JUBILE แย้มแนวโน้ม H2/61 เติบโตสวย Q3 เปิด New Concept Store ใจกลางกรุงเทพฯเจาะฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

JUBILE แย้มแนวโน้ม H2/61 เติบโตสวย Q3 เปิด New Concept Store ใจกลางกรุงเทพฯเจาะฐานลูกค้ากลุ่มใหม่

JUBILE เผยแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังเติบโตสวย จากการรุกเปิดสาขาโดยช่วงไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทจะเปิดตัว New Concept Store ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ชูความแตกต่างเพื่อขยายฐานลูกค้ากลุ่มใหม่ ดันรายได้ทั้งปีโตไม่ต่ำกว่า 10% ตามเป้า ผนวกกับกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายโตทั้งจากสาขาเดิมที่มีอยู่ 127 สาขา พร้อมขยายสาขาอีก 5-7 สาขา และ Forevermark 3-5 สาขา ล่าสุดโชว์ผลงานไตรมาส 2 ปี 2561 โกยรายได้ 423 ลบ. กำไรเพิ่มขึ้น 9% บอร์ดไฟเขียวจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.33 บาท
นางสาวอัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ JUBILE เปิดเผยว่า มีแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตดีจากปัจจัยบวกที่เข้ามาสนับสนุนกำลังซื้อผู้บริโภคมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งภาคการท่องเที่ยวเมืองไทยที่ฟื้นตัวส่งผลให้กำลังซื้อขยายตัว ประกอบกับเป็นช่วงเทศกาลท้ายปีที่คาดว่าจะมีความคึกคักมาก นอกจากนี้มีการรุกเปิดสาขาในครึ่งปีหลังอย่างต่อเนื่อง เทียบกับช่วงครึ่งปีแรกเปิดเพียง 2 สาขา จากเป้าหมายทั้งปีราว 8-12 สาขา
โดยในช่วงไตรมาส 3/2561 บริษัทฯเตรียมเปิด New Concept Store ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อเจาะฐานกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีรายได้ปานกลาง ตลอดจนการออกสินค้าเพิ่มเติมทั้งในส่วนสินค้าลิขสิทธิ์ ของ Hello Kitty และสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายที่จัดอย่างต่อเนื่อง
“ในช่วงไตรมาส 3/61 บริษัทฯเตรียมออกคอลเลคชั่นใหม่อย่างต่อเนื่องทั้ง Celebrating my Special Women, Hello kitty และ Forevermark พร้อมการเปิดสาขารูปแบบใหม่ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 3 นี้ บริษัทฯมีแผนเปิดตัวสินค้าใหม่โดยมีการผสานเทคโนโลยีเข้าไปในดีไซน์ ซึ่งจะเน้นไปที่กลุ่มลูกค้าอายุ 20-40 ปี” นางสาวอัญรัตน์ กล่าว
ล่าสุดผลประกอบการงวดไตรมาส 2/2561 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 48.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 44.6 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวสูงขึ้นอยู่ที่ระดับ 43% และอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 12% ทั้งนี้ภาพรวมธุรกิจไตรมาส 2 ที่ผ่านมาของปีนี้ เป็นไตรมาสที่มีความเติบโตอย่างโดดเด่น นอกจากการใช้กลยุทธ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าแล้ว ยังมีปัจจัยสนับสนุนจากเศรษฐกิจภายในประเทศที่ฟื้นตัว และเป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น
ขณะที่ผลประกอบการในงวดครึ่งปีแรก (ม.ค.-มิ.ย.61) บริษัทฯ มีรายได้รวม 765 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27 ล้านบาท คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 738 ล้านบาท ส่งผลให้มีกำไรสุทธิ 95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่าครึ่งปีแรกของปีที่ผ่านมา หรือคิดเป็น 23%
ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯอนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ในอัตราหุ้นละ 0.33 บาท จากผลการดำเนินงานของบริษัทฯสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2561 โดยกำหนดวันปิดสมุดทะเบียนวันที่ 22 สิงหาคม 2561 และกำหนดวันจ่ายปันผลในวันที่ 5 กันยายน 2561

NFC อวดงบ Q2 รายได้พุ่ง 26.91% กำไรสุทธิ 17.33 ลบ.

