EA ฉลองปีใหม่ไทยกดสวิตซ์ COD โรงไฟฟ้าหนุมาน 10 กำลังผลิตเพิ่มอีก 80 MW ส่งผลพลังงานลมจ่ายไฟครบ 260 MW รวมแดดและลมได้ 664 MW หนุนผลงานปีนี้ทุบสถิตินิวไฮต่อไป

EA ฉลองปีใหม่ไทยกดสวิตซ์ COD โรงไฟฟ้าหนุมาน 10 กำลังผลิตเพิ่มอีก 80 MW ส่งผลพลังงานลมจ่ายไฟครบ 260 MW รวมแดดและลมได้ 664 MW หนุนผลงานปีนี้ทุบสถิตินิวไฮต่อไป

EA กดสวิตซ์จ่ายไฟฟ้าโครงการหนุมาน 10 เข้าระบบเชิงพาณิชย์ 80MW ในวันปีใหม่ไทย 13 เม.ย.นี้ ส่งผลให้จ่ายไฟได้ครบทั้งโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 260 WM ดันกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวม 664 MW เข้าเป้าหมาย หนุนผลประกอบการปีนี้ทุบสถิติสูงสุดใหม่อีกครั้ง

นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า ในวันที่ 13 เมษายน 2562 บริษัทได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) โรงไฟฟ้าพลังงานลมโครงการหนุมาน 10 ซึ่งมีกำลังการผลิต 80 เมกะวัตต์ (MW) ให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งส่งผลให้เมื่อรวมกับกำลังการผลิตเดิมทั้งหมดในไตรมาส 1/62 ที่มีขนาดกำลังการผลิตรวมอยู่ที่ 584 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นเป็น 664 เมกะวัตต์ ซึ่งครบสมบูรณ์ตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในปีนี้ ทั้งรายได้และกำไร สามารถทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อีกครั้ง เนื่องจากรับรู้รายได้จากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และรับรู้ได้ทุกโครงการอย่างเต็มที่ และทำให้บริษัทมีกระแสเงินสดเพิ่มขึ้น เป็นเงินทุนสำหรับก้าวไปสู่การลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่ต่อเนื่องกันได้อย่างเต็มที่มากขึ้น

"การ COD โรงไฟฟ้าพลังงานลม โครงการหนุมาน เป็นไปอย่างเรียบร้อยจนครบ 260 เมกะวัตต์ โดยในไตรมาสแรกปีนี้มีการ COD มาแล้วสามรอบ รอบแรกเมื่อวันที่ 25 มกราคม COD หนุมาน 1 และ 8 กำลังการผลิตติดตั้งรวม 90 เมกะวัตต์ รอบที่สองเมื่อวันที่ 22 มีนาคม COD หนุมาน 5 กำลังการผลิต 48 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม COD หนุมาน 9 กำลังการผลิต 42 เมกะวัตต์ และครั้งนี้ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายนนี้ COD หนุมาน 10 กำลังการผลิตอีก 80 เมกะวัตต์ ทำให้ ณ ปัจจุบันเรามีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมรวมกันได้ 664 เมกะวัตต์ จากจุดนี้ไป เราจะมุ่งเน้นการลงทุนและพัฒนาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกัน โดยมีโครงการผลิตแบตเตอรี่ลิเที่ยมไอออน เป็นหัวใจการขับเคลื่อนด้านเทคโนโลยี เช่น การติดตั้งแบตเตอรี่เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและประสิทธิภาพของระบบการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า การนำไปใช้ในการขับเคลื่อนยานยนต์ไฟฟ้า MINE เรือไฟฟ้า และอีกหลากหลายชนิด ตลอดจนการนำไปใช้กับระบบชาร์จไฟฟ้า EA Anywhere เป็นต้น ซึ่งบริษัทได้มีการศึกษา และเตรียมการมาไม่น้อยกว่า 3 ปีแล้ว โครงการต่างๆ คืบหน้าไปด้วยดี โดยคาดว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสำหรับปี 2562 ถึงปี 2563 รวมประมาณ 9,200 ล้านบาท จะใช้เงินทุนทั้งจากกระแสเงินจากการดำเนินงานในปัจจุบัน และเงินกู้ยืมระยะยาว” นายอมรกล่าว

ล่าสุด บริษัทประสบความสำเร็จจากการก้าวเข้าสู่ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า หลังจากการนำรถยนต์ไฟฟ้าอเนกประสงค์ MINE รุ่น SPA 1 ไปเปิดตัวในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 40 (Bangkok International Motor Show 2019) โดยได้รับความสนใจอย่างมากจนยอดจองภายในงานครั้งนี้สูงถึง 4,558 คัน ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นด้านการประหยัดพลังงาน ปลอดภัย ไร้มลพิษ ทำให้คุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อมดีขึ้นMINE SPA1 จึงเป็นรถยนต์ไฟฟ้าโดยคนไทย เพื่อคนไทยอย่างแท้จริง

ส่วนหนึ่งที่สนับสนุนให้ยอดจองซื้อ MINE อยู่ในระดับสูงเนื่องจากบริษัทฯได้ลงนามกับกลุ่มผู้ให้บริการรถยนต์รับจ้าง (รถแท็กซี่) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนสุวรรณภูมิพัฒนา จำกัด เพื่อตกลงให้จองสิทธิซื้อรถยนต์ไฟฟ้า 3,500 คัน อย่างไรก็ตามเป้าหมายยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในเฟสแรก หรือสิ้นปีนี้ บริษัทฯตั้งเป้าไว้ที่ 5 พันคัน โดยคาดว่าจะทยอยส่งมอบได้ตั้งแต่ต้นปี 2563 จนครบถ้วนภายในปี 2563

DRT รุกเพิ่มปริมาณสต๊อกสินค้ารับออเดอร์พุ่ง หวั่นผลิตไม่ทันขาย ปรับแผนเร่งเดินเครื่องจักรเต็มสูบตลอดเดือน เม.ย. มั่นใจปีนี้สุดฮอต หนุนการเติบโตทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์

DRT รุกเพิ่มปริมาณสต๊อกสินค้ารับออเดอร์พุ่ง หวั่นผลิตไม่ทันขาย ปรับแผนเร่งเดินเครื่องจักรเต็มสูบตลอดเดือน เม.ย. มั่นใจปีนี้สุดฮอต หนุนการเติบโตทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์

