.49 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 495.13 ล้านบาท 

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้กำไรปรับตัวขึ้น เนื่องจากบริษัทมีการบริหารจัดการภายในที่ดี  โดยค่าใช้จ่ายในปี 2562 อยู่ที่ 390 ล้านบาท ลดลง 8% จากปีก่อน รวมถึงต้นทุนทางการเงินลดลง 13.3% เนื่องจากมีการจ่ายชำระคืนเงินกู้จากสถาบันการเงินก่อนกำหนด

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติจ่ายจ่ายปันผลเป็นหุ้นปันผลและเงินสด สำหรับงวดดำเนินงานวันที่ 1 ม.ค.- 31 ธ.ค. 2562 ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัท โดยจ่ายปันผลเป็นหุ้นสามัญของบริษัท จำนวน 47,642,858 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้ 0.50 บาท ให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตรา 14 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นปันผล รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 23,821,434 บาท คิดเป็นการจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.30571 บาท ทั้งนี้ กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับเงินปันผลในวันที่ 5 พฤษภาคม 2563 โดยวิธีปิดสมุดทะเบียนพักการโอนหุ้นในวันที่ 7พฤษภาคม 2563 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พฤษภาคม 2563

นายนิติพัทญ์ กล่าวเพิ่มว่า ภายหลังบริษัทเข้าทำการจดทะเบียนเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. 2562 ที่ผ่านมา บริษัทมีความุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจ และตลอดระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจที่ผ่านมา บริษัท มิตรสิบ ลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)  มุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำการดำเนินธุรกิจให้บริการเช่าชื้อรถแท็กซี่ใหม่ รถแท็กซี่มือสอง  และด้วยบริษัทฯ ได้ให้การบริการสินเชื่อมานานกว่า ทำให้มีความน่าเชื่อถือที่ดีต่อลูกค้า ส่งผลให้ผลการดำเนินการผ่านมาบริษัทมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ

หลังจากบริษัทเข้าเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ยิ่งเป็นแรงสนับสนุนให้บริษัทเป็นที่รู้จักในวงกว้าง ภายใต้การดำเนินธุรกิจอย่างมีธรรมาภิบาล และตระหนักถึงผลประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ เพื่อรองรับความต้องการและการเติบโตของอุตสาหกรรม ซึ่งช่วยสร้างอัตราการเติบโตของบริษัทฯ ให้เพิ่มขึ้นอย่างมั่นคง

นายณัชชา ยงค์สงวนชัย รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เปิดเผยถึงความคืบหน้าของ บริษัทย่อย คือ บริษัท มิตรสิบ เสกเงิน จำกัด โดยช่วงต้นปี  2563 ได้เพิ่มจำนวนสาขาอีก  7 สาขา จากสิ้นปี 62 มี 5 สาขา ส่งผลให้ปัจจุบันมีสาขาทั้งหมด  12 สาขา โดยแบ่งเป็นสาขาในจังหวัดสมุทรปราการดังนี้ 1. สาขาสำนักงานใหญ่ ต.สำโรงเหนือ 2. สาขาเคหะบางพลีโครงการ3-บางเสาธง 3. สาขาตลาดโต้รุ่งศรีสุข-บางพลี 4. สาขาวัดศรีวารีน้อย-บางโฉลง 5. สาขาพระสมุทรเจดีย์ และ 6. สาขาเทศบาลบางปู ซอย 48 ต.ท้ายบ้าน

                สาขาในจังหวัดกรุงเทพฯ ดังนี้  1. สาขาสุขสวัสดิ์-ราษฎร์บูรณะ 2. สาขารามอินทรา-บางเขน 3. สาขาเอกชัย-บางบอน 4. สาขาท่าเกษตร-บางแค ซึ่งยังมีสาขาในจังหวัดนครปฐม คือ สาขาอ้อมใหญ่ ถนนเพชรเกษม อ.สามพราน จ. นครปฐม และสาขาที่จังหวัดนนทบุรี คือ สาขาซอยวัดลาดปลาดุก อ.บางใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของ บจ. มิตรสิบ เสกเงิน ที่จะเปิดสาขาใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยมองทำเลในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองใหญ่ในต่างจังหวัดที่มีเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ชลบุรี  เชียงใหม่ ภูเก็ต  สุราษฎร์ธานี  ขอนแก่น และโคราช เป็นต้น

                ทั้งนี้ บจ. มิตรสิบ เสกเงิน มีแผนการดำเนินธุรกิจสินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับ โดยแบ่งเป็นสินเชื่อที่มิใช่สินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน และสินเชื่อที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน ซึ่งบริษัทจะใช้กลยุทธ์ในด้านการบริการที่เป็นเลิศ โดยเน้นเรื่องประสิทธิภาพรวดเร็ว และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้า รวมถึงมีบุคลากรที่มีความรู้ความชำนาญด้านอำนวยสินเชื่อและมีจริยธรรม

THG กวาดรายได้รวมปี 62 ที่ 8,232 ล้านบาท เติบโต 16% จากผลตอบรับดีจากคนไข้ รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง และรับรู้รายได้จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้

THG กวาดรายได้รวมปี 62 ที่ 8,232 ล้านบาท เติบโต 16% จากผลตอบรับดีจากคนไข้ รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง และรับรู้รายได้จิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้

บมจ.ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป หรือ THG ชูผลการดำเนินงานปี 2562 โดดเด่น ทำรายได้รวม 8,232 ล้านบาท เติบโตจาก
ปีก่อน 16% และมีกำไรสุทธิ 462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% จากปีก่อน หลังโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ได้รับการตอบรับดี ถึงจุดทำกำไรได้เร็วกว่าที่คาด อีกทั้งรับรู้รายได้โอนห้องโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ด้านบอร์ดเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น ขออนุมัติจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีหลัง 2562 ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท

               นายแพทย์ธนาธิป ศุภประดิษฐ์ รองประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์แคร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ THG ผู้นำธุรกิจดูแลสุขภาพอย่างครบวงจรและบริการที่มีคุณภาพด้วยเทคโนโลยีทันสมัย ภายใต้แนวคิด ‘ดูแลคุณในทุกช่วงชีวิต’ (Lifetime Health Guardian For All) เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2562 มีการเติบโตที่ดีท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยมีรายได้รวม 8,232 ล้านบาท เติบโต 16% จากปี 2561 ที่มีรายได้รวม 7,094 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 462 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33% เทียบกับปี 2561 ที่มีกำไรสุทธิ 348 ล้านบาท ทั้งนี้ หากไม่นับรวมกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในบริษัท โรงพยาบาลราชธานี จํากัด (มหาชน) ที่เกิดขึ้นในไตรมาส 2/2562 บริษัทฯ ยังมีกำไรสุทธิ 311 ล้านบาท สูงกว่าปีก่อนหน้า 10%

