ALT จับมือ edotco ยักษ์ใหญ่จากมาเลย์ฯ ลุยให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ปูพรมในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ALT จับมือ edotco ยักษ์ใหญ่จากมาเลย์ฯ ลุยให้บริการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม ปูพรมในไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บมจ.เอแอลที เทเลคอม หรือ ALT จรดปากกาเซ็น MOU กับ edotco ยักษ์ใหญ่จากมาเลเซีย ลุยให้บริการด้านสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางโทรคมนาคมสำหรับผู้ประกอบการโทรคมนาคม-ผู้ให้บริการเครือข่ายในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้านซีอีโอคนเก่ง “ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์” มั่นใจช่วยเพิ่มสัดส่วนของโครงสร้างกำไรที่มาจากธุรกิจให้เช่าโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ต่อเนื่องเป็น 50% ภายในปี 2563

นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT ผู้ดำเนินธุรกิจในด้านการผลิต การติดตั้ง การบำรุงรักษา การจำหน่ายอุปกรณ์ และการให้เช่าโครงข่ายโทรคมนาคม ให้แก่ผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ โดยสนับสนุนให้เกิดการใช้โครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมร่วมกัน ภายใต้แนวคิดในการบริหารงานที่มุ่งให้บริการโทรคมนาคมแบบครบวงจรแก่ลูกค้าทุกรายอย่างเท่าเทียมกัน เปิดเผยว่า

บริษัทฯ ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ edotco Group Sdn Bhd (“edotco”) เพื่อประสานโอกาสทางธุรกิจในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อให้บริการแก่ลูกค้ากลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมทั้งในประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการร่วมมือกันในครั้งนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทที่มุ่งเน้นการให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคม เนื่องจาก edotco เป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งด้านเทคนิคและธุรกิจเกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมในระดับสากล ในขณะ ALT ก็มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มผู้ประกอบการโทรคมนาคมในไทย จึงมั่นใจว่าการร่วมมือนี้จะอำนวยประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

"เรามีความยินดีและเชื่อมั่นเป็นอย่างมากที่ได้ร่วมงานกับ edotco ซึ่งความร่วมมือในครั้งนี้แสดงถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในประเทศไทย ประกอบกับสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของบริษัทฯ ในการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมของภูมิภาคนี้ เพื่อมุ่งสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนแข็งแกร่ง และมุ่งสร้างผลตอบแทนที่ดีแก่ผู้ถือหุ้นในอนาคต” นางปรีญาภรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทฯ มุ่งเน้นในการเพิ่มสัดส่วนของโครงสร้างกำไรที่มาจากธุรกิจให้เช่าโครงข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่มีรายได้ต่อเนื่อง ให้เป็นครึ่งหนึ่งของผลกำไรรวมภายใน ปี 2563

ขณะที่ Mr.Suresh Sidhu กรรมการเจ้าหน้าที่บริหารของ edotco ผู้ประกอบธุรกิจด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารโทรคมนาคมในระดับภูมิภาคแบบครบวงจรแห่งแรกในเอเชีย ซึ่งให้บริการด้านสถานีฐานแบบครบวงจร ทั้งการให้เช่าเสาสถานีด้วยสัญญาเช่าระยะยาว การให้เช่าใช้สถานีร่วมกัน การสร้างสถานีตามความต้องการเฉพาะของลูกค้า ตลอดจนการให้บริการดูแลและบำรุงรักษา กล่าวว่า บริษัทฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมมือกับ ALT ในการสร้างความแข็งแกร่งในประเทศไทย โดยอาศัยความเชี่ยวชาญจากผลงานที่ผ่านมาของ edotco เรามั่นใจว่าจะสามารถช่วยเสริมสร้างบริการในระดับสากล เพื่อสนองต่อความต้องการของลูกค้าในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี

ทั้งนี้ edotco Group Sdn Bhd ดำเนินงานสร้างสถานีฐานมามากกว่า 26,000 แห่งใน มาเลเซีย เมียนมาร์ บังกลาเทศ กัมพูชา ศรีลังกา และปากีสถาน โดยมี 18,461 สถานี ที่ดำเนินการโดยตรงโดย edotco และอีก 8,100 สถานีที่มีการจัดการผ่านบริการต่างๆของ edotco และมุ่งมั่นที่จะทำให้ประสิทธิภาพในด้านการบริการโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมแบบครบวงจรนั้นมีความโดดเด่น และยังมีการบริการติดตามตรวจสอบแบบเรียลไทม์ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงการปรับปรุงในด้านการดำเนินงานและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานในแง่ของการใช้พลังงานแบตเตอรี่และเชื้อเพลิงสำหรับโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารโทรคมนาคม

TM คอนเฟิร์มรายได้โตตามเป้า เตรียมขยายฐานรุกกลุ่มประเทศ CLMV

TM คอนเฟิร์มรายได้โตตามเป้า เตรียมขยายฐานรุกกลุ่มประเทศ CLMV

‘เทคโนเมดิคัล’ คอนเฟิร์มรายได้ปีนี้โตตามเป้า ล่าสุดตุน Backlog เครื่องหัวใจ และปอดเทียมอีก 25 ลบ.รับรู้รายได้ในปีนี้ เร่งสร้างโชว์รูมใหม่รองรับการเติบโต พร้อมขยายตลาดรุกกลุ่ม CLMV

นางสุนทรี จรรโลงบุตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เทคโนเมดิคัล จำกัด (มหาชน) หรือ TM เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯยังคงเป้ารายได้รวมเพิ่มสูงขึ้น โดยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทฯคาดว่าผลประกอบการจะมีทิศทางที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องตามฤดูกาลขาย หรือช่วงไฮซีซั่น โดยล่าสุดบริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อเครื่องปอดและหัวใจเทียม (Heart Lung Machine)มูลค่า 25 ล้านบาทซึ่งจะสามารรับรู้รายได้ทั้งหมดเข้ามาภายในปีนี้

ซึ่งในปีนี้บริษัทฯมีแผนที่จะเพิ่มจำนวนสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น เพื่อที่จะสามารถนำเสนอสินค้า และผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงการขยายตลาดในประเทศกลุ่ม CLMV (กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม) ให้เพิ่มสูงขึ้น และขยายช่องทางการตลาดออนไลน์เพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้นปัจจุบันบริษัทฯมีฐานลูกค้าที่เป็นโรงพยาบาลรัฐบาลกว่า 500 ราย ทั่วประเทศ และโรงพยาบาลเอกชนกว่า 200 ราย รวมถึงคลินิก หรือสถาบันการแพทย์อื่น ๆ ซึ่งมีการสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทฯโดยตรงอีกกว่า 100 รายทั่วประเทศและที่สำคัญบริษัทฯอยู่ระหว่างการดำเนินการก่อสร้างอาคารสำนักงานและโชว์รูมแสดงสินค้าบนที่ดินของบริษัท ฯ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ และเปิดดำเนินการได้ภายในปี 2561

“ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ผลประกอบการของเราคาดว่าจะฟื้นตัวจากไตรมาสที่ผ่านมา เพราะเป็นช่วงของไฮซีซั่น รวมถึงการเบิกจ่ายงบประมาณของทางภาครัฐ ทำให้เราเชื่อมั่นว่าการเติบโตของรายได้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ได้วางไว้รวมถึงการขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์สินค้าและขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อเพิ่มช่องทางในการสร้างรายได้ ในขณะเดียวกันสำนักงาน และโชว์รูมแห่งใหม่ก็เดินหน้าก่อสร้างได้ตามแผน คาดว่าจะสามารถเปิดให้บริการได้ภายในปีหน้า ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์ และเพิ่มขีดความสามารถในการบริการให้กับบริษัทได้เป็นอย่างดี” นางสุนทรีกล่าว

ทั้งนี้ ผลประกอบการของบริษัทงวด 9 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 บริษัทฯมีกำไรสุทธิ 16.15 ล้านบาท และมีรายได้รวม 443.63 ล้านบาท

“BM” ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 10-20% ล่าสุดขาย PP ให้ NITTO เสริมแกร่งขยายธุรกิจ

“BM” ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โต 10-20% ล่าสุดขาย PP ให้ NITTO เสริมแกร่งขยายธุรกิจ

“บางกอกชีทเม็ททัล” ตั้งเป้ารายได้ปี 61 โตที่ 10-20% ขยายโรงงานใหม่พร้อมเดินเครื่องผลิต Q3/61 ล่าสุดขาย PP ให้ “NITTO KOGYO CORPORATION” จากประเทศญี่ปุ่น หนุนรายได้ปี 61 โตกระโดด

