“TMI” ลุยเข้าธุรกิจพลังงานทดแทน รุกเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1.40 MW

“TMI” ลุยเข้าธุรกิจพลังงานทดแทน รุกเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1.40 MW

ธีระมงคล อุตสาหกรรม” เดินหน้าเข้าลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1.40เมกกะวัตต์ เล็งบุ๊ครายได้ไตรมาส3 นี้ หนุนครึ่งปีหลังโตแกร่ง โชว์แผนธุรกิจเตรียมออกผลิตภัณฑ์หลอดไฟใหม่อีก 10 รายการ พร้อมลุยเข้าประมูลงานรัฐ-เอกชนประมาณ 5-6 โครงการ คาดเห็นความชัดเจนภายในปีนี้

 

นายธีระชัย ประสิทธิ์รัตนพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธีระมงคล อุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) หรือ TMI เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที 15 มิถุนายน 2561 ได้มีมติให้ บริษัท ธีระมงคล กรีน เอนเนอร์ยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ TMI เข้าซื้อหุ้นเพื่อลงทุนในสัดส่วน 100%  กับบริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด

โดยบริษัทจะเข้าทำการตรวจสอบวิเคราะห์สถานะของธุรกิจ( Due Diligence) สำหรับเข้าดำเนินการศึกษาโครงการให้แล้วเสร็จ ซึ่งการลงทุนดังกล่าวจะเป็นการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพขนาด 1.40 เมกกะวัตต์ (MW) ขณะที่บริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและส่งไฟฟ้า เพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ซึ่งได้ดำเนินการจำหน่ายไฟฟ้ามาตั้งแต่เดือนเม.ย. 2558 จนถึงปัจจุบัน

อีกทั้งในวันที่ 16 มิ.ย. 2561 บริษัทจะทำสัญญาซื้อขายหุ้น โดยจะจ่ายเงินงวดแรกจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อเข้าทำ Due Diligence ภายในระยะเวลา 45 วัน โดยนับจากวันที่ทำสัญญา ซึ่งจะจบวันที่ 30 ก.ค. 2561 อย่างไรก็ตามหากดำเนินศึกษาโครงการแล้ว และบริษัทพิจารณาว่าไม่สมควรเข้าลงทุน ทำให้จะไม่มีการเข้าลงทุนในหุ้นบริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด โดยทางผู้ถือหุ้นของบริษัท กรีน เซฟวิ่ง เอนเนอร์ยี่ ไทยแลนด์ จำกัด จะเงินคืนให้บริษัทจำนวน 5 ล้านบาท ภายในเดือน ส.ค. 2561

 สำหรับการเข้าลงทุนดังกล่าวถือว่าเป็นการเข้าขยายเข้าไปในธุรกิจพลังงานเป็นการเพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้านพลังงาน เพื่อการเติบโตทางธุรกิจอย่างมั่นคงในอนาคต และบริษัทคาดจะมีการรับรู้รายได้โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพภายในไตรมาส 3/61 ส่งผลให้จะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2561 เติบโตกว่าช่วงครึ่งปีแรกของปี 2561รวมทั้งบริษัทยังมองหาการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมการเติบโตในอนาคต

นอกจากนี้ ด้านธุรกิจหลอดไฟในปีนี้บริษัทยังวางแผนเตรียมออกผลิตภัณฑ์ใหม่ประมาณ 10 รายการ ภายใต้แบรนด์ "GATA" เพื่อรองรับความต้องการและตอบโจทย์ลูกค้า ประกอบกับยังวางแผนจะเข้าประมูลงานภาครัฐและเอกชนในส่วนของหลอดไฟ ประมาณ 5-6 โครงการ โดยคาดว่าจะเห็นความชัดเจนภายในปี 2561 และบริษัทยังเตรียมเข้าไปรับงานใน CLMV ได้แก่ กัมพูชา, ลาว, เมียนมา และเวียดนาม เพื่อขยายตลาดหลอดไฟให้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยสนับสนุนผลการดำเนินงานในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

“การเข้าลงทุนโรงไฟฟ้าครั้งนี้ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี และเป็นการเริ่มต้นในธุรกิจพลังงานทดแของบริษัท โดยเราพร้อมจะเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน เพราะยังมีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E) อยู่ที่ระดับ 0.60 เท่า ซึ่งถือว่าน้อย ทำให้เรายังมีความสามารถในการกู้เงินจากสถาบันทางการเงินได้อีก โดยในขณะนี้บริษัทยังมองหาการลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพราะยังมีแหล่งเงินทุนเพียงพอต่อการลงทุนหากมีดีลการลงทุนเกิดขึ้นในอนาคต” นายธีระชัย กล่าว