NFC อวดงบ Q2 รายได้พุ่ง 26.91% กำไรสุทธิ 17.33 ลบ. คาดชงบอร์ดแจ้งเกิดคลังสินค้าเหลวภายในสิ้นปี

NFC โชว์งบไตรมาส 2/61 กวาดรายได้กว่า 298.78  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.91% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม  235.42 ล้านบาท กำไรสุทธิ 17.33 ล้านบาท

 บิ๊กบอส ณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี  มั่นใจผลงานปี 61 โตแกร่ง พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนคลังสินค้ามาบตาพุดตามแผน คาดชงบอร์ดภายในสิ้นปีนี้ ก่อนเดินหน้าก่อสร้างภายในปี 62 หนุนผลงานในช่วง 5 ปี ข้างหน้าโตก้าวกระโดด

นายณัฐภพ รัตนสุวรรณทวี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นเอฟซี (NFC) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/61 บริษัทมีรายได้รวม 298.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26.91% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 235.42 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 17.33 ล้านบาท ส่วนในงวด  6 เดือนแรกของปี 2561 มีรายได้รวม 598.90 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 14.89% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวม 521.27 ล้านบาท หรือ และมีกำไรสุทธิ 43.53 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้ในช่วงไตรมาส 2 และในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ ยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยได้รับปัจจัยหนุนจากรายได้จาการขายเคมีภัณฑ์ ที่เพิ่มขึ้นตามความต้องการของลูกค้า โดยในไตรมาส 2 /61 รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เคมี อยู่ที่ 275.54 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 33.54% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนทำได้ 206.33 ล้านบาท และในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์อยู่ที่ 551.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.73% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนทำได้ 453.63 ล้านบาท

ส่วนรายได้จากการบริการในไตรมาส 2/61 อยู่ที่  23.24 ล้านบาท และในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้อยู่ที่ 47.59 ล้านบาท

 

“แนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังมั่นใจว่าจะเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยบริษัทฯมีแผนจะปรับปรุงคลังสินค้าในปัจจุบันให้มีมาตรฐาน พร้อม สิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและขยายฐานลูกค้าในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทั้งนี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในต้นปี 2562 โดยใช้แหล่งเงินทุนจากเงินทุนหมุนเวียนในกิจการ”

ในส่วนของการขออนุญาตใช้พื้นที่เพื่อพัฒนาคลังสินค้าเหลว เพิ่มเติมจากการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) ขณะนี้บริษัทฯอยู่ในระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการและความคุ้มค่าของการลงทุน ก่อนนำเสนอคณะกรรมการบริษัทพิจารณาอนุมัติ โครงการดังกล่าวในช่วงปลายปีนี้ และพร้อมเดินหน้าได้ทันทีในปี 2562 เนื่องจากบริษัทฯยังมีกระแสเงินสดในมือราว 400 ล้านบาท ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนอยู่ในระดับต่ำเพียง 0.16 เท่า ทำให้มีความสามารถในการกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงิน เพื่อรองรับแผนขยายธุรกิจในอนาคต

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นเอฟซี (NFC) จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่า มั่นใจว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วง 5 ปี ข้างหน้า มั่นใจว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด หลังจากบริษัทฯได้มีการปรับโมเดลธุรกิจใหม่ โดยมุ่งสู่การเป็นผู้นำด้านธุรกิจการให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรของไทย ภายใต้จุดแข็งในเรื่องของทำเลที่ตั้งที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีที่ดินบริเวณนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด รอการพัฒนามากกว่า 300ไร่ เพื่อรองรับความต้อง การของลูกค้าที่เตรียมย้ายฐานการผลิตมายังมาบตาพุด สอดรับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการลงทุนในพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ซึ่งได้เตรียมแผนงานรอง รับไว้แล้ว เพราะทำเลที่ตั้งคลัง สินค้าของ NFC มีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ในเขตนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดถือเป็นฐานของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ที่สำคัญ เชื่อมต่อระบบโลจิสติกส์ครบวงจรทั้งระบบขนส่งทางถนน รถไฟและทางท่อ

AJA เผยผลงานครึ่งปีแรก พลิกกำไร กระฉูด108%

AJA เผยผลงานครึ่งปีแรก พลิกกำไร กระฉูด108% รับรู้เงินลงทุนหนุนรายได้เพิ่ม มั่นใจปีนี้เข้าเป้า ส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้า 101 คันเรียบร้อย