‘บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร หรือ DRT’ รุกปรับแผนการผลิตสินค้า เร่งเดินเครื่องจักรตลอดเดือนเมษายนอย่างเต็มที่ทุกไลน์การผลิตแบบไม่มีหยุดพัก ตั้งเป้าเพิ่มปริมาณสต๊อกสินค้ารอการขายเป็น 30 วันให้อยู่ในระดับที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า หลังยอดสั่งซื้อสินค้าไตรมาส 1/62 เติบโตดีทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ พร้อมประเมินแนวโน้มตลาดวัสดุก่อสร้างไตรมาส 2 จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง

นายสาธิต สุดบรรทัด ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ผลิตภัณฑ์ตราเพชร จำกัด (มหาชน) หรือ DRT ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ระบบหลังคา ไม้สังเคราะห์ แผ่นบอร์ด ยิปซัม อิฐมวลเบาและบริการหลังการขายภายใต้ แบรนด์ ‘ตราเพชร’ เปิดเผยว่า จากภาพรวมยอดขายสินค้าช่วงไตรมาส 1/62 ที่เติบโตได้ดีทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัทฯ จึงต้องปรับแผนการผลิตใหม่ให้สอดคล้องกับคำสั่งซื้อสินค้าที่เพิ่มขึ้นเพื่อรักษาโอกาสในการขายสินค้า โดยในเดือนเมษายน 2562 ซึ่งเป็นเดือนที่มีวันหยุดต่อเนื่องในช่วงเทศกาลสงกรานต์ บริษัทฯ ได้ใช้ช่วงเวลาดังกล่าวเร่งเดินเครื่องผลิตสินค้าอย่างเต็มที่ทุกไลน์การผลิต ทั้งกลุ่มผลิตภัณฑ์หลังคาไฟเบอร์ซีเมนต์ หลังคาคอนกรีต กลุ่มบอร์ด ไม้สังเคราะห์และกลุ่มอิฐมวลเบาโดยไม่มีการหยุดพัก

ทั้งนี้ บริษัทฯ ต้องการเพิ่มสต๊อกสินค้ารอการขายเป็น 30 วัน จากสิ้นไตรมาส 1/62 ที่ลดลงเหลือประมาณ
10 วัน เพื่อให้มีปริมาณสต๊อกสินค้าเพียงพอต่อความต้องการลูกค้าและเข้าสู่ระดับปกติในช่วงฤดูการขาย (ไฮซีซั่น) หลังจากขยายพื้นที่คลังสินค้าอีก 3,500 ตารางเมตร ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารการจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบันเราใช้อัตราเดินเครื่องจักรเฉลี่ย 80 – 90% จากกำลังการผลิตโดยรวมกว่า 1 ล้านตันต่อปี ถือว่าเกือบเต็มประสิทธิภาพการผลิต แต่จากปริมาณความต้องการสินค้าของตราเพชรที่เพิ่มสูงขึ้นมากหลังผู้บริโภคให้การตอบรับที่ดี เนื่องจากเรามีจุดแข็งด้านความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการการก่อสร้างบ้านได้ทั้งหลังและแบรนด์สินค้ามีความแข็งแกร่งและเป็นที่ยอมรับของลูกค้า ดังนั้น เราจึงใช้เวลาวันหยุดยาวเพื่อผลิตสินค้าเพิ่มปริมาณสต๊อกรอการขายในทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์” นายสาธิต กล่าว

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DRT กล่าวว่า ส่วนแนวโน้มความต้องการใช้สินค้าช่วงไตรมาส 2/62 DRT ประเมินว่าจะยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของที่อยู่อาศัย การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมที่ส่งผลให้เมืองขยายตัว เนื่องจากวัสดุก่อสร้างเป็นสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับการพัฒนาที่อยู่อาศัยซึ่งเป็นปัจจัย 4 จึงมีความต้องการใช้สินค้าเพื่อนำไปใช้ในงานซ่อมแซมและก่อสร้างที่อยู่อาศัยใหม่อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่ตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะ กัมพูชา สปป.ลาวและเมียนมาร์ มีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่าปีที่ผ่านมา หลังจากเห็นสัญญาณการขยายตัวในระดับที่น่าพอใจในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ โดยเฉพาะเมียนมาร์และ สปป.ลาว ที่มีอัตราการเติบโตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าจะสามารถทำยอดขายรวมในปีนี้เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% ได้ตามแผนที่วางไว้

‘XO’ ส่งสัญญาณ ผลประกอบการไตรมาส 1 ดีต่อเนื่อง ยืนเป้ารายได้ทั้งปีโต 10-15% กำไรทุบสถิติ

'XO' ส่งสัญญาณ ผลประกอบการไตรมาส 1 ดีต่อเนื่อง ยืนเป้ารายได้ทั้งปีโต 10-15% กำไรทุบสถิติ