 

TPBI ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก โชว์ศักยภาพผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก Reusable bags ชูจุดเด่นใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลกว่า 80% หนุนมาร์จินต่อหน่วยดีขึ้น ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังฟื้นตัว

TPBI ตอบโจทย์เทรนด์รักษ์โลก โชว์ศักยภาพผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติก Reusable bags ชูจุดเด่นใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลกว่า 80% หนุนมาร์จินต่อหน่วยดีขึ้น ช่วยผลักดันผลการดำเนินงานครึ่งปีหลังฟื้นตัว

บมจ.ทีพีบีไอ’ หรือ TPBI ตอบรับเทรนด์อุตสาหกรรมพลาสติกโลกที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โชว์ศักยภาพด้านการผลิต ปรับไลน์สินค้าจากถุงหูหิ้วสู่ถุงที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ หรือReusable bags โดยวัตถุดิบกว่า 80% เป็นเม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากถุงพลาสติกที่ผู้บริโภคใช้แล้ว ส่งผลกำไรต่อหน่วยดีขึ้น เชื่อจะสนับสนุนการฟื้นตัวของผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง พร้อมจับมือหน่วยงานสถาบันการศึกษาและภาคเอกชน ศึกษาจัดทำโมเดลต้นแบบบริหารจัดการขยะจากบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ใช้แล้ว เพื่อนำกลับมารีไซเคิลใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้า

 

นายสิทธิชัย บริสุทธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ General Products บริษัท ทีพีบีไอ จำกัด (มหาชน) หรือ TPBI ผู้นำอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ครบวงจรระดับโลกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและรับผิดชอบต่อสังคม มีกระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐานสากล เปิดเผยว่า จากเทรนด์ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์พลาสติกโลกที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้นมากขึ้น บริษัทฯ จึงปรับตัวและได้ริเริ่มดำเนินโครงการ Transformation มาตั้งแต่ปี 2560 ที่ผ่านมา โดยเริ่มปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท General Packaging ที่เป็นพอร์ตรายได้หลักให้สอดคล้องกับเทรนด์ของอุตสาหกรรมที่เน้นเรื่องการเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าวของตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าและมีคำสั่งซื้อเพิ่มมากขึ้น

 

ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จับมือกับลูกค้าร่วมกันพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับยุทธศาสตร์พลาสติกโลก ณ ปัจจุบัน ที่เน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าควบคู่ไปกับการรักษาสิ่งแวดล้อม โดยมีจุดประสงค์ในการลดขยะ พัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ และใช้พลาสติกรีไซเคิลในการผลิตสินค้ามากขึ้น โดยผลิตภัณฑ์ที่ TPBI พัฒนาขึ้นนั้นจะเป็นบรรจุภัณฑ์แบบ Reusable bag ที่ใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลเป็นวัตถุดิบหลักสูงถึง 80% ซึ่งตัวเม็ดพลาสติกรีไซเคิลนี้ ผลิตจากพลาสติกที่ใช้แล้วของผู้บริโภค เพื่อตอบโจทย์หลัก 3 R (Reduce Reuse Recycle) ที่มุ่งการใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดและต้องเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

 

ทั้งนี้ การที่บริษัทฯ ได้ร่วมกับลูกค้าพัฒนาบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภท Reusable bags ซึ่งตอบโจทย์เทรนด์ความต้องการของตลาดและแนวโน้มอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ในตลาดโลกได้แล้วนั้น บริษัทฯ เชื่อว่า บรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทดังกล่าวจะเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินงานของ TPBI ในอนาคตมากขึ้น ในแง่ของการผลิตสินค้าที่จะมุ่งไปสู่บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและจะเริ่มเข้ามาทดแทนถุงหูหิ้วแบบเดิม โดยตั้งแต่ช่วงปลายปี 60 ที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทฯ อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนไลน์การผลิต Reusable bags ไปสู่การผลิตสินค้าที่เป็นปริมาณมากขึ้น (Mass Production) ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนสำคัญต่อผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ General Packaging ในปีนี้ เนื่องจากมีความสามารถทำกำไรต่อหน่วยที่ดีขึ้น

 

สำหรับความสำเร็จในการพัฒนาสินค้า Reusable bags ดังกล่าว สะท้อนถึงศักยภาพความพร้อมทั้งทางด้านเทคโนโลยี เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิต กระบวนการผลิตที่ได้มาตรฐาน รวมถึงความพร้อมของบุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ใหม่ ที่สอดรับกับแนวโน้มเทรนด์อุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลกและจะเป็นผลดีในอนาคตที่จะทำให้ TPBI กลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น