บมจ.เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี หรือ AJA ประกาศผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกมีรายได้รวม 476.90 ลบ. เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กวาดกำไรสุทธิ 19.90 ลบ. พุ่ง 108.75% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุรับเงินจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น และต้นทุนการขายลดลง "ดร.อมร มีมะโน" ซีอีโอ มั่นใจผลประกอบการในปีนี้เติบโตต่อเนื่อง เผยส่งมอบโครงการแท็กซี่ วีไอพี 101 คันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดร.อมร มีมะโน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอเจ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) (AJA)  เปิดเผยว่า ผลประกอบการงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ (สิ้นสุด 30 มิ.ย.2561) มีรายได้รวมอยู่ที่ 476.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 54.86 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 422.04 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ จำนวน 19.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 247.40 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 108.75 จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีผลขาดทุนสุทธิจำนวน 227.50 ล้านบาท

สาเหตุหลักที่รายได้เพิ่มขึ้น เกิดจากการจำหน่ายเงินลงทุนในหุ้นสามัญทั้งหมดในบริษัท เวนดิ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (VDC) จำนวน 43.02 ล้านบาท และรายได้จากการจำหน่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone) แท็บแล็ท และอุปกรณ์เสริมของบริษัทย่อย (บริษัท สยามแอดวานซ์ อีเล็คทรอนิค จำกัด) ที่เริ่มดำเนินการเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา

ขณะที่ต้นทุนขายเท่ากับ 284.95 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 67.86 ของรายได้จากการขาย โดยอัตราส่วนต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายลดลง ร้อยละ 22.16 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนเท่ากับร้อยละ 90.01 เนื่องจากบริษัทมีการกลับรายการตั้งสำรองมูลค่าลดลงของสินค้าคงเหลือ ประเภทสินค้ากล่องรับสัญญาณทีวีดิจิตอล (SET TOP BOX) และเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากบริษัทได้มีการจำหน่ายสินค้ากลุ่มดังกล่าว และมีการจัดงานแสดงสินค้า Expo อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายเร่งระบายสินค้าของบริษัท

 

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร AJA กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯคาดว่าผลประกอบการในปีนี้น่าจะเติบโตต่อเนื่องจากปีก่อน เนื่องจากบริษัทฯได้กระจายความเสี่ยงจากธุรกิจหลัก โดยการขยายไลน์ไปในธุรกิจต่างๆ ดังนี้ คือเป็นผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle)" ภายใต้การดำเนินงานของ บริษัทย่อย คือ “ไรเซน เอนเนอร์จี” ผู้นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า (EV : Electric Vehicle)"  โดย AJA ถือหุ้น 45% ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างดำเนินโครงการแท็กซี่ วีไอพี ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ภายใต้แบรนด์ BYD e6 จำนวน 1,000 คัน ของกรมขนส่งทางบก โดยได้ส่งมอบรถจำนวน 101 คันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

พฤกษาสร้างปรากฎการณ์ใหม่แห่งวงการอสังหา เปิดจองออนไลน์ “เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ”

พฤกษาสร้างปรากฎการณ์ใหม่แห่งวงการอสังหา เปิดจองออนไลน์ “เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ” SOLD OUT 100% ภายใน 10 นาที ขึ้นแท่นคอนโดสุดฮอตแห่งปี 2018

นายปิยะ ประยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจพฤกษา เรียลเอสเตท แวลู บริษัท พฤกษา เรียลเอสเตท จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ร่วมฉลองความสำเร็จในการปิดขายโครงการ “เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ” หลังเปิดให้ชมห้องตัวอย่างและเปิดขายเพียงไม่กี่วัน โดยล่าสุดเปิดให้ลูกค้าจองผ่านช่องทางออนไลน์ (Online Booking) ทำให้สามารถปิดการขายทั้งโครงการได้ภายใน 10 นาที !!     ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นจากการเปิดขายทั้งช่องทางออฟไลน์และออนไลน์  กวาดยอดขายไป 558 ล้านบาทได้ตามเป้าที่วางไว้

 

“เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ”  เป็นโครงการที่อยู่ในกระแสอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเปิดขายทั้งในส่วนของยอดลงทะเบียนของลูกค้าทางหน้าเว็บไซต์ อีกทั้งยังมีลูกค้าขอจ่ายเงิน 100%  เพื่อขอจองก่อน  ด้วยคอนเซ็ปต์การออกแบบ  สิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้มากกว่า และทำเลที่อยู่ใจกลางเมืองแต่มีความใกล้ชิดธรรมชาติ ในราคาเริ่มต้นเพียง 1.49 ล้านบาท ทำให้โครงการ “เดอะทรี ดินแดง ราชปรารภ” ประสบความสำเร็จจนขึ้นแท่นเป็นอีกหนึ่งโครงการที่ฮอตที่สุดในปี 2018

 

 