"เอ็กโซติค ฟู้ด" คาดแนวโน้มรายได้ไตรมาส 1/2562 เติบโตต่อเนื่อง อานิสงส์ส่งไลน์ผลิตภัณฑ์ซอสเจาะตลาดใหม่-ล็อคราคาวัตถุดิบ ยืนเป้าหมายรายได้ทั้งปีนี้เติบโต 10-15% สอดรับการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหารของไทย มั่นใจผลประกอบการทั้งปีสร้างสถิตินิวไฮ
นายจิตติพร จันทรัช กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด จำกัด (มหาชน) หรือ XO ผู้ส่งออกรายใหญ่ในผลิตภัณฑ์ซอสปรุงรส และน้ำจิ้ม รวมทั้ง เครื่องแกง เครื่องประกอบอาหารไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 1/2562 คาดว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากยอดขายในช่วงต้นปีขยายตัวตามเป้าหมาย มีการปรับราคาขายให้สอดรับกับต้นทุนการผลิตเริ่มเห็นผล รวมถึงการบริหารจัดการต้นทุนวัตถุดิบที่บริษัทดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องก็เริ่มเห็นผลเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ บริษัทยังเชื่อมั่นว่าผลประกอบการทั้งปี 2562 จะเป็นไปตามเป้าหมาย หรือรายได้มีการเติบโต 10-15% ขณะที่กำไรมีแนวโน้มจะทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง เนื่องจากการปรับขึ้นราคาขายจะสร้างอานิสงส์ให้กับบริษัทเต็มปีในปีนี้ เช่นเดียวกับการทำสัญญาซื้อวัตถุดิบล่วงหน้า ขณะเดียวกัน บริษัทจะเจาะตลาดสินค้ากลุ่มซอสปรุงรสและน้ำจิ้มเพื่อขยายสู่ช่องทางการขายใหม่ และลูกค้าในประเทศที่มีศักยภาพ
โดยปัจจุบัน XO มีผลิตภัณฑ์แบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มซอสปรุงรสและน้ำจิ้ม มีสัดส่วนประมาณ 80% ของยอดขายในปีที่ผ่านมา รองลงมา คือ กลุ่มเครื่องแกงเครื่องประกอบอาหารไทย , กลุ่มเครื่องดื่ม , กลุ่มอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานอาหาร และกลุ่มอื่นๆ
ขณะที่ ฝ่ายวิจัย บล.โนมูระ พัฒนสิน เผยแพร่ผ่านบทวิเคราะห์ว่า บริษัท เอ็กโซติค ฟู้ด (XO) มีภาพธุรกิจสดใส แนวโน้มกำไรโตต่ออีกอย่างน้อย 2 ไตรมาส จาก Organic growth ทางฝั่งของยอดขาย การขยายตลาดในประเทศใหม่ และความสามารถในการบริหารต้นทุน-ล็อคราคาวัตถุดิบได้อย่างน้อยสิ้นปี 2562 อีกทั้งยังมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง เป็น Net cash company จึง คงคำแนะนำ ซื้อลงทุน ด้วยมูลค่าเหมาะสม 14.60 บาท
ขณะที บล.เอเชีย เวลท์ ระบุในบทวิเคราะห์ คาดการณ์ว่ากำไรสุทธิปี 2562 ของ XO จะยังเติบโตต่อเนื่องจากปี 2561 สาเหตุจาก (1) รายได้ที่เพิ่มขึ้น โดยสำหรับปี 2562 บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 10-15% จากการรับรู้การขายสินค้าราคาใหม่เต็มปี และบริษัทตั้งเป้าขายสินค้ากลุ่มซอสเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในประเทศออสเตรเลียที่บริษัทเพิ่งเข้าตลาดได้เมื่อปลายปี 2561 นอกจากนี้บริษัทได้เปลี่ยนสกุลเงินที่ใช้ในการซื้อขายกับลูกค้ารายใหญ่แห่งหนึ่งจากสกุลเงินดอลลาร์เป็นสกุลเงินบาท เพื่อลดความเสี่ยงด้านค่าเงิน คาดในปี 2562 สัดส่วนยอดขายสกุลเงินบาทอยู่ที่ 70-75% เทียบกับปี 2561 ที่มีสัดส่วนอยู่ที่ 56% (2) อัตรากำไรขั้นต้นที่ดีขึ้น จากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น น้ำตาล กระเทียม และพริก ที่ต่ำ โดยบริษัทสามารถล็อคต้นทุนน้ำตาลที่ราคาต่ำได้ถึงครึ่งแรกปี 2563 และล็อคราคากระเทียมได้ถึงครึ่งหลังปี 2563

ผถห.TIGERไฟเขียวจ่ายปันผล 0.10 บาทต่อหุ้น ลุยประมูลงานใหม่ดันแบ็คล็อกทะลัก 1.2 พันล. ปักธงรายได้ปีนี้โตเกิน 50% หนุนอนาคตสดใส

ผถห.TIGERไฟเขียวจ่ายปันผล 0.10 บาทต่อหุ้น ลุยประมูลงานใหม่ดันแบ็คล็อกทะลัก 1.2 พันล. ปักธงรายได้ปีนี้โตเกิน 50% หนุนอนาคตสดใส

ผู้ถือหุ้น TIGER อนุมัติจ่ายเงินปันผลอัตราหุ้นละ 0.10 บาท พร้อมจ่ายเงินสดวันที่ 3 พ.ค.นี้ ด้าน"จตุรงค์ ศรีกุลเรืองโรจน์" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร คาดรายได้ปีนี้เติบโตสูงกว่า 50% เนื่องจากมีงานรอรับรู้รายได้ตุนไว้แล้วกว่า 1.2 พันล้านบาท เดินหน้าประมูลงานใหม่กว่า 2.9 พันล้านบาท รอผลสรุปภายในปีนี้

นาย จตุรงค์ ศรีกุลเรืองโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทย อิงเกอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TIGER เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2562 ผู้ถือหุ้นอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลเป็นเงินสด ในงวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ม.ค. 2561 ถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2561 ในอัตราหุ้นละ 0.10 บาทต่อหุ้น ซึ่งกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 3 พฤษภาคม 2562 โดยเป็นการนำกำไรสะสมมาจ่ายให้กับผู้ถือหุ้น

"ที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้อนุมัติให้บริษัทจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท โดยมีมูลค่ารวมที่จ่ายในครั้งนี้ ประมาณ 46 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นของบริษัท"นายจตุรงค์กล่าว

สำหรับภาพรวมการดำเนินงานในปี2562 บริษัทตั้งเป้าหมายการเติบโตรายได้ก้าวกระโดดหรือมากกว่า 50% จากงวดเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากจะทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือรับรู้รายได้ รวมกับรายได้จากธุรกิจจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่คาดว่าจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ในปีนี้ บริษัทฯ มีความพร้อมเข้าร่วมประมูลงานก่อสร้างทั้งภาครัฐ และเอกชน โดยมีสัดส่วนเท่าๆ กัน ในส่วนงานภาคเอกชน บริษัทฯ ได้ยื่นประมูลงานก่อสร้างโรงแรมทั้งในกรุงเทพ และจังหวัดท่องเที่ยวในโครงการเดิมที่มีสัญญาหลักอยู่แล้ว และโครงการใหม่ เพิ่มเติม นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมประมูลโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตเอทานอล และอาคารที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่า 900 ล้านบาท เป็นต้น

ขณะที่ภาพรวมผลประกอบการในงวดไตรมาส 1/62 ในเบื้องต้นคาดว่าจะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เนื่องจากมีงานในมือรอรับรู้รายได้รออยู่และบริษัทสามารถประมูลงานได้เพิ่มขึ้นส่งผลให้ปัจจุบันมีแบ็คล็อกตุนไว้ประมาณ 1,200 ล้านบาท ขณะที่ได้รับงานใหม่ในโครงการนิคมฯอ.สะเดาจะช่วยสนับสนุนให้ผลประกอบการในไตรมาส 2/62 มีแนวโน้มที่ดีต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา บริษัทเดินหน้าประมูลงานอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งโครงการระยะสั้น และระยะยาว ซึ่งปัจจุบันได้ยื่นประมูลงานไปแล้วมูลค่ารวมกว่า 2.9 พันล้านบาท และคาดว่าทุกโครงการจะรู้ผลสรุปได้ภายในปีนี้