 

“ขณะนี้เราสามารถผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ตอบโจทย์เทรนด์ของอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์โลก ที่ให้ความสำคัญด้านสิ่งแวดล้อมได้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าถุงหูหิ้ว ซึ่งเป็นหนึ่งในสินค้าที่ทำรายได้หลักที่ได้รับผลกระทบจากเทรนด์ดังกล่าว เราก็ดำเนินการปรับไปสู่การผลิตบรรจุภัณฑ์พลาสติกแบบ Reusable bags ที่ตลาดส่งออกในต่างประเทศให้การตอบรับอย่างดี เนื่องจากเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพราะใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลจากถุงพลาสติกที่ผู้บริโภคใช้แล้วมาเป็นวัตถุดิบ ซึ่งตรงตามมาตรฐานการผลิตที่ลูกค้าตั้งไว้ เราจึงสามารถตอบโจทย์ทั้งลูกค้าและเทรนด์ของตลาดโลกขณะนี้ได้เป็นอย่างดี” นายสิทธิชัย กล่าว

 

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้ร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและภาคเอกชนหลายราย เพื่อทำการวิจัยและพัฒนาในการทำโมเดลต้นแบบด้านการจัดการขยะพลาสติกแบบครบวงจร โดยจะนำขยะที่ได้มาผ่านกระบวนการรีไซเคิลเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตสินค้าใหม่ ๆ โดย TPBI มีเป้าหมายมุ่งพัฒนาสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอีกหลายรายการในอนาคตและยังช่วยลดปัญหามลพิษทางสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

หุ้นใหญ่ NDR ใช้สิทธิ์แปลง NDR-W1 ที่ราคา 2.93 บาท เผยเป็นไปตามสัญญาเข้าซื้อกิจการ FKRMM

หุ้นใหญ่ NDR ใช้สิทธิ์แปลง NDR-W1 ที่ราคา 2.93 บาท เผยเป็นไปตามสัญญาเข้าซื้อกิจการ FKRMM

ผู้ถือหุ้นใหญ่  NDR  แห่ใช้สิทธิ์แปลงสภาพ NDR-W1 ที่ราคา 2.93 บาท อัตราการใช้สิทธิ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิต่อ 1.03 หุ้นสามัญ ตามสัญญาเข้าซื้อกิจการ FKRMM ขณะที่สามารถใช้สิทธิ์ได้อีกครั้ง เป็นครั้งสุดท้ายในวันที่  22 ธันวาคม 2561 

 

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NDR) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทฯได้จัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) รุ่นที่ 1 (NDR-W1) ให้ผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 107,449,454 หน่วย จัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตรา 1.03 หุ้นสามัญเดิมต่อใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย ซึ่งผู้ถือใบสำคัญแสดงสิทธิสามารถใช้สิทธิครั้งที่ 3 ในวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา  

 

โดยปรากฎรายชื่อผู้ถือหุ้นใหญ่ใช้สิทธิแปลงสภาพดังนี้ ครอบครัวสัมฤทธิวณิชชา 1.นายชัยสิทธิ์  สัมฤทธิวณิชชา จำนวน NDR-W1 ที่ใช้สิทธิ 5,000,000 หน่วย  ถือหุ้นสัดส่วน 23.69% 2.นางนิตยา สัมฤทธิวณิชชา จำนวน NDR-W1 ที่ใช้สิทธิ 4,200,000 หน่วย ถือหุ้นสัดส่วน 22.70% 3.นางธัญญรัตน์ สัมฤทธิวณิชชา จำนวน NDR-W1 ที่ใช้สิทธิ 800,000 หน่วย ถือหุ้นสัดส่วน 5.01% และ CRSB จำนวน NDR-W1 ที่ใช้สิทธิ 20,000,000 หน่วย ถือหุ้นสัดส่วน 24.83% รวมการใช้สิทธิทั้งหมด 30,000,000 หน่วย แปลงเป็นหุ้นทั้งสิ้น 30,900,000 หุ้น เป็นจำนวนเงิน 90,537,000 บาท ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขการเข้าซื้อกิจการของ Fung Keong Rubber Manufactory(Malaya) Sdn.Bhd. (FKRMM)

 

ทั้งนี้ จะมีการกำหนดใช้สิทธิแปลงสภาพได้อีก ครั้งสุดท้าย คือวันที่ 22 ธันวาคม 2561 ซึ่งตรงกับวันที่ใบสำคัญแสดงสิทธิ มีอายุครบกำหนด 2 ปี นับแต่วันที่ออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ ในกรณีวันที่กำหนดการใช้สิทธิไม่ตรงกับวันทำการ ให้เลื่อนวันกำหนดใช้สิทธิในแต่ละครั้งเป็นวันทำการสุดท้าย ก่อนหน้าวันกำหนดการใช้สิทธิดังกล่าว 