RICHY ไตรมาส 2 กำไรติดปีก 984%

RICHY ไตรมาส 2 กำไรติดปีก 984% อานิสงส์ลูกค้าแห่โอน “ริชพาร์ค@ทริปเปิ้ลสเตชั่น” โชว์ Backlog เกือบ 4 พันลบ.-หนุนผลงานนิวไฮต่อเนื่อง

RICHY มั่นใจผลงานปี 61 สร้างสถิติสูงสุดใหม่ หลังโชว์ผลงาน Q2/61 กำไรทะลักล้น 205.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 984% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน แม่ทัพหญิง “ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์”คาดรายได้ปีนี้โตเกิน 3 พันล้านบาท อานิสงส์ลูกค้าแห่โอนโครงการ “ริชพาร์ค@ทริปเปิ้ลสเตชั่น” แถมยังตุน Backlog หนาเกือบ 3,864 พันล้านบาท หนุนกำไรสร้างสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง 
 
ดร.อาภา อรรถบูรณ์วงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ริชี่เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) (RICHY) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานของบริษัทฯในไตรมาส 2/61 มีรายได้รวม 999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 757 ล้านบาท หรือ 313% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 242.09 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 205.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 187 ล้านบาท หรือ 984% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 18.80  ล้านบาท 
ส่วนผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 (มกราม-มิถุนายน 2561) มีรายได้รวม 1,344 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 927.55 ล้านบาท หรือ 225% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 416.45 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 243.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 220.45 ล้านบาท หรือ 948% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 23.25 ล้านบาท 
“รายได้และกำไรที่เติบโตอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2 ของปีนี้ มาจากยอดโอนโครงการ ริชพาร์ค@ทริปเปิ้ลสเตชั่น ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 2.7 พันล้านบาท ขณะที่โครงการเดิมก็ยังมีการโอนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นโครงการริชพาร์ค@เจ้าพระยา และ เดอะริช@สาทร-ตากสิน ทำให้รายได้รวมในครึ่งปีแรกเติบโตอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา”
ส่วนแนวโน้มภาพรวมผลการดำเนินงานในปี 2561 มั่นใจว่ารายได้รวมจะเติบโตเกิน 3,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าเท่าตัวเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมามีรายได้รวม 1,327.13 ล้านบาท และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง เพราะปัจจุบันบริษัทฯมียอดรอรับรู้รายได้ (Backlog) 3,000-4,000 ล้านบาท คาดรับรู้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ซึ่งมาจากคอนโดมิเนียมเริ่มสร้างเสร็จและทยอยโอนเป็นระยะ 
ทั้งนี้ แผนการเปิดโครงการใหม่ของ RICHY ในปีนี้อยู่ที่ 4 โครงการ มูลค่า 6,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา เปิดไปแล้ว 3 โครงการ ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี เนื่องจากมีความเชื่อมั่นในแบรนด์ RICHY ส่วนในไตรมาส 4 เตรียมเปิดใหม่อีก 1 โครงการใหม่

GCAP โชว์ผลงานครึ่งปี 61 กำไรโต 55% จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท/หุ้น

GCAP โชว์ผลงานครึ่งปี 61 กำไรโต 55% จ่ายปันผลระหว่างกาล 0.10 บาท/หุ้น คาดแนวโน้ม H2/61 ผลงานสวยหลังกระจายพอร์ตสินเชื่อมากขึ้น