นายธีรวัต อมรธาตรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกชีทเม็ททัล จำกัด (มหาชน) หรือ BM เปิดเผยว่า ในปีนี้บริษัทฯ ยังคงเป้ารายได้เติบโตอยู่ที่ระดับ 5-10% จากปีก่อนที่มีรายได้อยู่ที่ 850.86 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทฯได้รับคำสั่งซื้อสินค้าประเภทราง และท่อร้อยสายไฟอย่างต่อเนื่องต่อเนื่องจากผู้รับเหมาก่อสร้างโครงการต่างๆ และยังได้รับคำสั่งผลิตตู้ไฟฟ้าและตู้สื่อสารรวมถึงมีการรับงานผลิตแม่พิมพ์สำหรับโมเดลรถเกี่ยวข้าว และโครงรถตัดอ้อย และคำสั่งผลิตชิ้นส่วนโลหะสำหรับเครื่องจักรกลการเกษตรในปริมาณที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าหลักรายหนึ่งอีกด้วย ในขณะที่แผนการขยายโรงงานหลังที่ 5 ของบริษัทฯที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในพื้นที่ตรงข้ามกับสำนักงานใหญ่ โดยใช้แหล่งเงินทุน จากการระดมทุน IPO ในปี 2559 ยังคงเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทฯจะดำเนินการสั่งซื้อเครื่องจักร และติดตั้งในไตรมาสที่ 1 ของปี 2561 และติดตั้งไลน์พ่นสีใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561

ในขณะที่ล่าสุดบริษัทฯได้ขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 40,000,000 หุ้น ในราคา 3.73 บาทต่อหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ให้แก่บุคคลในวงจำกัด หรือ Private Placement ได้แก่ NITTO KOGYO CORPORATION หรือ “NITTO” ผู้ผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์เชิงกลจากประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถระดมทุนได้ภายในระยะเวลาอันสั้นซึ่งจะช่วยเสริมสภาพคล่องทางการเงิน และเป็นเงินทุนในการดำเนินกิจการ รวมถึงขยายธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัทฯ และเสริมสร้างโครงสร้างทางการเงินให้แข็งแกร่ง อีกทั้งยังสามารถสามารถลดภาระหนี้สินจากการกู้ยืมเงิน และสามารถลดค่าใช้จ่ายทางการเงินได้ ซึ่งภายหลังจากการระดมทุนในครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทฯ มีศักยภาพในการขยายธุรกิจที่เพิ่ม

สูงขึ้น เนื่องจาก NITTO มีความต้องการที่จะลงทุนในระยะยาว และมีประสบการณ์ในธุรกิจผลิต และจัดจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า และอุปกรณ์เชิงกล ที่เกี่ยวเนื่องกับธุรกิจหลักของบริษัท ทำให้บริษัทฯคาดว่ารายได้รวมในปี 2561 จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดจากปีนี้

“เรายังคงเชื่อมั่นว่ารายได้ในปี 61 จะเติบโตในระดับกว่า 20% จากปริมาณงานในกลุ่มของผู้รับเหมาที่เพิ่มสูงขึ้น ตามโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ด้านโครงการการก่อสร้างโรงงานใหม่หลังที่ 5 ว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จ และเริ่มดำเนินการผลิตได้บางส่วนต้นไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังการผลิตให้สูงขึ้น ส่วนการขายหุ้นเพิ่มทุนให้กับ NITTO จะช่วยให้เราได้ประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนที่รวดเร็ว สามารถนำมาเสริมสภาพคล่องในการขยายธุรกิจ และที่สำคัญเราจะได้ผู้ถือหุ้นที่ไม่ได้เป็นเพียงนักลงทุน แต่จะเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่จะสามารถสนับสนุนการขยายธุรกิจในอนาคตได้อีกด้วย” นายธีรวัตกล่าว

ทั้งนี้ ผลประกอบการในช่วง 9 เดือนของปีนี้ สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2560 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 33.17 ล้านบาท และมีรายได้รวม 656.53 ล้านบาท

TCJ ปักธงรบรายได้ปี61โตไม่ต่ำกว่า10% ส่งซิกงบ Q4/60 สดใส

TCJ ปักธงรบรายได้ปี61โตไม่ต่ำกว่า10% ส่งซิกงบ Q4/60 สดใส

TCJ ส่งซิกงบ Q4/60 สดใส หนุนทั้งปีรายได้โตเกิน10% หลังกำไร Q3/60 พุ่ง1,054%แตะ16.39 ลบ. หนุน 9 เดือนโกยกำไร 41.81 ลบ. ตามรายได้กลุ่มโลหะ-งานรับเหมาหนุน ด้าน 2 ผู้บริหารฝีมือดี นำโดย “ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์” ประธานกรรมการบริหาร คาดปีนี้พลิกกลับมากำไร หลัง Q3/60 รายงานให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำไรโดดเด่น ด้าน “ทัสชน ลีลาประชากุล”ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ วางเป้าหมายรายได้ปี 2561 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% มั่นใจศักยภาพในการเติบโตที่ดี แถมรับงานขุดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม-สีชมพู ทยอยส่งมอบต่อเนื่อง