“PTG” จับมือ “BAFS” ลงนามร่วมทุนตั้งบริษัทย่อย “BPTG” ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน

“PTG” จับมือ “BAFS” ลงนามร่วมทุนตั้งบริษัทย่อย “BPTG” ประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน

ลงนาม นายพิทักษ์ รัชกิจประการ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  นายรังสรรค์ พวงปราง (ที่ 1 จากซ้าย) ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) หรือPTG ร่วมกับ หม่อมราชวงศ์ศุภดิศ ดิศกุล (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร   นายประกอบเกียรติ นินนาท (ที่ 1 จากขวา) กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BAFSร่วมลงนามในพิธีลงนามสัญญาร่วมทุน ระหว่าง บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ตั้งบริษัทย่อย “BPTG” เพื่อประกอบกิจการสถานีบริการน้ำมัน บริเวณด้านหน้าคลังน้ำมันพิจิตร คลังน้ำมันนครลำปาง และสถานีสูบถ่ายน้ำมันกำแพงเพชรของบริษัท ขนส่งน้ำมันทางท่อ จำกัด โดยมีทุนจดทะเบียนจำนวน 100 ล้านบาท และ PTG เข้าถือหุ้น 60% ณ บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) ชั้น 45 อาคารซีดับเบิ้ลยู ทาวเวอร์ เมื่อเร็ว ๆ นี้

“DOD” เคาะ IPO ราคา 9.30 บาทต่อหุ้น

“DOD” เคาะ IPO ราคา 9.30 บาทต่อหุ้น

นางสาวศุภมาส อิศรภักดี  (กลาง) กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วยนางสาวเรณุมาศ อิศรภักดี (กลางขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดีโอดี  ไบโอเทค จำกัด (มหาชน) หรือ DOD  และนายวิรัช มรกตกาล (กลางซ้าย) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด  บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) บริษัท หลักทรัพย์ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายร่วม ซึ่งมีบริษัท แอดไวเซอรี่ พลัส จำกัด  เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ซึ่ง DOD เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 110 ล้านหุ้น ซึ่งกำหนดราคาขายที่ 9.30 บาทต่อหุ้น และเตรียมเปิดให้ประชาชนทั่วไปจองซื้อวันที่     12-14   มิถุนายนนี้ คาดเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 20 มิถุนายน 2561    

บีซีพีจีขยายฐานพลังงานหมุนเวียนในไทย รุกธุรกิจพลังงานลมในภาคใต้

บีซีพีจีขยายฐานพลังงานหมุนเวียนในไทย รุกธุรกิจพลังงานลมในภาคใต้

บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เดินหน้าขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในไทย ลงทุนธุรกิจพลังงานลมในจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าซื้อหุ้นทั้งหมดในบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์

 

นายบัณฑิต สะเพียรชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้เข้าซื้อกิจการของบริษัท ลมลิกอร์ จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลม กำลังการผลิต 10 เมกะวัตต์ ที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2561 ด้วยการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดจากกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม โดยมีวงเงินลงทุนรวมค่าหุ้นและค่าก่อสร้างไม่เกิน 825 ล้านบาท โครงการดังกล่าวขณะนี้อยู่ในระหว่างการก่อสร้าง คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จและเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ได้ภายในสิ้นปี 2561

 

การลงทุนของบริษัทฯ ในครั้งนี้ ถือเป็นการขยายธุรกิจการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ ภายใน ประเทศนอกเหนือไปจากพลังงานแสงอาทิตย์ และเป็นการลงทุนในธุรกิจพลังงานลมในไทยเป็นครั้งแรกในฐานะผู้ดำเนินกิจการ หลังจากร่วมลงทุนในบริษัท เพโทรวินด์ เอเนอร์ยี จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิตรวม 50 เมกะวัตต์ เมื่อช่วงไตรมาสที่สองของปี 2560

 

นายบัณฑิตกล่าวว่า “ผมมั่นใจว่าการลงทุนในโครงการนี้จะสามารถสร้างผลตอบแทนที่น่าพอใจ โดยบริษัทฯ จะขายไฟฟ้าได้ประมาณหน่วยละ 7 บาทจากการได้รับส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (adder) ในอัตรา 3.50 บาทต่อหน่วย จากราคาค่าไฟฐาน เป็นระยะเวลา 10 ปี นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสดีในการขยายฐานธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศ เป็นการเสริมสร้างความรู้ความชำนาญของบีซีพีจีในการดำเนินการธุรกิจพลังงานลม โดยโครงการลมลิกอร์ ตั้งอยู่ในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความเร็วลมสูง เหมาะแก่การตั้งโรงไฟฟ้าพลังงานลม อีกทั้งยังเป็นการตอบสนองต่อความต้องการใช้พลังงานไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลดีต่อประเทศชาติในภาพรวม โดยการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ คำนึงถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนและผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้นเป็นสำคัญ รวมถึงการดูแลชุมชนในพื้นที่ ระบบนิเวศ วิทยาและสิ่งแวดล้อม ตามนโยบายการพัฒนาธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ   ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงขยายธุรกิจโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน ก็กำลังเข้าสู่การทำธุรกิจกับลูกค้ารายย่อยด้วยการนำเทคโนโลยี Blockchain มาใช้ในการบริหารจัดการซื้อขายไฟฟ้าจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้มากขึ้น สร้างความเติบโตทางธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว”

 

ดร.สุเมธ สุทธภักติ ในฐานะผู้ริเริ่มและพัฒนาโครงการเดิม กล่าวว่า “ขอขอบคุณบีซีพีจีที่เข้ามารับหน้าที่ดำเนินโครงการลมลิกอร์นับจากนี้เป็นต้นไป ผมมั่นใจว่าบีซีพีจีในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ที่ได้รับการยอมรับจากนานาประเทศทั้งในด้านการทำธุรกิจและการบริหารจัดการอย่างมีการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมถึงการมีสถานะการเงินที่มั่นคง จะเสริมนวัตกรรมต่อยอดโครงการลมลิกอร์และสามารถนำผลที่ได้ไปพัฒนาอุตสา-หกรรมการผลิตกระแสไฟฟ้าจากพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด"

SKN พร้อมรับออเดอร์ จากแผนขยายไลน์การผลิตแล้วเสร็จกลาง Q3 ปีนี้ อัดงบลงทุนไม่เกิน 300 ลบ. ตั้งบริษัทย่อยรุกโครงการโรงผลิตกาว

SKN พร้อมรับออเดอร์ จากแผนขยายไลน์การผลิตแล้วเสร็จกลาง Q3 ปีนี้ อัดงบลงทุนไม่เกิน 300 ลบ. ตั้งบริษัทย่อยรุกโครงการโรงผลิตกาว