อนึ่ง บริษัท ไทย อิงเกอร์ จำกัด (TEC) ซึ่งเป็นบริษัทแกนของบริษัทฯ ได้รับงานก่อสร้างใหม่ จำนวน 1 โครงการ มูลค่า 538.22 ล้านบาท คือ โครงการนิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษสงขลา ระยะที่ 1 อ.สะเดา จ.สงขลา โดยมีขอบข่ายเป็นงานปรับปรุงพื้นที่ ถนน ระบบระบายน้ำ ระบบสาธารณูปโภค และงานอาคารที่เกี่ยวข้อง

สำหรับเจ้าของโครงการได้แก่ การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยมีผู้ว่าจ้างเป็นบริษัท พี.ที.เอ.คอนสตรัคชั่น จำกัด ซึ่งมีระยะเวลาการดำเนินงาน 540 วัน หลังเริ่มงานก่อสร้าง โดยทางเจ้าของโครงการตกลงให้ TEC เริ่มงานก่อสร้างวันที่ 17 เมษายน 2562

“ALL” ปลื้มโรดโชว์ ฉลุย นักลงทุนสถาบัน – รายย่อย ให้ความสนใจท่วมท้น เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่ง ก่อนเสนอขาย IPO ปลายเม.ย.พร้อมเทรดพ.ค.นี้

“ALL” ปลื้มโรดโชว์ ฉลุย นักลงทุนสถาบัน - รายย่อย ให้ความสนใจท่วมท้น เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่ง ก่อนเสนอขาย IPO ปลายเม.ย.พร้อมเทรดพ.ค.นี้

บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ หรือ ALL หุ้นน้องใหม่ป้ายแดง ปลื้ม หลังเดินสายโรดโชว์ นักลงทุนสถาบัน-นักลงทุนทั่วไป ให้ความสนใจอย่างมาก โชว์ศักยภาพความแข็งแกร่ง ตอกย้ำ การเป็นผู้นำอสังหาฯ ด้าน Total Real Estate Solutions เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 150 ล้านหุ้นช่วงปลายเดือนเม.ย. พร้อมลงสนามเทรด mai พ.ค.นี้

นายเล็ก สิขรวิทย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ที่ปรึกษา เอเซีย พลัส จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ของบริษัท ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ ALL เปิดเผยว่า จากการนำเสนอข้อมูล(โรดโชว์) ทั้งกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนทั่วไป ระหว่างวันที่ 1-4 เมษายน ในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก เนื่องจาก ALL มีความโดดเด่นในการมุ่งมั่นพัฒนาที่อยู่อาศัยคุณภาพในพื้นที่ศักยภาพ และบริเวณพื้นที่แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ เช่น BTS และ MRT เพื่อการคมนาคมที่สะดวกสบาย ใกล้แหล่งชุมชน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ การอยู่อาศัยได้อย่างแท้จริง

ทั้งนี้ จากจุดแข็งของบริษัทฯ ทำให้ทุกโครงการของ ALL ได้รับการการันตีด้วยยอดขาย ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้บริษัทฯ มีความแข็งแกร่งด้านสถานะทางการเงิน จะเห็นได้จากผลการดำเนินงาน ในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559 – 2561 กลุ่มบริษัทมีรายได้รวมและกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายได้รวม จำนวน 420 ล้านบาท, 714 ล้านบาท และ 2,343 ล้านบาท ตามลำดับ และในช่วงเวลาเดียวกันกลุ่มบริษัทมีกำไรสุทธิ จำนวน 11 ล้านบาท, 81 ล้านบาท และ 343 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งจากอัตราการเติบโตของบริษัทฯ แสดงถึงสถานะทางการเงินและการเติบโตของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่งอย่างเห็นได้ชัด ขณะที่อัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ของบริษัทฯ มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากร้อยละ 2.72 ในปี 2559 เป็นร้อยละ 54.50 ในปี 2561 ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประสิทธิภาพและความสามารถในการทำกำไรของกลุ่มบริษัท อยู่ในระดับที่ดีมาก

จากผลตอบรับการเข้าร่วมรับฟังการนำเสนอข้อมูล สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนให้ความสนใจในธุรกิจของบริษัทฯ อีกทั้งยังเชื่อมั่นในปัจจัยพื้นฐานของธุรกิจ และมองเห็นถึงศักยภาพที่จะเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในอนาคต ทำให้มั่นใจว่า ในช่วงที่เปิดเสนอขายให้จองซื้อหุ้น ALL จำนวน 150 ล้านหุ้น คิดเป็น 26.79% ของจำนวนหุ้นหลัง IPO มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท ได้ในช่วงปลายเดือนเมษายน จะได้กระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุน ก่อนที่ ALL จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ภายในเดือนพฤษภาคม

“การโรดโชว์ในที่ผ่านมาถือว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เพราะทั้งนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนทั่วไป ได้ให้ความสนใจเข้าร่วมรับฟังข้อมูลบริษัทฯ เป็นจำนวนมากถือเป็นแนวโน้มที่ดี เนื่องจากข้อมูลในเชิงพื้นฐานทางธุรกิจแสดงให้เห็นถึงการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการวางกลยุทธ์ทางธุรกิจ โดยให้ความสำคัญในการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์บนพื้นที่แนวระบบขนส่งมวลชนหลักของกรุงเทพฯ เช่น BTS และ MRT และบนทำเลที่มีศักยภาพ ซึ่งมีการออกแบบที่ทันสมัยและเป็นเอกลักษณ์ เน้นฟังก์ชั่นการใช้งาน พื้นที่ใช้สอย พื้นที่ส่วนกลางและสิ่งแวดล้อมที่ดี มุ่งเน้นการอยู่อาศัยได้จริง ในราคาที่จับต้องได้ รวมไปถึงการพิจารณาโอกาสการลงทุนซื้อขายโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วเสร็จจากผู้ประกอบการรายย่อย โดยปัจจุบันบริษัทมีการดำเนินโครงการ ให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าในเซกเมนต์ ซึ่งจากการวางกลยุทธ์ดังกล่าว จะทำให้ ALL ก้าวสู่การเป็นบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ ติดอันดับ 1 ใน 10 ของประเทศ ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่วางไว้ ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก” นายเล็ก กล่าว

ด้าน นายธนากร ธนวริทธิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ออลล์ อินสไปร์ ดีเวลลอปเม้นท์ “ALL” กล่าวว่า ด้วยกระแสการตอบรับที่ดีจากกลุ่มนักลงทุนสถาบัน และนักลงทุนทั่วไป หลังจากที่มีการนำเสนอข้อมูลในช่วงที่ผ่านมา ทำให้บริษัทฯ มีความมั่นว่า หุ้น IPO จำนวน 150 ล้านหุ้น ที่เตรียมเสนอขายในเร็วๆนี้ จะได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจาก ALL มีจุดแข็ง การเป็นผู้นำอสังหาฯ ที่สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายด้านที่อยู่อาศัย โดยจะเห็นได้จาก กลุ่มบริษัทประกอบธุรกิจพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ทั้งคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise และ High Rise ภายใต้แบรนด์ ดิ เอ็กเซล ไรส์ และ อิมเพรสชั่น รวมถึงทาวน์โฮม ภายใต้แบรนด์ เดอะ วิชั่น ซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาโดยกลุ่มบริษัทเอง และภายใต้กิจการร่วมค้าอีก 3 บริษัท คือ บริษัท ออลล์ อินสไปร์ - ฮูซิเออร์ สุขุมวิท 50 จำกัด (ALL Hoosiers) เพื่อพัฒนาโครงการ The Excel Hideaway Sukhumvit 50 ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแบบ Low Rise บริษัท เอเอชเจ เอกมัย จำกัด (AHJ Ekkamai) เพื่อพัฒนาโครงการ Impression Ekkamai ซึ่งเป็นคอนโดมิเนียมแบบ High Rise และบริษัท เอจี ทองหล่อ 12 จำกัด (AG Thonglor) เพื่อพัฒนาคอนโดมิเนียมแบบ High Rise ย่านทองหล่อ

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ ธุรกิจให้บริการเป็นตัวแทนและนายหน้าในการขายอสังหาริมทรัพย์สำหรับตลาดต่างประเทศ ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไทย ดี เรียลเอสเตท จำกัด (Thai D) ธุรกิจลงทุนและซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่สร้างแล้วเสร็จ ภายใต้ชื่อ “Rise Venture” ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ไรส์ เอสเตท จำกัด (RISE) และธุรกิจให้บริการบริหารจัดการนิติบุคคลอาคารชุด ดำเนินงานภายใต้ บริษัท ออลล์ พร็อพเพอร์ตี้ เซอร์วิส จำกัด (ALL Prop) ดังนั้นจากปัจจัยดังกล่าว ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพความแข็งแกร่งของ ALL ในการเป็นผู้นำอสังหาริมทรัพย์ที่ครบวงจร แบบ Total Real Estate Solutions ได้มากยิ่งขึ้น

“ALL เติบโตด้วยความแตกต่างอย่างมีสไตล์ โดยให้ความสำคัญกับ ราคา ทำเล และดีไซน์ ภายใต้แนวคิด “Class of Living : ชีวิตที่มีระดับ คือชีวิตที่คุณเลือกเอง” ทำให้ทุกโครงการของบริษัทฯ เป็นที่สนใจของกลุ่มลูกค้าและนักลงทุน โดยในปี 2561 มีรายได้รวม 2,343 ล้านบาท ซึ่งมาจากธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 1,978 ล้านบาท ธุรกิจนายหน้าค้าอสังหาริมทรัพย์ มูลค่า 204 ล้านบาท และรายได้อื่น มูลค่า 161 ล้านบาท หรือคิดเป็น 84%, 9% และ 7% ตามลำดับ นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมียอดขายที่รอรับรู้รายได้จากการโอนกรรมสิทธิ์ (Backlog) จำนวน 11 โครงการ ณ สิ้นเดือนธันวาคม 2561 มูลค่าประมาณ 6,354 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป อีกทั้งยังมีแผนจะเปิดตัวโครงการใหม่รวม 6 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 18,250 ล้านบาท แบ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียมไฮไรส์ (High Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเล ทองหล่อ 12 ทองหล่อ 16 และโครงการ อิมเพรสชั่น เอกมัย (Impression Ekkamai) โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ (Low Rise) จำนวน 3 โครงการ ได้แก่ ทำเลลาดพร้าว 62, 20 มิถุนาแยก 5 และลาซาล 83

อย่างไรก็ตาม จากแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ประกอบกับอัตราการเติบโตด้านผลการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ยิ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ และตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพ ของ ALL ในการก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ระดับชั้นนำของประเทศ สู่การสยายปีกต่อยอดธุรกิจจากการเตรียมเสนอขาย IPO และจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถก้าวขีดจำกัดในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งสร้างความเชื่อมั้นให้แก่ผู้ถือหุ้น นักลงทุน คู่ค้า และสถาบันการเงิน เพื่อต่อยอดการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ใหม่ๆ ในอนาคต ตามนโยบายของ ALL ที่จะมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างผลการดำเนินงานให้มีความมั่นคงและเติบโตอย่างยั่งยืน และจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้มากขึ้น พร้อมทั้งจะมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและนักลงทุนที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในบริษัทฯ

“ปัจจุบัน ALL มีทุนจดทะเบียนจำนวน 560 ล้านบาท และมีทุนที่ออกและชำระเต็มมูลค่าแล้วจำนวน 410 ล้านบาท หรือคิดเป็น 410 ล้านหุ้น โดยบริษัทฯ มีวัตถุประสงค์ในการนำเงินระดมทุนที่ได้ จากการเสนอขายหลักทรัพย์ครั้งนี้ ไปใช้เป็นเงินทุนเพื่อการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ในหลายพื้นที่ที่มีศักยภาพเป็นหลัก ส่วนที่เหลือจะใช้ชำระคืนเงินกู้ยืมและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานในอนาคต” นายธนากร กล่าวทิ้งท้าย

“CHEWA” ผู้ถือหุ้นไฟเขียวออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท พร้อมอนุมัติจ่ายปันผล 0.085 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้น XD 10 เม.ย. นี้

"CHEWA" ผู้ถือหุ้นไฟเขียวออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท พร้อมอนุมัติจ่ายปันผล 0.085 บาทต่อหุ้น เตรียมขึ้น XD 10 เม.ย. นี้

“ชีวาทัย” ปลื้มผู้ถือหุ้นอนุมัติออกหุ้นกู้วงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท โดยมีอายุไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ พร้อมอนุมัติจ่ายปันผล 0.085บาทต่อหุ้น จ่อขึ้น XD 10 เม.ย. 62 เตรียมเดินหน้าจ่ายปันผล 29 เม.ย. นี้

            นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) หรือ CHEWA เปิดเผยว่า การประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2562 เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา โดยผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการออกและเสนอขายหุ้นกู้ในวงเงินไม่เกิน 1,500 ล้านบาท โดยหุ้นกู้มีอายุไม่เกิน 5 ปี นับตั้งแต่วันออกหุ้นกู้ และเป็นการออกหุ้นกู้เพิ่มเติมจากวงเงินสำหรับการออกและเสนอขายหุ้นกู้เดิม ซึ่งบริษัทได้รับอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 และ 2561