ดร.ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ที.ซี.เจ. เอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ “TCJ” เปิดเผยว่า บริษัทฯ ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อการเติบโตของผลการดำเนินงานในไตรมาส 4/60 ด้วยเหตุปัจจัยการดำเนินธุรกิจยังไม่เปลี่ยนแปลง ส่งผลให้บริษัทฯ มั่นใจว่าผลการดำเนินงานปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ที่คาดรายได้จะเติบโต10% และคาดจะพลิกกลับมามีกำไรจากปี 59 ที่มีผลขาดทุน 2.20 ล้านบาท เนื่องจากธุรกิจนำเข้า ส่งออก จำหน่าย เครื่องจักรกลที่ใช้ในงานก่อสร้าง และธุรกิจนำเข้า ส่งออก แปรรูป จำหน่ายและติดตั้ง สินค้าประเภทเหล็กกล้าไร้สนิม เติบโตต่อเนื่อง
ทั้งนี้ บริษัทรายงานผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/60 มีกำไร 16.39 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 3/59 มีกำไร 1.42 ล้านบาท หรือคิดเป็นเติบโต 1,054.22% ส่งผลให้งวด 9 เดือนมีกำไร 41.81ล้านบาท จาก 9 เดือนปีก่อนมีกำไร 9.97 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,175.95 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากในช่วงเดียวกันของปี ก่อนที่มีรายได้รวม 920.11 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 27.8%เนื่องจากบริษัทฯ ได้รับแรงหนุนจากรายได้จากกลุ่มโลหะและงานรับเหมาเพิ่มขึ้นทำให้กำไรเติบโตในทิศทางที่ดีสะท้อนถึงพื้นฐานของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่ง
“ กลุ่มลูกค้าเป้าหมายของธุรกิจจำหน่ายสินค้าประเภทโลหะสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ค้าส่งสินค้าเหล็กและกลุ่มผู้รับเหมาขึ้นรูปและโรงงาน ซึ่งเราพบว่าลูกค้าทั้ง 2 กลุ่มยังมีการเติบโตที่ดี และยังมีแนวโน้มเติบโตได้อีกในอนาคต จากโครงการลงทุนภาครัฐฯ ” ดร.ทรงวุฒิ กล่าว
ดร.ทรงวุฒิ กล่าวเพิ่มว่า ปัจจุบันบริษัทฯ มีอยู่ 4 ธุรกิจ แบ่งออกเป็นดังนี้
1. ธุรกิจการจัดจำหน่าย เครื่องจักรกลก่อสร้าง เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมหนัก
2. ธุรกิจจัดจำหน่ายวัสดุที่ทำจากโลหะ เพื่อจำหน่ายให้กับผู้ใช้ ผู้รับเหมา และผู้ค้าส่ง รวมถึงธุรกิจท่อเหล็กกล้าไร้สนิม ดำเนินธุรกิจผลิต และจำหน่ายท่อเหล็กกล้าไร้สนิม
3. ธุรกิจรับเหมาติดตั้ง ประกอบ และตกแต่งงานวิศวกรรมด้านโลหะภัณฑ์
4. ให้เช่าเครื่องจักรกลหนัก เพื่อใช้ในงานก่อสร้างและขนส่ง
ด้านนายทัสชน ลีลาประชากุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ เปิดเผยว่า TCJ ได้รับงานเครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก ประเภทรถขุด ในโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม , รถไฟฟ้าสายสีชมพู และ มอเตอร์เวย์ บางปะอิน-โคราช โดยงานดังกล่าวได้เริ่มเข้าหน้างานแล้วในปีนี้ และคาดจะเข้าหน้างานมากขึ้นในปีหน้า สอดคล้องกับงานโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ เพราะบริษัทรับงานต่อจากผู้รับเหมารายใหญ่ คือ การเป็นผู้รับเหมาช่วง โดยมีงานเช่ารถ เพื่อก่อสร้างรถไฟฟ้า งานรถไฟทางคู่ และงานมอเตอร์เวย์ ในช่วงที่ผ่านมา และปัจจุบันมีงานตบแต่งสถานีสนามไชยที่จะทยอยส่งมอบไปถึงกลางปี 2561 น่าจะสนับสนุนต่อการเติบโตในระยะยาว
อีกทั้ง บริษัทฯ คาดปริมาณงานก่อสร้างกำลังเพิ่มขึ้นตามโปรเจ็กต์งานโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐบาลและโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก(Eastern Economic Corridor: EEC) ของภาครัฐ
“ งานของบริษัทฯ ที่ได้รับมานั้น นอกจากงานโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) แล้วยังมุ่งเน้นที่งานก่อสร้างเชิงราบ เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงงานอุตสาหกรรมต่าง ๆ โดยสัดส่วนในปีนี้ จะอยู่ที่งานโครงสร้างพื้นฐานประมาณ 30% งานอื่น ๆ ที่ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานอีก 70% ถึงแม้ว่างานโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กรอบเวลาจะไม่เป็นไปตามที่กำหนด ซึ่งบริษัทก็ยังรับงานจากโครงการที่อยู่อาศัย โครงการเชิงพาณิชย์อื่น ซึ่งจุดแข็งของบิ๊ก เครน ได้แก่ สินค้า (เครื่องจักรอุตสาหกรรมหนัก รถเครน รถยก) ของเรามีคุณภาพ และค่อนข้างมีความหลากหลาย สามารถตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของลูกค้า นอกเหนือจากนั้น บุคลากรของบริษัทฯ ต้องมีทักษะและความเป็นมืออาชีพ บวกกับระบบการจัดการที่ดี จึงทำให้บริษัทฯ ติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศ ที่ให้บริการในลักษณะนี้ ”นายทัสชน กล่าว
นายทัสชน กล่าวทิ้งท้ายว่า บริษัทฯ วางเป้าหมายรายได้ปี 2561 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% โดยการเติบโตในช่วงปี 2560 ถือว่าเป็นไปตามคาด และหากพิจารณาการเติบโตรายได้ ณ ปัจจุบัน มีอัตราเติบโตกว่า 17% ทำให้ค่อนข้างมั่นใจว่าบริษัทฯ ยังมีศักยภาพในการเติบโตที่ดี ตามอุตสาหกรรม