SKN เดินหน้าตามแผน จากกลยุทธ์รุกตลาดแผ่นไม้เอ็มดีเอฟในตลาดโลก เจาะกลุ่มลูกค้าทั้งรายเก่าและรายใหม่ รับแผนขยายไลน์การผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ เฟส 2 แล้วเสร็จกลาง Q3/61 นี้ หนุนกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่าเท่าตัว หรืออยู่ที่ 5 แสนลบ.ม./ปี รองรับออเดอร์เต็มสูบ ปลดล็อคอัตรากำลังการผลิตที่ขึ้นไปแตะระดับ 98 % เรียบร้อยแล้ว พร้อมทุ่มงบลงทุนกว่า 300 ลบ. จัดตั้งบริษัทย่อยรุกโครงการโรงผลิตกาว เพื่อพัฒนาสูตรกาวใหม่ๆ 
                นายหาญศิริ แสงวงศ์กิจ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ส.กิจชัย เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SKN ผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้เอ็มดีเอฟชั้นนำของประเทศไทย เปิดเผยถึง ภาพรวมธุรกิจปี 2561 มีทิศทางการเติบโตที่ดี จากการเดินตามกลยุทธ์ที่วางไว้ และความต้องการแผ่นไม้เอ็มดีเอฟในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯ มุ่งเน้นการคิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อเจาะตลาดลูกค้ารายเดิม ขยายฐานลูกค้ารายใหม่ และควบคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ขณะที่อัตรากำลังการผลิตในไตรมาส 1/2561 ขึ้นไปแตะระดับที่ 98% เรียบร้อยแล้ว และมองว่าแนวโน้มไตรมาส 2/2561 ยังเดินหน้าตามแผน จากคำสั่งซื้อที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง    
                สำหรับ แผนการขยายกำลังการผลิตแผ่นไม้เอ็มดีเอฟ เฟส 2 อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะแล้วเสร็จพร้อมเดินเครื่องการผลิตเชิงพาณิชย์ได้กลางไตรมาส 3/2561 นี้ สนับสนุนกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี จากปัจจุบันมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 240,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และลดการสูญเสียออเดอร์จากลูกค้าที่ปฎิเสธไปก่อนหน้า จึงเชื่อว่า ภาพรวมธุรกิจในครึ่งปีหลังจะมีปัจจัยบวกจากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้น พร้อมรุกตลาดแผ่นไม้เอ็มดีเอฟในตลาดโลก 
                นอกจากนี้ บริษัทฯ อยู่ระหว่างดำเนินการจัดตั้งบริษัทย่อย โดย SKN ถือหุ้นสัดส่วน 100% เพื่อดำเนินโครงการโรงผลิตกาว สำหรับเป็นแหล่งวิจัยและพัฒนาสูตรกาวต่างๆ จำหน่ายให้แก่บริษัทฯ และจำหน่ายให้บุคคลภายนอก คาดมูลค่าลงทุนไม่เกิน 300 ล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินทุนจากเงินกู้ และเงินทุนหมุนเวียน ประเมินระยะเวลาโครงการประมาณ 1.5 - 2 ปี เสริมศักยภาพการเติบโตของธุรกิจ ให้แข็งแกร่งระยะยาว 
                “ปัจจุบัน SKN เป็นผู้ผลิตและส่งออกแผ่นไม้ทดแทนธรรมชาติประเภท MDF รายใหญ่ของประเทศไทย ที่มีการเติบโตทั้งในแง่ของยอดขายและกำลังการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น เราเชื่อว่า หลังแผนการขยายไลน์การผลิตใหม่แล้วเสร็จ จะสนับสนุนให้ SKN มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจากเดิมกว่า 100% เป็นโอกาสในการสร้างยอดขายและกำไรที่ดี พร้อมทั้ง จัดตั้งโครงการโรงผลิตกาว ซึ่งเป็นหนึ่งในวัตถุดิบหลักของบริษัทฯ ให้มีนวัตกรรมใหม่ๆ ตอบรับความต้องการของลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น” นายหาญศิริ กล่าว
                สำหรับภาพรวมผลประกอบการไตรมาส 1/2561 มีรายได้รวมอยู่ที่ 377.07 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.74 ล้านบาท คิดเป็น 14.15% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าอยู่ที่ 330.33 ล้านบาท จากปริมาณการขายแผ่นไม้เอ็มดีเอฟเพิ่มขึ้น ประกอบกับเทอมการขายแบบ CNF ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี เนื่องจากรายได้จากการขายส่วนใหญ่กว่า 90% ของบริษัทฯ เป็นรายได้จากการส่งออก จึงได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้จากการขายเพิ่มขึ้น 12.28% และรายได้อื่น ๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 245.62% มีสาเหตุหลักมาจากกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ในงวดไตรมาส 1/2561 กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 123.78 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.20 ล้านบาท หรือ 28.16% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 96.58 ล้านบาท กำไรสุทธิอยู่ที่ 51.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19.22 ล้านบาท คิดเป็น 59.89% จากงวดเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 32.10 ล้านบาท เป็นผลจากรายได้ที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ ต้นทุน และค่าใช้จ่ายมีการปรับขึ้นเล็กน้อย สำหรับอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 32.89% อัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 13.61%

SELIC เผยรายได้ Q1/61โต 3.4% ย้ำความต้องการกาวใน-นอกแข็งแกร่ง

SELIC เผยรายได้ Q1/61โต 3.4% ย้ำความต้องการกาวใน-นอกแข็งแกร่ง

 "เอก สุวัฒนพิมพ์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SELIC เผยรายได้ Q1/61โต 3.4% สะท้อนความต้องการกาวใน-ต่างประเทศที่แข็งแกร่ง แถมรายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กาวหลอมร้อน (hotmelt) อยู่ที่ 53.18 ลบ. เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับQ1/60 ที่ 37.25 ลบ. ระบุกำไรขั้นต้นเติบโตขึ้นจาก Q4/60 จากระดับ 23.32% เป็น 24.88% หลังต้นทุนขายลดลง 11.6%

 

            นายเอก สุวัฒนพิมพ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซีลิค คอร์พ จำกัด (มหาชน) SELIC  เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/2561 (ม.ค.-มี.ค.2561) มีรายได้จากการขายจำนวน 142.32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.4% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2560 มีรายได้อยู่ที่ 137.62 ล้านบาท โดยการเติบโตของรายได้ถือเป็นการยืนยันถึงความต้องการกาวในตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศที่แข็งแกร่ง ดังนั้นบริษัทฯ คาดรายได้ปี 2561 จะเติบโตดีกว่าปีก่อนที่มีรายได้ 595 ล้านบาท