ส่วนผลการดำเนินงานไตรมาส 4/2562 ยังเติบโตในระดับที่น่าพอใจ โดยมีรายได้รวม 2,116 ล้านบาทเพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,883 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 82 ล้านบาท เติบโต 272% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 22 ล้านบาท 

ทั้งนี้ การเติบโตของผลการดำเนินงานปีที่ผ่านมามีปัจจัยหลักจาก 1. ผลการดำเนินงานของโรงพยาบาลที่เปิดตัวใหม่ ได้แก่ โรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลที่มีบริการระดับ 6 ดาว มีศูนย์การรักษาเฉพาะทาง พร้อมเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน มีผู้มารับบริการจำนวนมาก จนถึงจุดที่เริ่มมีกำไรในไตรมาส 3/2562 ซึ่งเร็วกว่าแผนงานที่วางไว้  2. รับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยในโครงการ Jin Wellbeing County รวม 88 ยูนิตในปีที่ผ่านมา

               “ในปี 2562 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานโดยรวมของเรายังเติบโตได้ดี ด้วยโรงพยาบาลธนบุรี บำรุงเมือง ที่มีคนไข้ให้การตอบรับดี มีผู้มาใช้บริการจำนวนมาก จนเริ่มมีกำไรได้เร็วกว่าเป้าหมาย เราจึงเตรียมพร้อมเพื่อการขยายเพิ่มเติมรองรับการเติบโต โดยล่าสุดเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา รพ.ธนบุรี บำรุงเมือง เพิ่งเปิดบริการศูนย์การแพทย์เฉพาะทางเพิ่มขึ้นอีก 4 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์หัวใจ ศูนย์ระบบทางเดินอาหารและตับ จิณณ์ เวลเนส คลินิก และศูนย์ศัลยกรรมความงามและผิวหนัง อีกทั้งยังมีแผนจะขยายความสามารถให้บริการคนไข้ในด้วย ซึ่งคาดว่าจะมีผลตอบรับที่ดีและช่วยเพิ่มปริมาณคนไข้ที่เข้าใช้บริการ อีกส่วนหนึ่งคือการโอนห้องพักอาศัยในโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ ก็มีส่วนช่วยเพิ่มรายได้ในปีที่ผ่านมาเช่นกัน และในปี 2563 คาดว่าโครงการจะได้รับความสนใจมากขึ้นด้วยความพร้อมให้บริการดูแลผู้สูงวัยและผู้ป่วยอัลไซเมอร์จากโรงพยาบาลธนบุรีบูรณา ที่เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ และสถาบันจิณณ์ เวลเนส ซึ่งเตรียมเปิดบริการเป็นลำดับต่อไป” นายแพทย์ธนาธิป กล่าว

จากผลการดำเนินงานในรอบปีที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ มีมติเตรียมเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อขออนุมัติจ่ายเงินปันผล จากกำไรสุทธิตามงบการเงินรวมงวดครึ่งปีหลัง 2562 (หลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล) ในอัตราหุ้นละ 0.30 บาท รวมเป็นเงิน 254.72 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมกับที่บริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก 2562 ไปแล้วในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท คาดว่าบริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลจากผลการดำเนินงานปี 2562 ในอัตรารวมหุ้นละ 0.40 บาท ทั้งนี้การจ่ายเงินปันผลดังกล่าว จะต้องขออนุมัติจากที่ประชุมใหญ่สามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ต่อไป

 

PTG เปิดงบปี 2562 กำไรสุทธิพุ่งทะยาน 150.60% แตะ 1,563 ล้านบาท พร้อมลุยจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น เล็งขึ้น XD วันที่ 11 มีนาคม นี้

PTG เปิดงบปี 2562 กำไรสุทธิพุ่งทะยาน 150.60% แตะ 1,563 ล้านบาท พร้อมลุยจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น เล็งขึ้น XD วันที่ 11 มีนาคม นี้

“พีทีจี เอ็นเนอยี” ลั่นปี 2562 กำไรสุทธิ 1,563 ล้านบาท เติบโต 150.60% โชว์ EBITDA 5,269 ล้านบาท เติบโต 50.20เดินหน้าจ่ายปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น จ่อขี้น XD วันที่ 11 มีนาคม 2563 พร้อมส่งซิกผลการดำเนินงานปี 2563 EBITDA โตอีก  15-20ลุยทุ่มงบลงทุน 5,000 ล้านบาท เพื่อเสริมศักยภาพหนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นายพิทักษ์ รัชกิจประการ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือ PTG เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,563 ล้านบาท เติบโต 150.60% จากปี 2561 ล้านบาท เนื่องจากมีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) อยู่ที่ 5,269 ล้านบาท เติบโต 50.20% จากปี 2561 มี EBITDA อยู่ที่ 3,509 ล้านบาท โดยมีปัจจัยการเติบโตมาจากค่าการตลาดที่กลับมาสู่ภาวะปกติ หลังการขอความร่วมมือในการตรึงราคาน้ำมันดีเซลของภาครัฐในปี 2561 รวมทั้งธุรกิจ Non-oil ยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอีกด้วย

ทั้งนี้ในปี 2562 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 120,027 ล้านบาท เติบโต 11.30% จากปีก่อน รายได้จากการขายและบริการอยู่ที่ 107,829 ล้านบาท จากปริมาณการขายในธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ 4,681 ล้านลิตร เติบโต 19.40% จากปีก่อน ที่มีปริมาณการขายในธุรกิจน้ำมันอยู่ที่ 3,921 ล้านลิตร เนื่องจากการขยายสาขาที่เพิ่มขึ้น โดยในปัจจุบันบริษัทมีการขายน้ำมันผ่านสถานีบริการ คิดเป็นสัดส่วน 93.70% ของปริมาณการขายทั้งหมด โดยในปัจจุบันบริษัทมีส่วนแบ่งการตลาดผ่านช่องทางสถานีบริการเป็นเบอร์ ของประเทศ

ขณะเดียวกันในการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่1/2563 เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา ได้มีมติจ่ายเงินปันผล 0.50 บาทต่อหุ้น โดยบริษัทยังได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) ในวันที่ 11 มีนาคม 2563 ซึ่งจะกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date)ในวันที่ 12 มีนาคม 2563 และบริษัทจะนำเสนอเรื่องดังกล่าวต่อการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 24 เมษายน 2563 ณ ห้องเพชรชมพู ชั้น 3 โรงแรม ดิ เอมเมอรัลด์ ถนนรัชดาภิเษก แขวงดินแดง เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร เพื่อขอมติอนุมัติต่อไป และมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 15 พฤษภาคม 2563

 

 

นายพิทักษ์ กล่าวเพิ่มอีกว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2563 โดยเบื้องต้นบริษัทคาดว่า EBITDA จะเติบโต 15-20จากปี 2562 ที่มี EBITDA อยู่ที่ 5,269 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณการขายที่เติบโต หลังจากมีการผลักดันธุรกิจ Non-Oil ที่มีกำไรขั้นต้นสูงเพิ่มขึ้น ประกอบกับโครงการ Palm Complex ที่จะสามารสร้างกำไรได้เต็มปี รวมทั้งบริษัทยังมีการขยายการให้บริการในธุรกิจแก๊ส LPG และการบริหารค่าใช้จ่ายให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

พร้อมกันนี้บริษัทยังได้มีการตั้งงบลงทุนอยู่ที่ประมาณ 4,500– 5,000 ล้านบาท แบ่งเป็น การลงทุนในการขยายและปรับปรุงธุรกิจน้ำมัน 3,900 ล้านบาท, ธุรกิจ Non-oil อยู่ที่ 600 ล้านบาท และธุรกิจใหม่ 500 ล้านบาท และบริษัทยังมีการพิจารณาการลงทุนให้ใกล้เคียงกับกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน เพื่อสร้างความมั่นคงของสถานะทางการเงิน และยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มขององค์กรในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการตามหลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี การพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม

SSP กำไรจากการดำเนินงานปี 62 พุ่ง 23% ทุบสถิติใหม่ บอร์ดไฟเขียวปันผล 0.11 บ./หุ้น-แจกวอร์แรนต์ฟรีให้ผู้ถือหุ้น พร้อมลุยลงทุนพลังงานลมเพิ่มอีก 48 MW ในเวียดนาม

SSP กำไรจากการดำเนินงานปี 62 พุ่ง 23% ทุบสถิติใหม่ บอร์ดไฟเขียวปันผล 0.11 บ./หุ้น-แจกวอร์แรนต์ฟรีให้ผู้ถือหุ้น พร้อมลุยลงทุนพลังงานลมเพิ่มอีก 48 MW ในเวียดนาม

นายวรุตม์ ธรรมาวรานุคุปต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสริมสร้าง พาวเวอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SSP) เปิดเผยว่า  ผลการดำเนินงานในปี 2562 เป็นไปตามแผนทุกประการ โดยรายได้โต 30.6% จากการเริ่มขายไฟในโรงไฟฟ้าในเวียดนาม 49.6 เมกะวัตต์ ในเดือนมิถุนายน และโรงไฟฟ้าในมองโกเลีย 16.4 เมกะวัตต์ ในเดือนกรกฎาคม ปี 2562 ที่ผ่านมา ทำให้ขณะนี้มีโรงไฟฟ้าที่ขายไฟแล้ว 6 โรง รวมกำลังการผลิตติดตั้งที่ 157 เมกะวัตต์

 

ทั้งนี้ ในปี 2562 กำไรจากการดำเนินงาน (ไม่รวมรายการพิเศษ FX) สร้างสถิติสูงสุดใหม่อยู่ที่ 613 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เทียบปีก่อน และมีกำไรสุทธิที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นใหญ่ 545 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16%

 

นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการยังมีมติอนุมัติการลงทุนในโครงการพลังงานลมในเวียดนามจำนวน 48 เมกะวัตต์ ที่เคยแจ้งตลาดฯไว้ช่วงเดือนกันยายน ปี 2562 ว่าเรากำลังพัฒนา โดยขณะนี้โรงไฟฟ้าได้รับอนุมัติ PPA แล้ว พร้อมเริ่มก่อสร้างทันที โดยโครงการดังกล่าวมีกำหนด COD ในปี 2564  ถือเป็นการเปิดมิติใหม่ ในการขยายการลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนของบริษัทฯ ไปสู่พลังงานลมจากปัจจุบันที่มีการลงทุนในโรงไฟฟ้าโซล่าเพียงชนิดเดียว”

 

การขยายธุรกิจไปสู่ 4 ประเทศในเอเชีย ทั้งไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม และมองโกเลีย ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ทำให้ช่วงนี้เราเห็นโอกาสมากมายในกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนา ในโรงไฟฟ้าทุกชนิด เราเชี่ยวชาญการเข้าไปเริ่มพัฒนาโครงการตั้งแต่ต้น ซึ่งเมื่อสำเร็จจะได้กำไรสูงกว่าการไปซื้อโครงการต่อจากคนอื่นมาก โดยตอนนี้เราอยู่ระหว่างการศึกษาหลายโครงการ”

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SSP กล่าวอีกว่า แผนการดำเนินงานในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า บริษัทฯ ได้วางเป้าหมายว่าจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเป็น 400 เมกะวัตต์ หรือ 3 เท่าจากที่ขายไฟอยู่ในปัจจุบันมีโรงไฟฟ้า (รวมเฉพาะสัดส่วนที่ SSP ถือ) ขายไฟแล้ว 139 เมกะวัตต์ โครงการที่กำลังพัฒนาอื่นๆ รวมโรงไฟฟ้าพลังงานลมที่เพิ่งอนุมัติในครั้งนี้ และอีก 118 เมกะวัตต์ จะทยอยขายไฟใน 3 ปีข้างหน้าทั้งหมด ยังเหลืออีกประมาณ 200 เมกะวัตต์ ที่เราจะหาลงทุนเพิ่มเติมในช่วง 3-5 ปีนี้

 

ทั้งนี้ การออกวอร์แรนต์ให้กับผู้ถือหุ้นในครั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมไว้รองรับแผนขยายการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า โดยออกวอร์แรนต์ 230.5 ล้านหน่วย ที่ราคาแปลงสิทธิ 10 บาท โดยเงินที่ได้จากการแปลงสิทธิ จะมีเพื่อการลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่ยังไม่ประกาศออกมา ไม่เกี่ยวกับทุกโครงการที่กำลังพัฒนาอยู่ซึ่งมีเงินทุนพร้อมอยู่แล้ว

 

ปีนี้เราจ่ายปันผลเป็นเงินสดลดลงบ้างในอัตรา 0.11 บาท/หุ้น ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับโอกาสและแผนการเติบโดของบริษัทใน 5 ปีนี้”

 

ส่วนแผนการดำเนินงานในปี 2563 บริษัทฯตั้งเป้าหมายรายได้โตเกิน 20% และกำไรสร้างสถิติสูงสุดใหม่เหมือนเดิม ปีนี้โรงไฟฟ้าในมองโกเลียและเวียดนามทั้งสองโรงรวม 66 เมกะวัตต์ ที่เข้ามาช่วงกลางปีที่แล้วจะรับรู้เต็มปี รวมทั้ง โรงไฟฟ้า ยามากะ จำนวน 34.5 เมกะวัตต์ จะเริ่มรับรู้ช่วงกลางปีนี้ เชื่อว่าจะทำให้ผลประกอบการเป็นไปตามแผน

SUPER โชว์กำไรปี 62 พุ่งแรง 2,137.11 ลบ.-ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ปี 63 เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว-จ่อ COD โรงไฟฟ้าขยะ จ.พิจิตร

SUPER โชว์กำไรปี 62 พุ่งแรง 2,137.11 ลบ.-ทุบสถิติสูงสุดใหม่ ปี 63 เข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยว-จ่อ COD โรงไฟฟ้าขยะ จ.พิจิตร

SUPER โชว์กำไรปี 62 พุ่งแตะ 2,137.11  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 104.42% สร้างสถิติสูงสุดใหม่ อานิสงส์รับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามกำลังการผลิต 186.72  MW บิ๊กบอส “จอมทรัพย์ โลจายะ”ปักหมุดปี 63 เข้าสู่ช่วงของการเก็บเกี่ยว  “รายได้-กำไร” นิวไฮต่อเนื่อง คาดกำลังผลิตพุ่งแตะ 1,200 MW แย้มข่าวดี! เตรียมเสียบปลั๊กโรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.พิจิตร 9 MW ภายในเร็วๆนี้  พร้อมรับรู้โซลาร์ฟาร์มเวียดนาม ในส่วนที่เหลืออีก 100 MW ในต้นปี 63

 

นายจอมทรัพย์ โลจายะ ประธานคณะกรรมการ บริษัท ซุปเปอร์ เอนเนอร์ยี คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (SUPER)  เปิดเผยว่า  ภาพรวมผลการดำเนินงานงวดปี 2562 มีกำไรสุทธิ 2,137.11  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,091.68 ล้านบาท หรือ 104.42% จากงวดเดียวกันปีก่อนมีกำไรสุทธิ 1,045.43 ล้านบาท ทำสถิติสูงสุดประวัติการณ์อย่างต่อเนื่อง  ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 6,245.58 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อน รายได้อยู่ที่ 5,729.40  ล้านบาท

 

สำหรับปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลการดำเนินงานเติบโตมากขึ้นเนื่องจาก กำไรจากการจำหน่ายสินทรัพย์เข้ากองทุนโครงสร้างพื้นฐาน 1,289.92 ล้านบาท ขณะที่มีกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้นด้วย ทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะการรับรู้รายได้จากโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในประเทศเวียดนามที่มีการจ่ายไฟเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ในช่วงกลางปี 2562 จำนวน 4 โครงการ กำลังการผลิตรวม 186.72 เมกะวัตต์ จากทั้งหมด 5 โครงการกำลังการผลิตรวม  286.72 เมกะวัตต์ ซึ่งยังไม่รวมอีก 1 โครงการกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเข้าซื้อหุ้น  รวมทั้งโครงการต่างๆ ในประเทศที่เป็นการรับรู้รายได้สะสมเข้ามาเพิ่ม

 

ทั้งนี้ ในปี 2562 มีกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศจำนวน 1,005.32 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นในประเทศจำนวน 768.60 เมกะวัตต์ และในต่างประเทศ 236.72  เมกะวัตต์ เทียบปี 2561 มีกำลังการผลิต 768.60 เมกะวัตต์

 

“แนวโน้มผลการดำเนินงานปี 2563 คาดว่าจะสร้างสถิติสูงสุดใหม่ทั้งแง่ในรายได้และกำไร เนื่องจากโรงไฟฟ้าเวียดนาม 4 โครงการ รับรู้รายได้เต็มปี และยังเหลืออีก 1 โครงการที่จะ COD จำนวน 50 เมกะวัตต์ ในต้นปี 2563  รวมถึงโครงการโซลาร์ฟาร์มที่เวียดนามที่  SUPER เข้าไปซื้อกิจการ ล่าสุดในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา ขนาดกำลังการผลิต 50 เมกะวัตต์”

 

นอกจากนี้ ยังมีแผนลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม 4 โครงการ กำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์ ในทะเล 2 โครงการ รวม 172 เมกะวัตต์ และบนบกอีก 2 โครงการ รวม 250 เมกะวัตต์ ซึ่งในปัจจุบันโครงการในทะเลได้เริ่มทยอยการก่อสร้าง บางส่วน และจะเริ่ม COD ประมาณช่วงไตรมาส 4 2564  ส่วนอีก 2 โครงการบนบกใกล้ลงนามในสัญญาก่อสร้างในเร็วนี้ ซึ่งจะช่วยผลักดันผลการดำเนินงานในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า สร้างสถิติสูงสุดใหม่ ตามกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น

 

ประธานคณะกรรมการ SUPER กล่าวอีกว่า ในปี 2563 จะเป็นปีแห่งการเก็บเกี่ยวจากที่ได้ลงทุน ไปควบคู่ไปกับการขยายการลงทุนใหม่ โดยเน้นที่เวียดนามเป็นหลัก โดยเฉพาะโครงการโซลาร์ฟาร์ม เนื่องจากมีโครงการค้างท่อที่มีอยู่ประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ที่อยู่ระหว่างรอทางการรัฐบาลประกาศรับซื้อรอบใหม่ ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในปลายเดือนก.พ.นี้  รวมทั้งมองโอกาสในการขยายการลงทุนในตลาดใหม่อย่างประเทศไต้หวัน ซึ่ง SUPER วางเป้าหมายอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ 13-15%

 

“มั่นใจว่าแนวโน้มรายได้ในปีนี้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 15% เทียบปีที่ผ่านมา จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ และเตรียม COD โรงไฟฟ้าขยะชุมชน จ.พิจิตร ขนาดกำลังการผลิต 9 เมกะวัตต์ ภายในเร็วๆนี้  โดยในปีนี้ บริษัทฯวางแผนกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าจำนวน 1,200 เมกะวัตต์”นายจอมทรัพย์กล่าวที่สุด

BJCHI สุดยอด!ปี62 พลิกมีกำไรแตะ 47 ลบ. อานิสงส์ปิโตรฯฟื้น-รับรู้งานในมือที่ตุนไว้กว่า 3,000 ลบ. รอลุ้นประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในไตรมาสที่ 1/63 ดันผลงานปีนี้โดดเด่น

BJCHI สุดยอด!ปี62 พลิกมีกำไรแตะ 47 ลบ. อานิสงส์ปิโตรฯฟื้น-รับรู้งานในมือที่ตุนไว้กว่า 3,000 ลบ. รอลุ้นประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในไตรมาสที่ 1/63 ดันผลงานปีนี้โดดเด่น

 

บมจ.บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี(BJCHI) โตสนั่น โชว์ปี 62 พลิกมีกำไรแตะ 47.2 ล้านบาท จากปีก่อนขาดทุน 231.2 ล้านบาท ผลมาจากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซ และเหมืองแร่ ทั้งในและต่างประเทศฟื้นตัว ส่งผลให้มีงานในมือเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ล่าสุดตุน Backlog หนากว่า 3,000  ล้านบาท ฟาก "หยัง เจิน ลี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มั่นใจปี63 กลับมาโดดเด่นอีกครั้ง เดินหน้าประมูลงานใหม่ เผยไตรมาส 1 ปี 2563 คาดว่าจะทราบผลการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมเหมืองแร่ น้ำมันและปิโตรเคมี  