SMT กางแผนปี 61 เป้ายอดขายโต 40%- ลุย New Products เต็มสูบ

SMT กางแผนปี 61 เป้ายอดขายโต 40%- ลุย New Products เต็มสูบ

บริษัท สตาร์ส ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ SMT ตอนนี้ผู้บริหารวางแผนและกลยุทธ์ปีหน้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว พร้อมคืนฟอร์มผลงาน ไม่ทำให้นักลงทุนผิดหวัง ....โดยวางเป้าหมายยอดขายเติบโต 40 เปอร์เซ็นต์ และรุกหนักสินค้า Optics , Wafer dicing และ IC - packagingบริษัทจะเพิ่มยอดขายทั้งจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะสินค้าใหม่ New Products ที่จะเป็นพระเอกนำของปี 61 คาดว่าจะเติบโตถึง 100 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะผลักดันให้กำไรเพิ่มมากขึ้น และสนันสนุนให้ผลประกอบการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง และเพื่อให้เกิดการสื่อสารที่ดีต่อนักลงทุน SMT ได้ปรับการทำงานของหน่วยงานนักลงทุนสัมพันธ์ ( IR) ให้ดีขึ้นและมอบหมายให้นาย กรทักษ์ วีรเดชะ , Finance Director เป็นผู้ทำหน้าที่สื่อสารตอบคำถามกับนักลงทุนและผู้ถือหุ้น ดังนั้นหากนักลงทุนและผู้ถือหุ้นมีคำถามหรือต้องการทราบข้อมูลใดๆให้ติดต่อนาย กรทักษ์ วีรเดชะได้โดยตรง (ในเวลาทำการ) หมายเลขโทรศัพท์ 061-403-2599 หรือ 035-258-555 ต่อ 313 ในระหว่างเวลา 9.00 - 18.00 น.