            ทั้งนี้ ในช่วง 3 เดือนแรก (ม.ค.-มี.ค.2561) บริษัทฯ มีรายได้จากการขายในประเทศอยู่ที่ 89.31 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราว 4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่ทำได้ 85.74 ล้านบาท คิดเป็นเพิ่มขึ้น7% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2560

            ขณะที่รายได้จากการขายต่างประเทศอยู่ที่ 53.02 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 1/2560 ที่ทำได้ 51.88 ล้านบาท โดยฤดูตลาดต่างประเทศ เป็นฤดูเริ่มต้น ซึ่งจะพบว่ารายได้ขายจากต่างประเทศจะทยอยปรับเพิ่มขึ้นจนดีที่สุดในไตรมาสสุดท้ายของปี

            นายเอก กล่าวเพิ่มว่า รายได้จากการขายผลิตภัณฑ์กาว โดยเฉพาะกาวหลอมร้อน (hotmelt) อยู่ที่ 53.18 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2560 ที่ 37.25 ล้านบาท สะท้อนถึงความต้องการของตลาดกาวหลอมร้อน (hotmelt) ที่เติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

            นอกจากนี้ ในไตรมาสแรกของปีนี้ยังพบว่า ต้นทุนการขายลดลงมาอยู่ที่ 106.91 ล้านบาท คิดเป็นลดลง 11.6% จากไตรมาส 4/2560 อยู่ที่ 120.93 ล้านบาท ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเติบโตขึ้นจาก Q4/60 จากระดับ 23.32% เป็น 24.88% อย่างไรก็ตาม ในแง่ของมูลค่ากำไรขั้นต้นลดลงจากไตรมาสก่อนเล็กน้อยคิดเป็น 3.7% ซึ่งเป็นผลมาจากการแข็งค่าขึ้นของเงินบาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงเวลานี้

            อย่างไรก็ดี ค่าใช้จ่ายในการบริหารเพิ่มขึ้น 11.2% จากไตรมาสก่อน และ18.2% จากปีที่ผ่านมา เนื่องจากบริษัทฯ เริ่มดำเนินการปรับโครงสร้างองค์กร หลังจากได้มีการเปลี่ยนแปลง กลยุทธ์องค์กรโดยการปรับแผนกขาย และปรับกำลังคนเพื่อให้สามารถแข่งขันทางธุรกิจได้มากขึ้น 

D เซ็นสัญญาซื้อกิจการ “เด็นตัล วิชั่น” มูลค่ากว่า 250 ลบ. พร้อมโอนในวันที่ 1 ส.ค.นี้-ลุยให้บริการจำหน่ายอุปกรณ์ทันตกรรม จ่อบุ๊ครายได้เข้ามาทันทีใน Q3/61 ดันผลงานโตก้าวกระโดด

D เซ็นสัญญาซื้อกิจการ “เด็นตัล วิชั่น” มูลค่ากว่า 250 ลบ. พร้อมโอนในวันที่ 1 ส.ค.นี้-ลุยให้บริการจำหน่ายอุปกรณ์ทันตกรรม จ่อบุ๊ครายได้เข้ามาทันทีใน Q3/61 ดันผลงานโตก้าวกระโดด

 D จรดปากกาเซ็นสัญญาซื้อกิจการ “เด็นตัล วิชั่น” มูลค่ากว่า 250 ล้านบาท เรียบร้อย พร้อมโอนภายในวันที่ 1 สิงหาคม 61 นี้  ลุยให้บริการจำหน่ายอุปกรณ์ทันตกรรม ต่อยอดธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำ-ปลายน้ำ ด้านผู้บริหาร“ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล”มั่นใจช่วยผลักดันกำไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัทปรับตัวดีขึ้น จ่อรับรู้รายได้เข้ามาทันทีในไตรมาส 3/61 หนุนผลงานปีนี้เติบโตก้าวกระโดด

 

           ทพ.พรศักดิ์ ตันตาปกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เดนทัล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (D) เปิดเผยว่า บริษัทฯได้เซ็นสัญญาซื้อกิจการบริษัท เด็นตัล วิชั่น จำกัด (DV) มูลค่าลงทุนกว่า 250 ล้านบาท ซึ่งดำเนินธุรกิจจำหน่ายอุปกรณ์ทางด้านทันตกรรม เรียบร้อยแล้ว และเตรียมโอนกิจการมายังบริษัทฯในวันที่ 1 สิงหาคม 2561 นี้ ซึ่งประกอบด้วยสิทธิในการเป็นตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ทางด้านทันตกรรม  ในประเทศไทย เช่น IVOCLAR VIVADENT (แบรนด์สินค้าเกี่ยวกับวัสดุทำโครงฟัน,เครื่องเผา) KAVO (แบรนด์สินค้า เก้าอี้ทันตกรรม) JOTA (แบรนด์สินค้า หัวเบอร์กรอฟัน) VOCA (แบรนด์สินค้า วัสดุอุดฟัน) และ AMANN GIRRBACH (แบรนด์สินค้าวัสดุและเครื่องทำโครงฟันปลอม) เป็นต้น