โดยการได้รับอนุมัติการออกหุ้นกู้ดังกล่าว ทำให้บริษัทมีวงเงินรวมสำหรับการออกหุ้นกู้ของบริษัท รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 4,500 ล้านบาท และที่ผ่านมาบริษัทได้ดำเนินการออกและเสนอขายหุ้นกู้ให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันและผู้ลงทุนรายใหญ่ลงทุนจำนวน 3 ครั้ง แบ่งเป็น ครั้งที่ 1/2561 จำนวน 498.50 ล้านบาท และครั้งที่2/2561 จำนวน 1,200 ล้านบาท และล่าสุดครั้งที่ 1/2562 จำนวน 486 ล้านบาทซึ่งหลังจากหักวงเงินที่บริษัทออกหุ้นกู้ดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้บริษัทจะมีวงเงินสำหรับการออกหุ้นกู้จำนวน 2,315.50 ล้านบาท

ขณะที่วัตถุประสงค์การออกหุ้นกู้ครั้งนี้ เพื่อใช้ส่งเสริมสภาพคล่องและใช้เป็นเงินลงทุนในการขยายธุรกิจ และเป็นเงินทุนหมุนเวียนของบริษัท เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ ตามที่คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควร โดยประโยชน์ของการออกและเสนอขายหุ้นกู้ เพื่อเพิ่มทางเลือกในการหาแหล่งเงินทุน ทำให้สามารถระดมเงินทุนได้ทันทีเพื่อตอบสนองต่อความผันผวนของอัตราดอกเบี้ย รวมถึงยังเป็นการเพิ่มความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน และหากเทียบกับการออกหุ้นทุน โดยดอกเบี้ยหุ้นกู้จะถูกกว่า ส่งผลให้ภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทลดลง

สำหรับการเสนอขาย โดยบริษัทจะเสนอขายต่อผู้ลงทุนในประเทศและต่างประเทศให้แก่ประชาชนทั่วไปนักลงทุนสถาบัน, นักลงทุนรายใหญ่ผู้ลงทุนโดยเฉพาะเจาะจง และบุคคลใดๆ โดยอาจจะเสนอขายหุ้นกู้ทั้งจำนวน หรือบางส่วนในคราวเดียวกันหรือหลายครั้ง รวมทั้งอาจจะเสนอขายในลักษณะหมุนเวียน (Revolving Basis)

            นอกจากนี้ในการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งนี้ได้มีมติอนุมัติการจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานประจำปี2561 อยู่ที่ 0.085 บาทต่อหุ้น หลังจากก่อนหน้านี้คณะกรรมการบริษัทได้อนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2561 ไปแล้วในอัตรา 0.050 บาทต่อหุ้น ทำให้เหลือการจ่ายเงินปันผลอีกจำนวน 0.035 บาทต่อหุ้น โดยคิดเป็นเงินจำนวน 45 ล้านบาท ซึ่งได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล(XD) ในวันที่ 10 เมษายน 2562 รวมทั้งได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิรับเงินปันผล (Record date) ในวันที่ 11 เมษายน 2562 และมีกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 29 เมษายน 2562

NER บุกตลาดจีน ตั้งเป้ารายได้ปี 62 เติบโตไม่ต่ำกว่า 30%

NER บุกตลาดจีน ตั้งเป้ารายได้ปี 62 เติบโตไม่ต่ำกว่า 30%

บมจ. นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) บุกตลาดยางประเทศจีน รับอนิสงค์จีนลดภาษีมูลค่าเพิ่ม คาดเป้ารายได้ปี 2562 เติบโตไม่ต่ำกว่า 30% ด้านผู้ถือหุ้นใหญ่ยืนยันจะไม่มีการขายหุ้นออก พร้อมแนะกองทุนต่างๆให้เข้าซื้อในกระดาน

 

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NER เปิดเผยว่า บริษัท Sailun Group ผู้ผลิตยางรายใหญ่อันลำดับ 6 ของประเทศจีน ได้รับผลิตภัณฑ์ของบริษัทเพื่อทำการตรวจสอบและทดลองใช้แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถส่งมอบสินค้าและรับรู้รายได้จากลูกค้ารายนี้ในไตรมาสที่ 3 ปี 62  นอกจากนี้บริษัทได้มีโอกาสเจรจากับลูกค้ารายอื่นเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่อันดับ 5 ของประเทศจีน ที่มีความสนใจผลิตภัณฑ์ยางแท่งของ NER อีกด้วย ปัจจุบัน NER มีสัดส่วนรายได้ลูกค้าจากประเทศจีนประมาณ  45 %  

“ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2562 ที่ผ่านมา ประเทศจีนได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยมีการประกาศลดอัตราภาษีมูลค่า เพิ่มสำหรับภาคการผลิต จากเดิม 16 % เหลือ 13% ซึ่งส่งผลให้ลดภาระต้นทุนและกระตุ้นยอดขายให้กับภาคการผลิต รวมไปถึงอุตสาหกรรมยางในประเทศจีน ที่ยังมีความต้องการใช้ยางเพื่อเป็นวัตถุดิบหลักในหลายอุตสาหกรรม เช่นอุตสาหกรรมยางรถยนต์ โดยจีนมีความต้องการใช้ยางแผ่นและยางแท่งเป็นจำนวนมาก ซึ่งมาตรการดังกล่าวน่าจะส่งผลดีต่อ NER ให้การเจรจากับลูกค้าจีนให้ประสบความสำเร็จได้ง่ายขึ้น” นายชูวิทย์ กล่าว

สำหรับภาพรวมผลประกอบการปี 2562 บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้เติบโตที่ 30% เทียบกับปี 2561 ที่มีรายได้อยู่ที่ 10,084.01 ล้านบาท เนื่องจากมีการขยายกำลังการผลิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในไตรมาส 2/2562 จะมีกำลังการผลิตเพิ่ม 60,000 / ปี จากยางแผ่นผสม (RSS Mixtures Rubber) หลังจากมีการปรับปรุงโรงงานเสร็จ โดยใช้งบลงทุนไป 40 ล้านบาท จะทำให้บริษัทมีกำลังการผลิตรวมทั้งปีประมาณ 2.6 แสนตัน/ปี จาก ปี 2561 ที่กำลังการผลิตอยู่ที่ 2.1 แสนตัน/ปี  ขณะเดียวกันในไตรมาส 4/62 โรงงานใหม่จะเสร็จ ซึ่งมีกำลังการผลิตเพิ่มมาอีก 1.7 แสนตัน ส่งผลให้คาดว่าในช่วงต้นปี 2563 บริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตราม 4.6 แสนตัน ซึ่งเพียงพอที่จะรองรับออเดอร์ทั้งจากลูกค้ารายใหม่ และฐานลูกค้ารายเดิมที่เราจะพยายามรักษาฐานไว้ ปัจจุบันบริษัทมีการทำสัญญาระยะยาว (Long Term Contact) กับลูกค้าไว้แล้วประมาณ 11 รายยอดขายประมาณ 1.1 หมื่นตัน/เดือน 

นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการเติบโตของบริษัททั้งรายได้และกำลังการผลิต ทำให้ในช่วง 2 – 3 เดือนที่ผ่านมา มีกองทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ เช่นมาเลเซีย สิงค์โปร์ ขอเข้าพบบริษัทฯ เพื่อเจรจาขอซื้อหุ้นจากผู้ถือหุ้นใหญ่ แต่ผู้ถือหุ้นใหญ่ยืนยันว่าจะไม่มีการขายหุ้นออก พร้อมกันนี้ได้แนะนำให้กองทุนซื้อหุ้นผ่านตลาดหลักทรัพย์ซึ่งเป็นตลาดรองโดยตรง ทั้งนี้จากการปิดสมุดทะเบียนล่าสุดพบกองทุน 4 แห่งที่ลงหุ้นในหุ้น NER

NDR ทุ่มงบ 30-50 ลบ.ในปีนี้ ลงทุนระบบออโตเมชั่น หวังลดต้นทุนแรงงานเหลือ 12% จากเดิม 17%

NDR ทุ่มงบ 30-50 ลบ.ในปีนี้ ลงทุนระบบออโตเมชั่น หวังลดต้นทุนแรงงานเหลือ 12% จากเดิม 17%

"ชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา” เอ็มดี บมจ.เอ็น.ดี.รับเบอร์ หรือ NDR เผยปี 62 ทุ่มงบ 30-50 ลบ. ลงทุนระบบออโตเมชั่น เพื่อลดต้นทุนแรงงานเหลือ 12% ดันมาร์จิ้นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ปักธงลุยขยายตลาดต่างประเทศ ทั้งมาเลเซีย เวียดนาม ลาว ผลักดันผลประกอบการปีนี้สดใส

 

นายชัยสิทธิ์ สัมฤทธิวณิชชา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็น.ดี.รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NDR  เปิดเผยถึงแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ว่า บริษัทฯเตรียมงบลงทุนไว้ที่ 30-50 ล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนปรับเปลี่ยนโรงงานให้เป็นระบบออโตเมชั่น ซึ่งเป็นตามแผนที่ต้องการลดต้นทุนด้านแรงงาน และช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยบริษัทฯมีเป้าหมายลดต้นทุนแรงงานเหลือ  12% จากเดิมที่มีต้นทุนแรงงาน 17% ของต้นทุนรวม

“การลงทุนระบบออโตเมชั่นเป็นการลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อน ที่ได้ดำเนินการติดตั้งปรับเป็นระบบออโตเมชั่นแล้วทั้งสิ้น 3 จุด  ทำให้ลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 1.8 ล้านบาท/ปี โดยปีนี้ถ้าเป็นไปตามแผนการดำเนินงานที่วางไว้จะสามารถลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 5-10 ล้านบาท/ปี ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความสามารถในการทำกำไรของบริษัทฯได้ในอนาคต”  นายชัยสิทธิ์ กล่าว

นายชัยสิทธิ์ กล่าวอีกว่า บริษัทฯยังคงเดินหน้าขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของตลาดมาเลเซียจะปรับให้เป็น Professional Trading ของสินค้าเกี่ยวกับมอเตอร์ไซด์ ด้วยการหาประเภทสินค้าเข้ามาเพิ่มขึ้น และขยายตลาดในประเทศเวียดนามกับอินโดนีเซีย รวมถึงลาว ซึ่งปีก่อนมีอัตราการเติบโตที่ดี โดยประเมินว่าตลาดในลาวยังมีศักยภาพเติบโตได้ดี ซึ่งตั้งเป้าสัดส่วนรายได้ปีนี้ แบ่งเป็น ต่างประเทศ 60% และในประเทศ 40% จากปีก่อนที่มีสัดส่วนต่างประเทศ 50% และในประเทศ 50%  

“ตลาดในประเทศมีการแข่งขันสูง แต่อย่างไรก็ตามเรายังมีรายได้มาจากต่างประเทศ ทำให้ช่วยลดผลกระทบและกระจายความเสี่ยงของรายได้ได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้เรามีแผนการจัดโปรโมชั่นต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการซื้อให้เพิ่มขึ้น ทำให้เชื่อมั่นว่าผลประกอบการในปีนี้จะอยู่ในระดับที่ดี” นายชัยสิทธิ์ กล่าว

อนึ่ง ล่าสุดที่ประชุมผู้ถือหุ้นมีมติอนุมัติการจ่ายปันผลเป็นเงินสด ในอัตราหุ้นละ 0.03 บาท โดยกำหนดจ่ายปันผลในวันที่ 26 เมษายน 2562 โดยผลการดำเนินงานในปี 2561 ที่ผ่านมาบริษัทฯมีรายได้อยู่ที่ 973.29 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 18.56% จากปีก่อนที่มีรายได้ 820.92 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 28.69 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70.07% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 16.87 ล้านบาท

UAC ส่ง “ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่” ลงทุนในลาว ผนึกพันธมิตร ผุดโครงการขยะเพื่อพลังงานทดแทน

UAC ส่ง "ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่" ลงทุนในลาว ผนึกพันธมิตร ผุดโครงการขยะเพื่อพลังงานทดแทน

บมจ.ยูเอซี โกลบอล (UAC)  ไฟเขียวบริษัทย่อย 'ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ ลงทุนโครงการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทน มูลค่า 990 ล้านบาท เตรียมจับมือพันธมิตรตั้งบริษัทร่วมทุนในไตรมาส3/62 คาดเริ่มก่อสร้างปลายปีนี้

                นายกิตติ ชีวะเกตุ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท ยูเอซี โกลบอล จำกัด (มหาชน)หรือ UAC เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท(บอร์ด) อนุมัติให้ บริษัท ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อย เข้าลงทุน โครงการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ ที่นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 990 ล้านบาท

                ทั้งนี้ได้มีการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ Vientiane Waste Management (VWM) เพื่อดำเนินโครงการดังกล่าว ซึ่งมีทุนจดทะเบียน 9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 297 ล้านบาท ภายในไตรมาส 3/2562 โดยบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ถือหุ้น50.01%บริษัท ศแบง ซัสเทนเอเบิล เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด ถือหุ้น 29.99% และบริษัท ขวัญเมืองกรุ๊ป (KMG) ซึ่งเป็นผู้ร่วมทุนในลาว ถือหุ้น 20% โดย KMG เป็นผู้ได้รับสัมปทานขยะมูลฝอยในเวียงจันทน์

                สำหรับโครงการการจัดการขยะเพื่อผลิตพลังงานทดแทนและแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่นำกลับมาใช้ใหม่ ตั้งอยู่บนที่ดินพื้นที่สัมปทานของผู้ร่วมทุนในลาว คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปลายปี 2562 โดย VWM ได้รับสิทธิในสัมปทานที่ดินและบ่อขยะ จากแผนกแผนการและการลงทุน นครหลวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เป็นระยะเวลา 45 ปี ซึ่งสิทธิในสัมปทานที่ได้มา โครงการจะได้ขยะชุมชนจากนครหลวงเวียงจันทน์ ปริมาณเริ่มต้นที่ 400 ตันต่อวัน เพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของโครงการ ซึ่งสามารถสร้างประโยชน์จากขยะชุมชน เพื่อผลิตไฟฟ้าขายให้กับหน่วยงานภาครัฐ มีกำลังการผลิตประมาณ 6 เมกะวัตต์ , ขายพลาสติกรีไซเคิลให้กับบริษัทเอกชน

                  โดยมีปริมาณการรับซื้อประมาณ 13,200 ตันต่อปี และขายปุ๋ยอินทรีย์เคมีให้กับหน่วยงานภาคเกษตรกรรมของสปป.ลาว โดยมีปริมาณการรับซื้อประมาณ 30,000 ตันต่อปี ทั้งนี้ เงินร่วมทุนของบริษัทร่วมทุนทั้ง 3 ราย มีจำนวนประมาณ 9 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 297 ล้านบาท โดยเป็นไปตามสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทร่วมทุน โดยเงินทุนในส่วนของบริษัท ยูเอซี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด มาจากเงินกู้ยืมจาก UAC ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากผลการดำเนินธุรกิจ

                ส่วนเงินลงทุนที่เหลือ 693 ล้านบาท จะมาจากการกู้ยืมสถาบันการเงินเป็นเงินกู้ระยะยาว 7 ปี ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนครั้งนี้ เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดอุตสาหกรรมด้านพลังงานสะอาด ปิโตรเคมี และสาธารณูปโภคที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และพันธกิจขององค์กร และยังเป็นการพัฒนาระบบสาธารณูปโภค และระบบการกำจัดขยะในเขตชุมชนในลาว เพื่อรองรับการเติบโตของเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่เติบโตอย่างรวดเร็วตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 7

ASAP ประกาศชัดไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ย้ำผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง เพิ่มพอร์ตรถต่อเนื่อง

ASAP ประกาศชัดไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน ย้ำผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง เพิ่มพอร์ตรถต่อเนื่อง

‘ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน)’ หรือ ASAP ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจร รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ป) ประกาศชัดเจนไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน  กระแสเงินสดยังแข็งแกร่งและสถาบันการเงินพร้อมให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อใช้ในการดำเนินกิจการ ย้ำแผนธุรกิจรถยนต์ให้เช่ายังเติบโตได้ มั่นใจแนวโน้มกำไรจะกลับมาขยายตัวได้ดีในปีถัดไป จากต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันภัยที่ปรับตัวลดลง

นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซินเนอร์เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ ASAP ผู้ประกอบธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาวแบบครบวงจรสำหรับลูกค้านิติบุคคล รถยนต์ให้เช่าระยะสั้นและรถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับภายใต้แบรนด์ asap (เอแซ็ปเปิดเผยว่า การดำเนินธุรกิจในปีนี้ยังเดินหน้าได้ตามแผนงาน ที่บริษัทฯ มีให้ความสำคัญกับการสร้างความแข็งแกร่งให้แก่กลุ่มธุรกิจรถยนต์ให้เช่าระยะยาว ระยะสั้น รถยนต์ให้เช่าพร้อมคนขับและรถยนต์ให้เช่าตามการใช้งานจริงภายใต้แบรนด์ asap GO โดยบริษัทฯ มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เพียงพอต่อการเติบโตทางธุรกิจประกอบกับสถาบันการเงินพร้อมให้การสนับสนุนวงเงินสินเชื่อเพื่อขับเคลื่อนแผนการดำเนินงานให้เป็นไปตามเป้าหมาย ดังนั้น บริษัทฯ จึงไม่มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนแต่อย่างใด

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีการวางแผนทางด้านการเงินอย่างรัดกุมเพื่อสร้างผลตอบแทนที่ดีจากการดำเนินงาน เช่น การเพิ่มพอร์ตรถยนต์เพื่อผลักดันการเติบโตในทุกกลุ่มธุรกิจจาก ณ สิ้นปี 2561 ที่มีรถยนต์ให้เช่ารวมทั้งสิ้น 15,755 คัน โดยในปีนี้จะเพิ่มอีก 3,000-4,000 คัน รับความต้องการใช้รถยนต์ให้เช่าจากกลุ่มลูกค้าภาคองค์กรธุรกิจและบุคคลทั่วไปมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลดีต่อการสร้างกระแสเงินสดจากการดำเนินงานที่เติบโตและมีกำไรก่อนหักค่าใช้จ่ายด้านต้นทุนทางการเงินและภาษี (EBITDA) ขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่จะเข้ามาช่วยบาลานซ์กับการบริหารค่าใช้จ่ายต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายจากเบี้ยประกันรถยนต์ที่ดี โดยมีเป้าหมายที่ต้องการรักษาอัตราการทำกำไรขั้นต้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดีและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่ผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ ASAP มีแผนจะนำรถยนต์ครบสัญญาเช่ามาจำหน่ายเป็นรถยนต์มือสองประมาณ 1,200-1,500 คัน ซึ่งจะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโตจากการขายรถยนต์มือสอง ผ่านช่องทางออนไลน์และผ่าน asap Select ที่มีกำไรต่อหน่วยที่ดีกว่าการนำรถยนต์ไปประมูล โดยบริษัทมั่นใจว่าภายในปี 2563 บริษัทฯ ประเมินว่าจะเป็นปีที่ผลการดำเนินงานกลับมา Turnaround หลังต้นทุนค่าเบี้ยประกันต้นทุนค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายเบี้ยประกันรถยนต์ลดลง ที่จะช่วยให้กำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้น

คลิ๊กลงทะเบียนเข้าร่วมงานง่ายๆ >> https://docs.google.com/…/1FAIpQLScX4Ue2EThZLzdK_E…/viewform