CHEWA ฉายภาพQ4 ฟอร์มดีต่อเนื่อง อานิสงส์ “โครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ-อโศก” หนุน ดันยอดขายทั้งปีโตตามเป้าไม่ต่ำกว่า 60%

CHEWA ฉายภาพQ4 ฟอร์มดีต่อเนื่อง อานิสงส์ “โครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ-อโศก” หนุน ดันยอดขายทั้งปีโตตามเป้าไม่ต่ำกว่า 60%

บมจ.ชีวาทัย (CHEWA) แย้มไตรมาส4/2560 ทำผลงานโตไม่แพ้ไตรมาส3/2560 ที่มีกำไรสุทธิ 33.64 ล้านบาท อานิสงส์โครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ และโครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ อโศก หนุน “บุญ ชุน เกียรติ” ระบุต่อจากนิ้เดินหน้าลุยธุรกิจอย่างเต็มที่ เพื่อเป้าหมายเติบโตไม่ต่ำกว่า 60% ระบุคอนโดฯ ยังเป็นพระเอก หนุนผลประกอบการแข็งแกร่ง

นายบุญ ชุน เกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) (CHEWA) เปิดเผยถึงแนวโน้มผลการดำเนินไตรมาส 4/2560 ของบริษัทฯ และบริษัทย่อยเชื่อว่าจะเติบโตอย่างต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2560 ที่มีกำไรสุทธิ 33.64 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นจำนวน 29.90 ล้านบาท คิดเป็น 799.47 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันกับปีก่อนที่มีผลกำไรสุทธิจำนวน 3.74 ล้านบาท

ทั้งนี้เป็นการทยอยรับรู้รายได้จากโครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ ที่ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 56 % และโครงการ ชีวาทัย เรสซิเดนซ์ อโศกที่ปัจจุบันมียอดขายแล้วกว่า 70%,ขณะที่โครงการชีวารมย์ รังสิต-ดอนเมือง บ้านเดี่ยวและบ้านแฝด 2 ชั้น ปัจจุบันมียอดขายไปแล้วกว่า 57% ซึ่งบริษัทยังคงเดินหน้าอย่างมุ่งมั่น โดยบริษัทฯ ยังคงเดินหน้าพัฒนาโครงการใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะโครงการแนวราบ ด้วยความใส่ใจและมุ่งมั่นเพื่อเป้าหมายในการสร้างการเติบโตด้านรายได้ปีนี้ 2,000 ล้านบาท หรือเติบโตไม่ต่ำกว่า 60% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ปัจจุบันบริษัทฯ มียอดขายรอโอนอยู่ในมือสำหรับโครงการที่พร้อมโอนกรรมสิทธิ์และรับรู้รายได้ในปี 2560 (Backlog) คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,900 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ จะทยอยรับรู้รายได้ช่วงไตรมาส 4 ให้เป็นไปตามเป้าหมายของบริษัทฯ

"คอนโดฯ ยังคงเป็นตัวหลักที่ทำให้ CHEWA เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง ไม่ว่าจะเป็น โครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ อโศก,โครงการชีวาทัย เรสซิเดนซ์ บางโพ รวมถึงโครงการชีวารมย์ รังสิต-ดอนเมือง ซึ่งนับต่อจากนี้บริษัทฯ ยังคงมุ่งมั่นเดินหน้าผลักดันให้ผลการดำเนินงานทั้งปีเติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท นายบุญ ชุน เกียรติ กล่าว

“ VCOM” เคาะIPO ราคา 2.88 บาทต่อหุ้น

“ VCOM” เคาะIPO ราคา 2.88 บาทต่อหุ้น

นายณรงค์ อิงค์ธเนศ (กลางซ้าย) ประธานกรรมการ นางทรงศรี ศรีรุ่งเรืองจิต(กลางขวา) กรรมการผู้จัดการ นายโสภณ บุณยรัตพันธุ์ (ที่ 4 จากขวา) กรรมการบริหาร บมจ.วินท์คอม เทคโนโลยี หรือ VCOMนายชัยภัทร ศรีวิสารวาจา (ที่3 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด ร่วมลงนามในสัญญาแต่งตั้ง บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุน พร้อมแต่งตั้ง นายชนะชัย จุลจิราภรณ์ (ที่ 2จากซ้าย ) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ เออีซี จํากัด (มหาชน) และ นางสาวกัญญารัตน์ ประพิณวณิชย์ (ที่ 3 จากขวา) รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) เป็นผู้จัดจำหน่ายร่วม โดย VCOM เตรียมเสนอขายหุ้น IPO จำนวน 80 ล้านหุ้น ซึ่งกำหนดราคาขายที่ 2.88 บาทต่อหุ้น เตรียมเสนอขายระหว่างวันที่ 13-15 ธ.ค.นี้ และเข้าซื้อขายใน ตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ในวันที่ 21 ธ.ค.2560 นี้