 

                "ผมมั่นใจว่าการเข้าซื้อกิจการอุปกรณ์ด้านทันตกรรมในครั้งนี้ จะช่วยต่อยอดธุรกิจ ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ ตามแผนธุรกิจที่วางไว้ โดยจะเริ่มรับรู้รายได้เข้ามาทันทีตั้งแต่ไตรมาส 3/61 ผลักดันผลการดำเนินงานในปีนี้เติบโตอย่างก้าวกระโดด”

                สำหรับเงินลงทุนในครั้งนี้มาจากเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินจำนวน 200 ล้านบาท และเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท 50 ล้านบาท เพื่อเข้ามาต่อยอดธุรกิจเดิม ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการดำเนินงาน หนุนอัตรากำไรขั้นต้นกลุ่มธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ซึ่งมั่นใจว่าการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้มีส่วนสำคัญในการผลักดันรายได้และกำไรปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

                ปัจจุบันบริษัทฯมีศูนย์ทันตกรรม และคลินิกทันตกรรมทั้งหมด 16 สาขา ตั้งอยู่ในกรุงเทพฯ 14 สาขา และภูเก็ต 2 สาขา ดำเนินการภายใต้ "BIDC" 1 สาขา,"Dental Signature" 4 สาขา "Smile Signature" 8 สาขา และ "Dental Planet " 3 สาขา

 

ZIGA คงเป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 15% พร้อมลุย I-Retail เต็มรูปแบบ เผยอยู่ระหว่างศึกษา “ซิก้า โฮม” คาดชัดเจนภายในปีนี้

ZIGA คงเป้ารายได้ปีนี้โตไม่ต่ำกว่า 15% พร้อมลุย I-Retail เต็มรูปแบบ เผยอยู่ระหว่างศึกษา “ซิก้า โฮม” คาดชัดเจนภายในปีนี้

“บมจ.ซิก้า อินโนเวชั่น” ยืนเป้ารายได้ปีนี้เติบโตไม่ต่ำ กว่า15% จากปีก่อน มองอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างสดใส เดินหน้าลุยงาน I-Retail เผยอยู่ระหว่างศึกษา ซิก้า โฮม คาดได้ข้อสรุปภายปีนี้ ตอบโจทย์การขยายกลุ่มลูกค้าเพิ่มขึ้น

นางสาววราลักษณ์ งามจิตรเจริญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซิก้า อินโนเวชั่นจำกัด (มหาชน) หรือ ZIGA ผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายเหล็กโครงสร้าง และท่อเหล็กร้อยสายไฟ  เปิดเผยว่า บริษัทฯคงเป้ารายได้รวมในปีนี้ เติบโตไม่ต่ำกว่า 15% จากปีก่อนทำได้ 910 ล้านบาท โดยประเมินภาพรวมอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างน่าจะเติบโตต่อเนื่อง จากการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชน

พร้อมกันนี้ ในปีนี้บริษัทฯมีแผนออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ในกลุ่มงานเหล็กโครงสร้างอเนกประสงค์ "ZIGA" โดยบริษัทฯรับมาตรฐาน (มอก.) ในสินค้ากลุ่มโครงสร้างรูปทรงต่างๆ เช่น เหล็กทรงกลม เหล็กทรงแบน เหล็กซี และเหล็กกล่อง ส่งผลให้บริษัทฯสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งยังสามารถเข้าประมูลงานโครงการได้ ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายตลาดเพิ่มมากขึ้น  

นอกจากนี้ บริษัทฯได้ขยายการลงทุน ร้านค้าสำเร็จรูป หรือ I-Retail เต็มรูปแบบ โดยปัจจุบันบริษัทฯได้เริ่มส่งมอบงาน I-Retail ร้านกาแฟให้กับสถานีบริการน้ำมัน PT แล้ว  ทั้งนี้ PT มีแผนจะขยายสาขาอย่างต่อเนื่อง จึงนับเป็นโอกาสในการเติบโตของ I-Retail ตามไปด้วย และบริษัทฯยังขยายการศึกษารูปแบบ I-Retail ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น โดยปัจจุบันยังอยู่ระหว่างศึกษา “ซิก้า โฮม” ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปและเห็นความชัดเจนภายในปีนี้