GCAP ประกาศผลประกอบการงวดครึ่งปีแรกของปี 2561 มีกำไรสุทธิ 26.91 ล้านบาท เทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 17.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 55.48% มีรายได้รวม 145.90 ลบ. เพิ่มขึ้น 77.73% โดยมียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นยอดสินเชื่อเช่าซื้อและการเติบโตของยอดซื้อขายรถเกี่ยวนวดข้าว รวมถึงการเติบโตของยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถแทรคเตอร์ของ นิว ฮอลแลนด์ “คุณสเปญ จริงเข้าใจ” เอ็มดี คาดว่าแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง จะเติบโตได้ดีกว่าปีที่ผ่านมา หนุนสินเชื่อทั้งปี 61 เติบโตตามเป้าหมายมากกว่า 60% หลังใช้กลยุทธ์กระจายประเภทของสินเชื่อหลากหลายมากขึ้น
นายสเปญ จริงเข้าใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP เปิดเผยถึง ผลประกอบการของบริษัทฯในงวด 6 เดือนแรกของปี 2561 (1 ม.ค.-30 มิ.ย.) มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่รวม 524 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 57% จากงวดเดียวกันของปีก่อน ที่มียอดการปล่อยสินเชื่อใหม่ 334 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากการเพิ่มขึ้นของยอดสินเชื่อเช่าซื้อ เนื่องจากการเติบโตของยอดซื้อขายรถเกี่ยวนวดข้าว รวมถึงมีการเติบโตของยอดปล่อยสินเชื่อเช่าซื้อรถแทรคเตอร์ของ นิว ฮอลแลนด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ คือ บริษัท ซีเอ็นเอช อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด โดยสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อใหม่แบ่งเป็นสินเชื่อเช่าซื้อ 76% และสินเชื่อส่วนบุคคลและนิติบุคคล 24%
บริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 145.90 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 63.82 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 77.73% เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้รวมจำนวน 82.09 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิในงวด 6 เดือนแรกของปีนี้ เท่ากับ 26.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.60 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 55.46% เมื่อปรียบเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17.31 ล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของรายได้รวม ในขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหารเพิ่มขึ้น 18.94 ล้านบาท และต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้น 27.54 ล้านบาท
“ผลประกอบการที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจทั้งรายได้และกำไร แต่บริษัทฯก็มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามยอดการปล่อยสินเชื่อ ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ค่าเบี้ยประกันลูกค้า เป็นต้น รวมถึงการเพิ่มขึ้นของเงินเดือนเนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนบุคลากรเพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจ ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการออกและเสนอขายหุ้นกู้ เพื่อชำระคืนหุ้นกู้ที่ครบกำหนดไถ่ถอน และเพื่อรองรับการปล่อยสินเชื่อของบริษัท” นายสเปญ กล่าว
นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ ได้มีมติอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาล สำหรับผลการดำเนินงานในงวด 6 เดือน สิ้นสุด 30 มิถุนายน 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท โดยกำหนดรายชื่อผู้ที่มีสิทธิ์รับเงินปันผลระหว่างกาล (Record Date) วันที่ 24 สิงหาคม 2561 และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 7 กันยายน 2561 นี้
“ซึ่งกลยุทธ์ที่ผ่านมาบริษัทได้พยายามกระจายประเภทของสินเชื่อให้ไม่กระจุกตัวการรับรู้รายได้แต่ละไตรมาสจากเดิมที่รายได้จะกระจุกในไตรมาส 4 ซึ่งเป็นช่วงเก็บเกี่ยวของเกษตรกร แต่ขณะนี้เรามีสินเชื่อสบายใจอันดามัน เป็นสินเชื่อเช่าซื้อเครื่องจักรเรือและสินเชื่อในการซ่อมบำรุง สำหรับธุรกิจเรือท่องเที่ยว เข้ามาช่วยเสริมรายได้ในช่วงกลางปี รวมถึงสินเชื่อส่วนบุคคล ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี” นายสเปญ กล่าว
สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 คาดว่าจะเติบโตดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เนื่องจากภาคการเกษตรดีขึ้นปัญหาภัยแล้งไม่รุนแรงเหมือนที่ผ่านมา และบริษัทได้เดินหน้าขยายตลาดสินเชื่อเช่าซื้อ ผ่านการเพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจอย่างต่อเนื่อง ทั้งในภาคอุตสาหกรรมการเกษตร และภาคธุรกิจท่องเที่ยว ให้มีความหลากหลาย ครอบคลุมความต้องการของลูกค้ามากยิ่งขึ้น โดยชูสินเชื่อสบายใจอันดามัน สินเชื่อเช่าซื้อสำหรับธุรกิจเรือท่องเที่ยว มาเสริมพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อในปีนี้ และในส่วนของสินเชื่อส่วนบุคคล ทางบริษัทฯ ได้เน้นไปที่สินเชื่อกลุ่มเจ้าของแผงในตลาด โดยได้ขยายสินเชื่อสบายใจตลาด ให้ครอบคลุมตลาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง ผ่าน 3 บริการสินเชื่อคือ สินเชื่อสบายใจคลองเตย, สินเชื่อสบายใจปัฐวิกรณ์ และสินเชื่อสบายใจตลาดไท