ถือหุ้น ALT ไฟเขียวแจกวอร์แรนต์ฟรี ในสัดส่วน 4:1

ถือหุ้น ALT ไฟเขียวแจกวอร์แรนต์ฟรี ในสัดส่วน 4:1

คุณอนันต์ วรธิติพงศ์ (ที่ 2 จากซ้าย) ประธานกรรมการ และคุณปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ (กลาง) พร้อมด้วยคณะกรรมการและผู้บริหาร บมจ.เอแอลที เทเลคอม หรือ ALT ถ่ายภาพร่วมกันในงานการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2560 โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติการออกและจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัท (ALT-W1) ในจํานวนไม่เกิน 250 ล้านหน่วยให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตรา 4 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หน่วย ใบสําคัญแสดงสิทธิ และเพิ่มทุนจดทะเบียนจากจํานวน 500 ล้านบาท เป็น 625 ล้านบาท ระบุการแจกวอร์แรนต์ในครั้งนี้ถือเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่อยู่เคียงข้างกันมาโดยตลอด เพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายหุ้น รวมทั้งใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ในระยะยาว

BJCHI ตุนงานในมือ 445 ลบ. โดยอยู่ระหว่างรอลุ้นผลประมูลงานโครงการ High Potential Projects มูลค่า 1 หมื่นลบ.

BJCHI ตุนงานในมือ 445 ลบ. โดยอยู่ระหว่างรอลุ้นผลประมูลงานโครงการ High Potential Projects มูลค่า 1 หมื่นลบ.

บมจ. บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี เผยปัจจุบันตุนงานในมือแล้ว 445 ลบ. ทยอยรับรู้รายได้ไปจนถึงต้นปี 2561 พร้อมอยู่ระหว่างรอลุ้นผลประมูลงานโครงการ High Potential Projects อีกมูลค่าประมาณ 10,000 ลบ. หลังทิศทางและแนวโน้มอุตสาหกรรมเริ่มมีสัญญาณเชิงบวก คาดรู้ผลภายในปลายปีนี้ถึงต้นปี 2561

นางจันทร์จิรา สมัครไทย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท บีเจซี เฮฟวี่ อินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ BJCHI ซึ่งประกอบธุรกิจวิศวกรรมด้านการรับจ้างผลิต และการติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้ในกระบวนการผลิตในโรงงานอุตสาหกรรมตามแบบและขนาดที่ลูกค้ากำหนด กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีปริมาณงานในมืออยู่ประมาณ 445 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะสามารถทยอยส่งมอบและรับรู้เป็นรายได้ไปจนถึงต้นปี 2561

ทั้งนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างรอลุ้นผลประมูลงานโครงการ High Potential Projects มูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากช่วงที่ผ่านมา และคาดว่าจะสามารถทราบผลการประมูลบางโครงการได้ภายในปลายปีนี้ถึงต้นปี 2561 เป็นต้น

“เราเชื่อมั่นว่า ปริมาณงานโครงการ High Potential Projects ที่เพิ่มขึ้นถือเป็นแนวโน้มที่ดี หลังจากราคาน้ำมันเริ่มมีเสถียรภาพ ทำให้ผู้พัฒนาโครงการกลับมาลงทุนและพัฒนาโครงการเพิ่มขึ้น ซึ่งก็เป็นโอกาสที่ดีที่เราจะได้รับงานใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากได้รับงานดังกล่าว จะช่วยเสริมสร้างฐานรายได้ของบริษัทให้เติบโตจากปีนี้”

นอกจากนี้ การที่บริษัทเข้าประมูลงานในประเทศมากขึ้น เพราะเล็งเห็นว่าตลาดในประเทศมีโครงการที่มีศักยภาพหลายโครงการ ซึ่งด้วยประสบการณ์การทำงานโครงการขนาดใหญ่ที่ต่างประเทศ บริษัทคาดว่าจะช่วยสร้างโอกาสในการได้รับงานต่างๆ ในประเทศเพิ่มมากขึ้น นางจันทร์จิรา กล่าวในที่สุด

ผู้ถือหุ้น ALT ไฟเขียวแจกวอร์แรนต์ฟรี

"ผู้ถือหุ้น ALT ไฟเขียวแจกวอร์แรนต์ฟรี ในสัดส่วน 4:1 เดินหน้าลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมเพื่อให้เช่า อัพสัดส่วนรายได้ Recurring Income หนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งมั่นคง"

ผู้ถือหุ้น ALT โหวตหนุน! แจกวอร์แรนต์ในอัตราส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 วอร์แรนต์ ขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 12 ธ.ค. นี้ หัวเรือใหญ่ “ปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์”เผยเพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้น และเป็นการวางแผนทางการเงินเพื่ออนาคต พร้อมนำเงินที่ได้ไปขยายธุรกิจตามแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมผ่านโครงการเพื่อให้เช่า หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้ Recurring Income หนุนธุรกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน
นางปรีญาภรณ์ ตั้งเผ่าศักดิ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) หรือ ALT ผู้ประกอบธุรกิจโทรคมนาคมแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมา มีมติอนุมัติการออกและจัดสรรใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จํากัด (มหาชน) (ALT-W1) ในจํานวนไม่เกิน 250,000,000 หน่วยให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ในอัตราการจัดสรรที่ 4 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หน่วย ใบสําคัญแสดงสิทธิ ALT-W1
ทั้งนี้ ALT-W1 จะมีอายุ 3 ปี นับแต่วันที่ออกใบสําคัญแสดงสิทธิ โดยอัตราการใช้สิทธิ (ใบสำคัญแสดงสิทธิ : หุ้น) 1:1 และราคาการใช้สิทธิซื้อหุ้นอยู่ที่ 3.00 บาท ต่อหุ้น ทั้งนี้ ได้กำหนดวันที่ไม่ได้รับการจัดสรร ALT-W1 (XW) เป็นวันที่ 12 ธ.ค. 2560 และ วันที่ 14 ธันวาคม 2560 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิได้รับจัดสรร ALT-W1 (Record Date)
“นักลงทุนที่สนใจอยากได้รับการจัดสรร ALT-W1 จะต้องมีหุ้นของ ALT ไว้ครอบครองภายในวันที่ 11 ธันวาคม 2560 นี้” นางปรีญาภรณ์ กล่าว
อีกทั้งผู้ถือหุ้นยังมีมติอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จากจํานวน 500,000,000 บาท เป็นจํานวน 625,000,000 บาท โดยการออกหุ้นจํานวน 250,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท เพื่อรองรับการแปลงสภาพใบสําคัญแสดงสิทธิในอนาคต
“การออกวอร์แรนต์ให้กับผู้ถือหุ้นเดิมในอัตราส่วน 4:1 นั้นเพื่อเป็นการตอบแทนผู้ถือหุ้นที่มีความเชื่อมั่นในบริษัทฯและอยู่กับเรามานาน ประกอบกับการเพิ่มทุนครั้งนี้จะช่วยให้ ALT มีเงินทุนสำหรับลงทุนในโครงการต่างๆ ในอนาคต อีกทั้งยังช่วยเสริมสภาพคล่อง และเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินกิจการ สร้างโอกาสการเติบโตที่ยั่งยืนและสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นได้ในระยะยาว”
กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เอแอลที เทเลคอม จำกัด (มหาชน) กล่าวอีกว่า คาดว่าทิศทางอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศจะเติบโตไปในแนวทางของ Smart City ตามนโยบาย Smart City และThailand 4.0 ของประเทศไทย บริษัทฯจึงวางแผนกลยุทธ์โดยเน้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านโทรคมนาคมที่มีลักษณะเป็นสัญญาให้บริการระยะยาว เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ไม่ว่าจะเป็น การขยายขอบเขตการลงทุนที่เราได้ริเริ่มดำเนินการโครงการไปแล้ว และมีการตอบรับที่ดีไปบนพื้นที่ใหม่ ๆ เพิ่มเติม เช่น โครงการย้ายสายสื่อสารลงใต้ดินบนถนนสายหลักของกรุงเทพมหานครและหัวเมืองสำคัญในต่างจังหวัด โครงการพัฒนาโครงข่ายสายสื่อสารในนิคมอุตสาหกรรมตามแนวคิด Smart City รวมถึงการลงทุนในลักษณะที่เป็นการต่อยอดธุรกิจ คือสร้างบริการใหม่ ๆบนโครงข่ายที่มีอยู่เดิมของบริษัทฯ ภายใต้กรอบนโยบายที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิตอลของรัฐบาล เป็นต้น ทำให้เชื่อมั่นว่าเราจะสามารถสร้างการเติบโตของธุรกิจและผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้นในระยะยาวได้