นายหยัง เจิน ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2562 บริษัท มีกำไรสุทธิ 47.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 231.2 ล้านบาท  ขณะที่มีรายได้รวมเท่ากับ 2,073.2 ล้านบาท จากงวดเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวมอยู่ที่ 943.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 120%

ปัจจัยที่ทำให้มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุน จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ก๊าซและเหมืองแร่ที่ฟื้นตัว ทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้มีงานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยได้ทยอยรับรู้รายได้จากโครงการ UPGN โครงการ Santos โครงการ Linde อย่างต่อเนื่อง ขณะที่โครงการขนาดใหญ่อย่าง Crisp บริษัทจะเริ่มรู้รายได้อย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ไตรมาสที่ 1/2563 เป็นต้นไป

ผลการดำเนินงานงวดปี 2562 เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ บริษัทฯ พลิกมีกำไรจากปีก่อนที่ขาดทุน เพราะภาพรวมของอุตสาหกรรมนั้น มีการปรับตัวดีขึ้นทำให้มีงานเข้ามามากขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ยังสามารถควบคุมต้นทุนค่าใช้จ่ายได้ดีอีกด้วย ขณะที่แนวโน้มธุรกิจในปี2563 คาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปีที่แล้ว ”

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวต่อว่า ณ ปัจจุบัน มีมูลค่างานที่ในมือที่ตุนไว้แล้วกว่า  3,000 ล้านบาท และยังมีงานที่ยื่นประมูลไปแล้ว มูลค่ารวมกันกว่า 17,000 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทฯ มองว่า ในปีนี้มีโอกาสอย่างมากที่จะได้รับงานเพิ่มเติมอีกในอนาคตอันใกล้นี้

ขณะที่ความสามารถในการทำกำไรขั้นต้นปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ 15-20% และหากบริษัทชนะการประมูลงานโครงการขนาดใหญ่ในอุตสาหกรรมหเมืองแร่ น้ำมันและปิโตรเคมี ซึ่งคาดว่าจะรับทราบผลประมูลในไตรมาส 1/2563 นี้ จะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ ในปีนี้ได้เป็นอย่างดี

WICE เผยผลประกอบการปี 62 รายได้ 2,230.88 ล้านบาท กำไรสุทธิ 61.97 ล้านบาท เติบโต 20.58% แจกข่าวดีปันผล 0.09 บาท กำหนดจ่าย 15 พ.ค. 63 บอร์ดไฟเขียวซื้อหุ้น WICE SG บริษัทย่อยเพิ่ม 30% ช่วง Q2/63 ชูกลยุทธ์ปรับลดต้นทุน เพิ่มความสามารถการทำกำไร ขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่ม เพิ่มโอกาสรับงานใหม่ ไวรัสโควิด-19 กระทบภาพรวมโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด มองเป็นโอกาสรับงานขนส่งทางอากาศและขนส่งข้ามแดนลูกค้าจีนเพิ่ม ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% อัตรากำไรขั้นต้น 15.86%

WICE เผยผลประกอบการปี 62 รายได้ 2,230.88 ล้านบาท กำไรสุทธิ 61.97 ล้านบาท เติบโต 20.58% แจกข่าวดีปันผล 0.09 บาท กำหนดจ่าย 15 พ.ค. 63 บอร์ดไฟเขียวซื้อหุ้น WICE SG บริษัทย่อยเพิ่ม 30% ช่วง Q2/63 ชูกลยุทธ์ปรับลดต้นทุน เพิ่มความสามารถการทำกำไร ขยายฐานลูกค้าทุกกลุ่ม เพิ่มโอกาสรับงานใหม่ ไวรัสโควิด-19 กระทบภาพรวมโลจิสติกส์ ติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด มองเป็นโอกาสรับงานขนส่งทางอากาศและขนส่งข้ามแดนลูกค้าจีนเพิ่ม ตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% อัตรากำไรขั้นต้น 15.86%

นายชูเดช คงสุนทร กรรมการผู้จัดการ ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท  ไวส์ โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) (WICE )                 ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศแบบครบวงจร เปิดเผยถึง ผลประกอบการปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 2,230.88 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,850.12 ล้านบาท จำนวน 380.76 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 20.58% และมีกำไรสุทธิ 61.97 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 96.19 ล้านบาท จำนวน 34.22 ล้านบาท หรือลดลง 35.58%

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทมีการเติบโตเพิ่มขึ้น เนื่องจากบริษัทย่อย WICE Logistics (Hong Kong) Ltd. ( WICE HK ) ได้รับงานขนส่งที่เซินเจิ้นในปริมาณที่มากขึ้น ประกอบกับงานในส่วนอื่น ๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น ขณะที่กำไรสุทธิของผลประกอบการทั้งปีลดลงเล็กน้อย เนื่องจากผลประกอบการโดยรวมของบริษัทย่อย ETL ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เพราะมีต้นทุนขนส่งค่อนข้างสูง และสินค้าเที่ยวขากลับยังมีปริมาณไม่สูงมากนัก ส่งผลให้ผลประกอบการของ WICE ลดลง

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.09 บาท สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562 คิดเป็นจำนวนเงิน 58.69 ล้านบาท หรือคิดเป็น 70.57% ของกำไรสุทธิ โดยการจ่ายเงินปันผลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีและเพื่อสิทธิรับเงินปันผล (Record Date)  ณ วันที่ 13 มี.ค. 2563  และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่15  พ.ค. 2563 โดยเตรียมขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2563 ในวันที่ 29 เม.ย. 2563

ขณะเดียวกันคณะกรรมการบริษัทได้มีมติอนุมัติเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัท WICE Logistics (Singapore) Pte.Ltd. หรือ “WICE SG” (เดิม Sun Express Logistics Pte. Ltd. หรือ “SEL”) ซึ่ง WICE และผู้ถือหุ้นของ WICE SG ได้ตกลงให้ WICE สามารถใช้สิทธิซื้อหุ้นสามัญของ WICE SG จำนวนที่เหลืออยู่ 30% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมดของ WICE SG ด้วยการชำระเงินสด สกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์

ขนาดรายการดังกล่าว คำนวณจากศักยภาพในการทำกำไรโดยพิจารณาจากกำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA) ของ WICE SG ณ สิ้นปี 2559 - 2561 ขนาดรายการของมูลค่าหุ้น คิดเป็นจำนวน 5,354,375 เหรียญดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งคาดว่าจะเข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญของ WICE SG ในช่วงไตรมาส 2/2563

โดยวัตถุประสงค์ในการเข้าทำรายการดังกล่าว เพื่อให้ WICE SG เข้ามาเสริมศักยภาพการขยายตลาดในต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งนี้บริษัทคาดว่าจะสามารถรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอีกประมาณปีละ 150 ล้านบาท รวมถึงกำไรที่จะเพิ่มขึ้นอีกตามผลประกอบการของ WICE SG

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 28 ก.ค. 2559 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น ได้มีมติอนุมัติให้เข้าทำรายการซื้อหุ้นสามัญฯ ดังกล่าว จำนวน 70% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด โดยชำระเงินด้วยวิธีการจ่ายเงินสดประมาณ 50% ของมูลค่าการเข้าซื้อหุ้นสามัญหรือประมาณ 145,318,327 บาท และด้วยวิธีการแลกเปลี่ยนหุ้นสามัญของบริษัท

สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2563 บริษัทวางแผนลดต้นทุนและเตรียมปรับแนวทางบริหารจัดการธุรกิจให้บริการโลจิสติกส์ขนส่งข้ามพรมแดน (Cross - Border Transport Services)  บริษัทเครือข่าย EUROASIA TOTAL LOGISTICS CO., LTD. (ETL) ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น รวมถึงขยายการให้บริการขนส่งสินค้าที่มีมาร์จิ้นสูง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนยานยนต์ พร้อมเพิ่มปริมาณสินค้าเที่ยวขากลับให้สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความสามารถการทำกำไรให้เติบโตดีมากขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทวางแผนขยายฐานลูกค้าไปยังอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเติบโตได้ดีของประเทศ หรืออุตสาหกรรมที่ได้รับอานิสงค์จากภาครัฐ อาทิ อุตสาหกรรมการบิน (Aerospace) และสินค้านำเข้าธุรกิจค้าปลีก (Retail Market) เนื่องจากบริษัทเห็นความต้องการใช้บริการโลจิสติกส์ของอุตสาหกรรมดังกล่าวมีปริมาณสูง  จึงวางแนวทางเข้าไปรับงานขนส่ง เพื่อสร้างโอกาสใหม่และรายได้ให้กับธุรกิจ โดยล่าสุด บริษัทรับงานใหม่เกี่ยวกับการขนส่งนำเข้าสินค้าธุรกิจค้าปลีก และงานขนย้ายจากโรงไฟฟ้าเข้าคลังสินค้า

จากกลยุทธ์ดังกล่าว รวมถึงปัจจัยสนับสนุนจากการขยายธุรกิจแบบ Organic ขยายปริมาณงานบริการทุกประเภท และการเติบโตแบบ Inorganic ที่บริษัทได้ลงทุนขยายสาขาของบริษัทในเครือ คาดว่าจะเริ่มเห็นสัญญาณการเติบโตของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit  Margin) กลับสู่ภาวะปกติที่ระดับ 20% ได้ ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าการเติบโตของรายได้อยู่ที่ 20% หรือมีรายได้รวม 2,700 ล้านบาท

ขณะที่สถานการณ์โรคระบาดไวรัสโควิด – 19  บริษัทยอมรับว่าได้รับผลกระทบทางอ้อม โดยมีทั้งข้อดีและข้อเสียเข้ามามีผลต่อการดำเนินธุรกิจของบริษัท เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านการขนส่งมากขึ้น เช่น รถขนส่งที่รอผ่านด่านใช้เวลาเพิ่มขึ้น สนามบินลดรอบไฟท์บินลง และปริมาณงานลดลงเล็กน้อยในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ในปัจจุบัน ลูกค้าที่สต็อคสินค้าหมด จึงเริ่มกลับมาใช้บริการขนส่งทางอากาศและขนส่งข้ามแดนกับทาง WICE อีกครั้ง โดยเฉพาะลูกค้าจีนทำให้บริษัทย่อยของ WICE ในจีนกลับมาเปิดทำการได้ตามปกติแล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการเฝ้าติดตามสถานการณ์โรคระบาดดังกล่าวและผลกระทบต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดโดยคาดว่าสถานการณ์ต่าง ๆ น่าจะคลี่คลายกลับเข้าสู่ภาวะปกติได้ในช่วงเดือนเม.ย. 63 ทั้งนี้ บริษัทได้วางเป้าหมายเป็นผู้นำการให้บริการด้านโลจิสติกส์ในระดับภูมิภาคเอเชีย ที่มีบริการครบวงจรสามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ยุทธศาสตร์ทางการค้าที่สำคัญ โดยมุ่งเน้นการสร้างโครงข่ายพันธมิตรในธุรกิจขนส่งอย่างต่อเนื่องในอนาคตต่อไป

ASAP โชว์รายได้ปี 62 เติบโต 19% รับทุกกลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าขยายตัวตามแผน

ASAP โชว์รายได้ปี 62 เติบโต 19% รับทุกกลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าขยายตัวตามแผน

‘ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์’ หรือ ASAP ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจร รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ป) โชว์ผลการดำเนินงานปี 62 ทำรายได้ 3,137.6 ล้านบาท เติบโต 19% หลังทุกกลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าเติบโตตามแผน ขณะที่ปี 63 พร้อมรุกตลาดภายใต้แนวคิด ASAP Mobility Solution Services เต็มตัว ผ่านแอพพลิเคชั่น asap ตั้งเป้าเติบโต 10-15%

นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจรสำหรับลูกค้านิติบุคคล รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ป) เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานปี 2562 มีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 3,137.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% เทียบกับปีก่อนที่มีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 2,636.1 ล้านบาท จากการเติบโตของรถยนต์ให้เช่าทุกกลุ่มธุรกิจ ทั้งรถยนต์ให้เช่าระยะยาว เช่าระยะสั้น รถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ และรถยนต์ให้เช่าคิดค่าบริการตามจริงหรือ asap GO โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวที่ทำสัดส่วนรายได้หลักคิดเป็น 80% ของรายได้รวม สามารถรักษาฐานลูกค้ารายเดิมและขยายฐานลูกค้ารายใหม่ในกลุ่มลูกค้าองค์กรได้เพิ่มเติม ทำให้กลุ่มธุรกิจดังกล่าวช่วยสร้างความมั่นคงของรายได้ประจำ (Recurring Income) ให้แก่บริษัทฯ ได้อย่างต่อเนื่อง    

ขณะที่ธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าคิดค่าบริการตามจริง หรือ asap GO เติบโตที่ดีเช่นกัน จากฐานลูกค้าต่างชาติจองใช้บริการรถเช่าผ่านเว็บไซต์ท่องเที่ยวและเว็บไซต์ให้บริการรถยนต์ให้เช่าระดับโลก รวมถึงผ่านแอพพลิเคชั่น asap ทำให้สินค้าและบริการของ ASAP เข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดีขึ้น ส่งผลให้ บริษัทฯ สามารถใช้ความแข็งแกร่งของพอร์ตรถยนต์ให้เช่า ณ สิ้นปี 2562 จำนวน 19,196 คัน ผลักดันการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ASAP กล่าวอีกว่า การดำเนินงานปี 2563 ตั้งเป้าเติบโต 10-15% จากการรุกธุรกิจภายใต้แนวคิด ASAP Mobility Solution Services อย่างเต็มตัว ผ่านแอพพลิเคชั่น asap  แหล่งรวบรวมสินค้าและบริการของ ASAP ได้อย่างครบวงจร ตั้งแต่ จองรถยนต์ให้เช่าระยะสั้น และ รถยนต์ให้เช่าตามการใช้งานจริง asap GO รองรับไลฟ์สไตล์ ของคนรุ่นใหม่ที่นิยมใช้บริการรถยนต์ให้เช่าเพิ่มขึ้น โดยเป็นช่องทางแนะนำบริการใหม่ๆ เพิ่มเติม เช่น รถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับ และขยายบริการ asap GO ไปยังกลุ่มลูกค้าทั่วไป ที่คาดว่าจะทำสัดส่วนรายได้อยู่ที่ 20% ของรายได้รวม  พร้อมตอกย้ำจุดแข็งพอร์ตรถยนต์ให้เช่า จากแผนเพิ่มรถยนต์ใหม่จำนวน 4,000 คัน โดยส่วนหนึ่งถูกนำมาทดแทนรถครบสัญญาเช่าจำนวน 2,000 กว่าคัน ที่ ASAP จะนำไปจำหน่ายเป็นรถยนต์มือสองผ่านช่องทางออนไลน์และแฟรนไชส์ asap Select เพิ่มโอกาสอัตราการทำกำไรต่อหน่วยที่ดีขึ้น

KUMWEL เดินหน้าลุยงานตามแผน ประมูลงานโครงการ ขยายฐานลูกค้าภาครัฐ-เอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่าย สินค้านวัตกรรมใหม่ “Smart Lightning Management System” ปรับปรุงกระบวนการขายและการผลิตเชิงรุก เพิ่มความสามารถการแข่งขัน ตั้งเป้าปี 63 รายได้โต 15-20% แตะ 500 ล้านบาท เผยงบปี 62 กวาดรายได้ 437.94 ล้านบาท กำไร 23.40 ล้านบาท เตรียมปันผล 0.07 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 19 พ.ค.63

KUMWEL เดินหน้าลุยงานตามแผน ประมูลงานโครงการ ขยายฐานลูกค้าภาครัฐ-เอกชน เพิ่มช่องทางจำหน่าย สินค้านวัตกรรมใหม่ “Smart Lightning Management System” ปรับปรุงกระบวนการขายและการผลิตเชิงรุก เพิ่มความสามารถการแข่งขัน ตั้งเป้าปี 63 รายได้โต 15-20% แตะ 500 ล้านบาท เผยงบปี 62 กวาดรายได้ 437.94 ล้านบาท กำไร 23.40 ล้านบาท เตรียมปันผล 0.07 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่าย 19 พ.ค.63

นายบุญศักดิ์ เกียรติจรูญเลิศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คัมเวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (KUMWEL) ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบป้องกันฟ้าผ่าและเตือนภัยฟ้าผ่าอย่างครบวงจรตามมาตรฐานสากล ภายใต้ตราสินค้า “Kumwell”  เปิดเผยถึงกลยุทธ์การดำเนินงานปี 2563 ว่า บริษัทเดินหน้าตามแผนที่วางไว้ ด้วยการรักษาและขยายฐานลูกค้าประมูลงานโครงการทุกกลุ่มทั้งภาครัฐและเอกชน พัฒนาธุรกิจบริการ เพิ่มช่องทางจัดจำหน่าย ตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้ครบวงจร เพื่อเพิ่มปริมาณงานติดตั้งอุปกรณ์และระบบเตือนภัยฟ้าผ่า โดยเฉพาะสินค้านวัตกรรมใหม่ “Smart Lightning Management System” นวัตกรรมระบบป้องกันฟ้าผ่าแบบอัจฉริยะ

อีกทั้ง บริษัทเริ่มดำเนินการปรับปรุงกระบวนการขายแบบเชิงรุกทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงปรับปรุงสายการผลิต ในการลดต้นทุนการผลิต เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความสามารถการทำกำไรสูงขึ้น โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตของรายได้ปี 2563 ที่ 15-20% หรือมีรายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท จากปี 2562

ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของบริษัท แบ่งเป็น ต่างประเทศ 20.4% และในประเทศ 79.6%  ประกอบด้วย ลูกค้า 6 กลุ่มหลัก ได้แก่ ภาคการไฟฟ้าและพลังงาน 27.1% ภาคสิ่งปลูกสร้าง 31.3% ภาคอุตสาหกรรม 8.8% ภาคคมนาคม 8.8% ภาคการสื่อสารโทรคมนาคม 1.1% ภาคความมั่นคงทางทหาร 0.1% และอื่น ๆ 2.4%

สำหรับผลประกอบการไตรมาส 4/2562  บริษัทมีรายได้รวม 108.19 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 113.30 ล้านบาท จำนวน 5.11 ล้านบาท หรือลดลง 4.51% และมีกำไรสุทธิ 2.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีผลขาดทุน 16.45  ล้านบาท เนื่องจากไม่มีค่าใช้จ่ายจากการจ่ายหุ้นเป็นเกณฑ์ (Share-base ) รวมถึงการตั้งสำรองเผื่อด้อยค่าของสินค้าคงคลังต่ำกว่ากับไตรมาส 4/2561 และยอดขายสินค้าที่ปรับลดลงทุกกลุ่มทั้งในประเทศ และต่างประเทศ อาทิ ทวีปเอเชีย และยุโรป รวมถึงสหรัฐอเมริกา ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

ส่วนผลประกอบการปี 2562 บริษัทมีรายได้รวม 437.94 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้รวม 469.72 ล้านบาท จำนวน 31.78 ล้านบาท หรือลดลง 6.76% และมีกำไรสุทธิ 23.40 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 33.78 ล้านบาท จำนวน 10.38 ล้านบาท หรือลดลง 30.72% เนื่องจากยอดขายสินค้าในประเทศ และต่างประเทศปรับลดลงทุกกลุ่ม

นอกจากนี้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติเสนอจ่ายเงินปันผลในอัตราหุ้นละ 0.07 บาท สำหรับรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธ.ค. 2562 คิดเป็นจำนวนเงิน 30.1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 114.2% ของกำไรสุทธิของงบการเงินเฉพาะกิจการหลังหักสำรองตามกฎหมาย โดยการจ่ายเงินปันผลจะจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิ์เข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีและเพื่อสิทธิ์รับเงินปันผล (Record Date)  ณ วันที่ 5 พ.ค. 2563  และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 19 พ.ค. 2563 โดยเตรียมขออนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2563 ในวันที่         22 เม.ย. 2563

ECF โชว์ฟอร์มปี 62 กำไรสุทธิเติบโต 35.17%

ECF โชว์ฟอร์มปี 62 กำไรสุทธิเติบโต 35.17%

ECF เผยผลประกอบการปี 62 รายได้รวม 1,290.90 ล้านบาท กำไรสุทธิ 39.27 ล้านบาท เล็งจ่ายปันผลหุ้นละ 0.014300  บาท ชูกลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจปี 63 เพิ่มมาร์จิ้น บริหารจัดการต้นทุนการขายและการบริหาร ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย เน้นช่องทางที่มีประสิทธิภาพ ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมพัฒนาสินค้าใหม่ ปั๊มยอดขาย ธุรกิจพลังงาน เดินหน้าเร่งสปีดลุยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ มินบู เมียนมาร์ ครบ 4 เฟส 220 เมกะวัตต์ ภายใน 2 ปี สร้างการเติบโตของกำไรอย่างต่อเนื่อง

                นายอารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) (ECF) ผู้ผลิตและจำหน่าย เฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา จำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานปี 2562  บริษัทมีรายได้รวมทุกกลุ่มธุรกิจ 1,290.90 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 1,443.33 ล้านบาท หรือปรับตัวลดลง 10.56 % ซึ่งรายได้จากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นธุรกิจหลัก 1,195.30 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ 1,297.19 ล้านบาท อย่างไรก็ตามแม้ว่ารายได้ภาพรวมของบริษัทมีการปรับตัวลดลง แต่ทั้งนี้บริษัทมีกำไรสุทธิประจำปี  39.27 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 35.17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 29.05 ล้านบาท สาเหตุสำคัญเกิดจากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ เมืองมินบู เมียนมาร์ ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มมีรายได้จากการจำหน่ายไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์เฟสที่ 1 ขนาด 50 เมกะวัตต์แรกเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่วันที่ 27 กันยายน 2562 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ผลประกอบการของบริษัทมีแนวโน้มดีขึ้นนอกเหนือจากการทยอยรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทนแล้ว บริษัทยังมีการวางแผนงานเพื่อบริหารจัดการต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดค่าใช้จ่าย ประกอบกับควบคุมค่าใช้จ่ายในการเข้าศึกษาความเป็นไปได้ในธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่เฟอร์นิเจอร์ให้เกิดความคุ้มค่ามากที่สุด

 นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติอนุมัติจ่ายปันผลหุ้นละ  0.0143  บาท คิดเป็นจำนวนเงินรวมการจ่ายไม่เกิน 13.72ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราจ่ายปันผล 42% ของกำไรสุทธิของบริษัทหลังหักสำรองตามกฎหมาย โดยจะทำการกำหนดวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล(Record Date) ในวันที่ 5 พ.ค. 2563 และกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 22 พ.ค.2563 (ภายหลังวันที่ขออนุมัติจากประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 22 เม.ย 2563)

สำหรับภาพรวมธุรกิจในปีนี้ บริษัทมุ่งเน้นสร้างการเติบโตจากธุรกิจเฟอร์นิเจอร์และธุรกิจพลังงาน  โดยธุรกิจเฟอร์นิเจอร์มีสัญญาณการเติบโตที่ดีอย่างมีนัยสำคัญ จากการจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปต่างประเทศ มุ่งเน้นขยายตลาดกลุ่มลูกค้ารายใหม่ในญี่ปุ่น อินเดีย ตะวันออกกลาง และจีน ซึ่งถือเป็นลูกค้ารายใหญ่ ที่มีศักยภาพสามารถสร้างโอกาสการเติบโตของคำสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ในอนาคตได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมียอดคำสั่งซื้อสินค้าที่คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2563 นี้ อีกทั้งยังมีกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่มีศักยภาพอยู่ระหว่างการเจรจาอีกหลายราย เห็นได้จากตัวเลขยอดคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นไตรมาสที่ 1 มีสัญญาการเติบโตจากปีก่อนมาก

ขณะที่ตลาดในประเทศ บริษัทมีแผนปรับโครงสร้างการจัดจำหน่าย มุ่งเน้นกระตุ้นยอดขายในช่องทางจำหน่ายใหม่ ๆ ที่มีประสิทธิภาพ ผ่านร้านโมเดิร์นเทรดชั้นนำที่มีสาขาทั่วประเทศ ล่าสุดสามารถเพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านร้านโมเดิร์นเทรดได้อีก 2 ราย  ซึ่งแต่ละรายมีโอกาสการเติบโตผ่านการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ยังได้เริ่มออกผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อจำหน่ายในรูปแบบอุปกรณ์ก่อสร้างที่ใช้วัตถุดิบจากไม้ยางพารา เพื่อจำหน่ายให้กับกลุ่มลูกค้าผู้รับเหมาที่รับงานติดตั้งให้กับผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายรายของประเทศ ทั้งนี้ บริษัทพยายามรักษาสัดส่วนรายได้จากยอดขายต่างประเทศอยู่ที่ 55 % และในประเทศ อยู่ที่ 45 %

สำหรับธุรกิจพลังงานทดแทน ในปีนี้จะเห็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยที่ผ่านมารับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานชีวมวลภาคใต้ขนาด 7.5 เมกะวัตต์ ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ขนาด 220 MW มินบู ประเทศเมียนมาร์ ที่เฟสแรก (50 MW) สามารถจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ COD และเริ่มรับรู้ส่วนแบ่งกำไรงวดแรกเข้ามาเต็มในไตรมาส 4/62   ส่วนเฟสที่ 2 3 และ 4 อยู่ระหว่างวางแผนเพื่อก่อสร้างให้ครบโดยเร็วที่สุด ซึ่งหากครบทั้ง 4 เฟส บริษัทคาดการณ์รับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า 80 -100 ล้านบาทต่อปี  ขณะเดียวกัน ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าทั้งในและต่างประเทศที่อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ในการเข้าลงทุน โดยบริษัทจะมุ่งเน้นในโครงการที่มีผลตอบแทนสูง และจะเน้นการเข้าลงทุนเองเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมเติบโตไม่ต่ำกว่า 10-15 % และเพิ่มอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 4-5 % โดยปัจจัยสนับสนุนการเติบโตมาจากการขยายตลาดของธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ และการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน ซึ่งปีนี้จะเห็นการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรอย่างชัดเจนมากขึ้น และคาดว่าจะเริ่มเห็นสัดส่วนกำไรสุทธิทยอยปรับตัวเพิ่มขึ้นจากธุรกิจต่าง ๆ ในปีนี้