‘SONIC’ ต้อนรับนักวิเคราะห์

‘SONIC’ ต้อนรับนักวิเคราะห์

            ดร.สันติสุข โฆษิอาภานันท์ (ที่ 6 จากขวา) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางสาวกนกวรรณ พิฤทธิ์บูรณะ (ที่ 4 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการเงิน บมจ.โซนิค อินเตอร์เฟรท หรือ SONIC ให้การต้อนรับนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำของไทย ในโอกาสเข้าเยี่ยมชมกิจการและรับฟังข้อมูลธุรกิจตามแผนการเสนอขาย IPO จำนวน 150 ล้านหุ้นเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ เพื่อนำเงินไปลงทุนรถขนส่ง พัฒนาระบบสารสนเทศ และพัฒนาศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้า เมื่อเร็วๆนี้

TEAMG ลงนามรับจ้างเป็นที่ปรึกษา

TEAMG ลงนามรับจ้างเป็นที่ปรึกษา

บมจ.ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ ขยันสร้างผลงานอีกแล้ว โดยเฉพาะ “ชวลิต จันทรรัตน์” บิ๊กบอสคนเก่ง รุกลงนามรับจ้างในสัญญาที่ปรึกษา เพื่อเตรียมความพร้อมและสนับสนุนการให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2556 พื้นที่แปลง A บริเวณสถานีกลางบางซื่อ เพื่อทบทวนรายงานการศึกษาประเมินมูลค่าความเหมาะสมด้านธุรกิจ และการลงทุนของโครงการพัฒนาพื้นที่แปลง A ที่ดําเนินการแล้วให้เป็นปัจจุบัน แถมยังแว่วๆๆ ว่าโครงการนี้ในอนาคต จะเป็นชินจูกุของเมืองไทย เดินหน้าสร้างผลงานแบบนี้ จะไม่ให้นักลงทุนรักได้ไงละ

“TM” ปักธงเป้ารายได้ปี 61 แตะ 660 ล้านบาท

"TM" ปักธงเป้ารายได้ปี 61 แตะ 660 ล้านบาท เดินหน้าเจรจาธุรกิจ เล็งเริ่มเห็นความชัดเจนปีนี้

 “เทคโนเมดิคัลย้ำเป้ารายได้ปี 61 พุ่ง 660 ล้านบาท ตั้งเป้าขยายเครื่องมือแพทย์กลุ่มใหม่ภายในปีนี้ ลั่นครึ่งปีหลังสดใสเข้าช่วงไฮซีซั่นธุรกิจโรงพยาบาล

                นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมทั้งปี 2561 จะอยู่ที่ระดับ  660 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่มีรายได้อยู่ที่ระดับ 628.48 ล้านบาท เนื่องจากความต้องการใช้สินค้ากลุ่มอุปกรณ์ และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ที่มีทิศทางการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรในประเทศ เพื่อเข้าซื้อเครื่องมือแพทย์ในกลุ่มสินค้าใหม่ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนภายในปีนี้ สำหรับแนวโน้มธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจโรงพยาบาล ส่งผลให้บริษัทฯจะได้รับออเดอร์มากขึ้น ประกอบกับโรงพยาบาลรัฐบาลจะมีงบประมาณออกมาในช่วงเดือนตุลาคม ส่งผลให้บริษัทจะได้รับออเดอร์จากโรงพยาบาลรัฐบาลที่เพิ่มขึ้น

            นอกจากนี้ ปัจจุบันบริษัทได้รับการติดต่อจากบริษัทผู้ผลิตหลายรายให้เป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งบริษัทจะพิจารณาและคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพเพื่อขยายกลุ่มสินค้าให้ครบวงจรมากขึ้น

ขณะที่ความคืบหน้าการสร้างอาคารสำนักงานใหม่และโชว์รูมแสดงสินค้า ซึ่งในปัจจุบันอยู่ระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปลายปี  2561

สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/2561 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10.15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.42% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 9.11 ล้านบาท และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 19.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.32 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.62% จากช่วงเดียวของปีก่อน

MTC มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้-กำไร นิวไฮ

MTC มั่นใจครึ่งปีหลังรายได้-กำไร นิวไฮ

             คุณชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย คุณปริทัศน์  เพชรอำไพ  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC)  ร่วมนำเสนอข้อมูลผลประกอบการในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุน “Opportunity Day” โดย MTC โชว์กำไรไตรมาส 2/61 พุ่งแรง 59.72% ทุบสิถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง จากความต้องการสินเชื่อเพิ่มขึ้น ดันยอดปล่อยใหม่ 6 เดือนแรกแตะ 36,621 ล้านบาท หนุนความมั่นใจทั้งปีปล่อยสินเชื่อไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท คาดครึ่งปีหลังรายได้และกำไรยังครองสถิติสูงสุดใหม่ ระบุพร้อมปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ใหม่ ย้ำดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใสและยุติธรรม