CWT ฟันกำไรไตรมาส2/62 พุ่งกระฉูด 549.85% พร้อมโชว์งบครึ่งปีแรกกำไรแตะ 81.85 ล้านบาท เติบโต 281.58%

CWT ฟันกำไรไตรมาส2/62 พุ่งกระฉูด 549.85% พร้อมโชว์งบครึ่งปีแรกกำไรแตะ 81.85 ล้านบาท เติบโต 281.58%

สำนักข่าว Stock Focus – “ชัยวัฒนา อวดไตรมาส2/62 กำไร 47.19 ล้านบาท เติบโต 549.85% พร้อมเปิดงบครึ่งปีแรกกำไร 81.85 ล้านบาท เติบโต 281.58% พร้อมส่งซิกผลงานในช่วงครึ่งปีหลังยังเติบโตอย่างแข็งแกร่ง

นายวีระพล ไชยธีรัตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชัยวัฒนา แทนเนอรี่ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ CWT เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาส2/62 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 47.19 ล้านบาท เติบโต 549.85% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมี การขาดทุนอยู่ที่ 10.49 ล้านบาท ส่งผลให้ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 81.85 ล้านบาท เติบโต 281.58% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21.45 ล้านบาท

อีกทั้งบริษัทในไตรมาส2/62 ทางบริษัทยังมีรายได้จากการขายและบริการรวมอยู่ที่486.93 ล้านบาท เติบโต 11.70% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากการขายและบริการรวมอยู่ที่ 435.90 ล้านบาท

ทั้งนี้บริษัทมีปัจจัยการเติบโตมาจากธุรกิจหนังผืน ที่มีกำไรสุทธิจากอยู่ที่ 46.15 ล้านบาท เติบโต 256.64% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีกำไรสุทธิจากงธุรกิจหนังผืนอยู่ที่ 12.94 ล้านบาท เนื่องจากการควบคุมต้นทุนการผลิตที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น

ขณะเดียวกันบริษัทยังมีรายได้จากกลุ่มธุรกิจพลังงานซึ่งเกิดจากขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 85.19 ล้านบาท เติบโต 60.19% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีรายได้จากกลุ่มธุรกิจพลังงานซึ่งเกิดจากขายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์อยู่ที่ 53.18 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มกำลังการผลิต นอกจากนี้บริษัทยังมีรายได้จากธุรกิจออกแบบและจัดจำหน่ายเรือและรถโดยสารขนาดเล็กที่ผลิตด้วยอลูมิเนียมอยู่ที่ 19.15 ล้านบาท

“ผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกมีการเติบโตอย่างน่าประทับใจ ทำให้คาดว่าในช่วงครึ่งหลังผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะว่าเรามีออเดอร์ในส่วนของการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับค่ายรถยนต์ต่างๆ ที่รอส่งมอบเป็นจำนวนมาก และบริษัท สกุลฎ์ซี อินโนเวชั่น จำกัด (SakunC) ที่เป็นบริษัทย่อยก็มีงานเข้ามาอย่างต่อเนื่อง”นายวีระพล กล่าว

GCAP ให้ข้อมูลธุรกิจในงาน Opportunity Day Q2/62

GCAP ให้ข้อมูลธุรกิจในงาน Opportunity Day Q2/62

สำนักข่าว Stock Focus – นายสเปญ จริงเข้าใจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท จี แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ GCAP ร่วมให้ข้อมูลแก่นักลงทุนในงาน Opportunity Day ประจำไตรมาส 2/2562 โดย GCAP เปิดเผยถึงแนวโน้มครึ่งปีหลังนี้เติบโตโดดเด่น เนื่องจากบริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ สบายใจแฟ็คเตอริง และ สบายใจขายฝาก หนุนสินเชื่อใหม่ทั้งปี 2562 ทำได้ตามเป้าหมาย 1,500 ลบ. จากกลยุทธ์กระจายพอร์ตสินเชื่อได้หลากหลาย ควบคู่กับกลยุทธ์การติดตามหนี้ ด้านบอร์ดใจดีไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาลหุ้นละ 0.07 บ. กำหนดจ่ายวันที่ 6 กันยายน 2562 นี้ โดยงานดังกล่าวจัดขึ้น ณ ห้องประชุม 603 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เมื่อเร็วๆ นี้

TNP โชว์ครึ่งปีแรกกำไรโตกว่า 24% ปันผลระหว่างกาล 0.020 บ./หุ้น ชี้ค้าปลีก H2 โตต่อรับไฮซีซั่นธุรกิจ – สาขาใหม่ที่เปิดหนุน

TNP โชว์ครึ่งปีแรกกำไรโตกว่า 24% ปันผลระหว่างกาล 0.020 บ./หุ้น ชี้ค้าปลีก H2 โตต่อรับไฮซีซั่นธุรกิจ - สาขาใหม่ที่เปิดหนุน

สำนักข่าว Stock Focus – บมจ.ธนพิริยะ หรือ TNP ต้นแบบค้าปลีกท้องถิ่นของคนไทย อวดผลงานงวด Q2/62 มีรายได้จากการขายและบริการ 503.77 ลบ. กำไรสุทธิอยู่ที่ 20.91 ลบ. โตกว่า 50.44% เทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน ดันผลงานงวด 6 เดือนแรกปีนี้มีรายได้จากการขายและบริการ 965.37ลบ. กำไรสุทธิโตกว่า 24% หรืออยู่ที่ 36.83 ลบ. เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ไว้วางใจ บอร์ดไฟเขียวจ่ายปันผลระหว่างกาล 0.020 บ./หุ้น รับเงินเข้ากระเป๋าวันที่ 12 ก.ย.นี้ “ธวัชชัย และ อมร พุฒิพิริยะ” สองแม่ทัพใหญ่ ประเมินภาพรวมธุรกิจครึ่งปีหลัง เติบโตกว่าครึ่งปีแรก รับช่วงไฮซีซั่นธุรกิจ และรายได้จากสาขาใหม่ที่เข้ามาเพิ่ม

นายธวัชชัย พุฒิพิริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนพิริยะ จำกัด (มหาชน) หรือ TNP ผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งสินค้าอุปโภคบริโภคในจังหวัดเชียงราย เปิดเผยถึง ผลประกอบการบริษัทฯ งวดไตรมาส 2/2562 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 20.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 50.44 และมีอัตรากำไรสุทธิเท่ากับร้อยละ 4.12 เนื่องจากยอดขายรวมเติบโตขึ้น โดยมีรายได้จากการขายและ การให้บริการอยู่ที่ 503.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 73.81 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 17.17 ขณะที่กำไรขั้นต้นอยู่ที่ 72.16 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันปีก่อน 13.55 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 23.12 มีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 14.32 และมีค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารและภาษี เงินได้เพิ่มขึ้น 6.29 ล้านบาท

สำหรับผลประกอบการบริษัทฯ งวด 6 เดือนแรก สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 36.83 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 7.23 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 24.42 โดยมีอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 3.79 มีรายได้จากการขายและบริการเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 965.37 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 113.01 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 13.26 โดยยอดขายที่เพิ่มขึ้นเป็นผลมาจากยอดขายสาขาเดิมเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.5 จากกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐไปยังผู้มีรายได้น้อย รวมถึง การเพิ่มขึ้นของยอดขายรวมจากการขยายสาขาของบริษัทฯ

ขณะที่บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 135.77 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงวดเดียวกันของปีก่อน 18.80 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 16.07 โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นเท่ากับร้อยละ 14.06 การเพิ่มขึ้นของอัตรากำไรขั้นต้นเกิดจากการเพิ่มขึ้นของยอดขายผ่านสาขาของบริษัทฯ ซึ่งมีอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงกว่ารายได้จากการขายส่งของสำนักงานใหญ่

ทั้งนี้ เพื่อตอบแทนผู้ถือหุ้นที่ไว้วางใจบริษัทฯ ด้วยดีเสมอมา คณะกรรมการมีมติให้จ่ายปันผลระหว่างกาลเป็นเงินสด จากผลการดำเนินงานงวดวันที่ 1 มกราคม 2562 ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2562 จำนวน 0.020 บาท/หุ้น รวมเงินจ่ายปันผลทั้งสิ้น 16 ล้านบาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (XD) 28 สิงหาคม 2562 และวันที่จ่ายปันผลวันที่ 12 กันยายน 2562

ด้านเภสัชกรหญิงอมร พุฒิพิริยะ รองกรรมการผู้จัดการ เปิดเผยถึง ผลการดำเนินงานใน ไตรมาส 2/2562 และงวดครึ่งปีแรกของปีนี้ ออกมาเป็นที่น่าพอใจ TNP มีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความสำเร็จของร้านค้าปลีกท้องถิ่นคนไทยมีการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง แม้ภาพรวมธุรกิจค้าปลีก จะมีการแข่งขันที่ดุเดือด แต่ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาด และการขยายสาขาในทำเลยุทธศาสตร์ ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญ สนับสนุนให้ร้านธนพิริยะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภค และมองว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะมีแนวโน้มการเติบโตที่ดีกว่างวดครึ่งปีแรกที่ผ่านมา โดยเฉพาะไตรมาส 4 ที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ จะมีการจับจ่ายใช้สอยจากผู้บริโภคเพิ่มขึ้น และเป็นฤดูกาลการท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ประกอบกับการรับรู้รายได้จากสาขาใหม่ที่ส่วนใหญ่ทยอยเปิดในช่วงครึ่งปีหลัง

ทั้งนี้ ในปี 2562 บริษัทฯ ตั้งเป้าเปิดสาขาเพิ่มอีก 5 สาขา และเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาได้เปิดสาขาแรกของปีที่สาขาอำเภอปง จังหวัดพะเยา ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค ด้วยทำเลที่ตั้งสาขา อยู่ใกล้บ้าน สินค้าราคาคุ้มค่า เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้อย่างทั่วถึง สนับสนุนให้สิ้นปีบริษัทฯ มีสาขารวมทั้งสิ้น 29 สาขา จากสิ้นปี 2561 มี 24 สาขา แบ่งเป็นสาขาที่จังหวัดเชียงราย 22 สาขา และจังหวัดพะเยา 2 สาขา

“การเปิดสาขาใหม่ในปีนี้ ไม่จำกัดเพียงในจังหวัดเชียงราย และจังหวัดพะเยา โดยบริษัทฯ มีแผนการเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นครั้งแรก เพื่อขยายความแข็งแกร่งของร้านค้าปลีกท้องถิ่นไทยให้เป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น มั่นใจรายได้ทั้งปีเติบโตตามเป้าที่วางไว้ไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อนอยู่ที่ 1,780 ล้านบาท มองว่าในปีนี้จะเป็นอีกปีที่ดีของธุรกิจ จากภาพรวมเศรษฐกิจในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น สัญญาณบวกจากการเลือกตั้ง การลงทุนจากภาครัฐบาล และภาคเอกชน การออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในหลายด้าน รวมถึง การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงราย ซึ่งเป็นเมืองรอง มีจำนวนนักท่องเที่ยว ให้ความสนใจเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อบริษัทฯ ให้มีโอกาสขยายช่องทางการเติบโตได้อีก” เภสัชกรหญิงอมร กล่าว

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณา พร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN” ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน-ให้บริการครบวงจร

TSR นำทีม “นีโน่-เมทะนี” พรีเซ็นเตอร์โฆษณา พร้อมควบตำแหน่งหัวหน้าทีม “SAFE MAN” ปั้นแบรนด์ “SAFE”เสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดถึงบ้าน-ให้บริการครบวงจร

สำนักข่าว Stock Focus – TSR ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ “SAFE” ที่ได้ “นีโน่-เมทะนี” พรีเซนเตอร์โฆษณา มานำทีม “SAFE MAN” ไปเสิร์ฟน้ำดื่มสะอาดและบริการแบบครบวงจรถึงบ้านลูกค้า เดินหน้าลุยตลาด อีคอมเมิร์ช ตอกย้ำทีมงานคุณภาพ มั่นใจได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคคึกคัก เดินหน้าปั๊มรายได้ปีนี้โต 20 %

นายเอกรัตน์ แจ้งอยู่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เธียรสุรัตน์ จำกัด (มหาชน) (TSR) ผู้นำด้านการผลิตและจำหน่ายเครื่องกรองน้ำดื่มภายในครัวเรือน ภายใต้แบรนด์ “SAFE” (เซฟ) เปิดเผยว่า สำหรับครึ่งปีหลังนี้ ทางบริษัทยังคงแผนและกลยุทธ์การตลาด โดยเน้นการขายแบบดิจิตอลมาร์เก็ตติ้ง ช่องทางโซเชียล ที่ช่วยกระตุ้นความสนใจของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการขายผ่านช่องทางโฮมช้อปปิ้ง พร้อมอัดงบดูแลงานด้านการดูแลลูกค้าผ่าน SAFE MAN

“ที่ผ่านมา บริษัทเพิ่มช่องทางขายเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านผ่านพนักงานขายทางโทรศัพท์ ซึ่งทำให้บริษัทเริ่มเข้าใจการซื้อ-ขายสินค้าในปัจจุบันและสร้างกลยุทธ์ที่เรียกว่า O-2-O (Online to Offline) สำหรับการขายเครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องกรองน้ำผ่านการตลาดแบบดิจิทัล ไม่ว่าจะผ่านทาง Line, Facebook, Shopee, Lazada และอื่น ๆ โดยอาศัยจุดแข็งของโปรแกรม "ผ่อนสบาย" ประสานกับทีมเดินตลาดขายตรงของบริษัทที่กระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพ ปริมณฑล และต่างจังหวัด ส่วน TV Shopping และธุรกิจ e-commerce บริษัทมีรายการแนะนำสินค้า ซึ่งมี “นีโน่ –เมทะนี” เป็นพรีเซ็นเตอร์โฆษณา เจาะกลุ่มเป้าหมายที่เป็นแม่บ้าน โดยเวลาออกอากาศจะมีทั้งช่วงสาย กลางวัน รวมทั้งช่วงไพรม์ไทม์อีกด้วย

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวต่อว่า “ภายหลังจากที่ TSR ได้เปิดตัวบริการใหม่เพิ่มเติม ซึ่งก็คือการจัดตั้งทีมบริการภายใต้ชื่อ “SAFE MAN” เพื่อปรับภาพลักษณ์ทีมขาย และบริการ มุ่งเน้นพัฒนาการขายตรงอย่างมีคุณภาพ เสริมสร้างภาพลักษณ์ของพนักงานให้มีความเหมาะสม และทันสมัย โดยยังคงใช้พรีเซ็นเตอร์นำทีมเป็น “นีโน่-เมทะนี” เพื่อให้บริการในด้านต่างๆ อาทิ การบริการส่ง ติดตั้งฟรี บริการซ่อม เปลี่ยนสารกรอง บริการรับชำระค่าสินค้า และค่างวดในกรณีผ่อนชำระแบบไม่ใช้บัตรเครดิต รวมถึงการให้บริการปรึกษาปัญหาน้ำ หรือสาธิตสินค้าให้ที่บ้านลูกค้า”

ทั้งนี้ ทีมงาน SAFE MAN จะทำหน้าที่ ให้บริการปรึกษาการเลือกเครื่องกรองน้ำ ดูแลตั้งแต่ก่อนซื้อจนถึงบริการหลังการขายทั่วไป สามารถเรียกใช้บริการผ่าน 1210 หรือทางออนไลน์ผ่านช่องทาง Facebook: Safe Water Filter และไลน์: @safe1210 ลูกค้าจะได้รับความสะดวก ง่าย รอรับบริการได้เองที่บ้านทุกบริการ

“มั่นใจว่าการปรับภาพลักษณ์เครื่องกรองน้ำเซฟ ผ่านทีมงาน SAFE MAN ที่พร้อมเสิร์ฟน้ำสะอาดถึงบ้านลูกค้า จะได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากผู้บริโภค และกระตุ้นยอดขายในช่วงครึ่งปีหลังเติบโตได้อย่างแน่นอน” นายเอกรัตน์ กล่าวในที่สุด

FLOYD ขานรับนโยบายกระตุ้นศก. ภาครัฐ – ครึ่งปีหลังลุยประมูลงานเพิ่ม โชว์งบ Q2/62 กำไรโตกว่า 46% กวาดรายได้ 128 ลบ. เพิ่มขึ้น 52.96%

FLOYD ขานรับนโยบายกระตุ้นศก. ภาครัฐ - ครึ่งปีหลังลุยประมูลงานเพิ่ม โชว์งบ Q2/62 กำไรโตกว่า 46% กวาดรายได้ 128 ลบ. เพิ่มขึ้น 52.96%

สำนักข่าว Stock Focus – FLOYD อวดผลงานงวดไตรมาส 2/2562 มีกำไรสุทธิ 15 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 46.10% มีรายได้จากการให้บริการ 128.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52.96% จากการทยอยรับรู้รายได้งานคอนโดฯ และงานห้างสรรพสินค้า “ทศพร จิตตวีระ” เอ็มดี ประเมินแนวโน้มผลงานครึ่งปีหลังจะเติบโตดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก รับนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ คาดทำให้มีการเร่งลงทุนในงานโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายสีต่าง ๆ เสริมความเชื่อมั่นภาคเอกชนให้มีการลงทุนอย่างต่อเนื่อง และส่งผลบวกต่อ FLOYD พร้อมลุยประมูลงานใหม่ตุนงานในมือเพิ่ม

นายทศพร จิตตวีระ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฟลอยด์ จำกัด (มหาชน) หรือ FLOYD ผู้ให้บริการรับเหมาติดตั้งงานระบบไฟฟ้า งานวิศวกรรมระบบสาธารณูปโภค และเครื่องกลแบบครบวงจร เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทฯ ในงวดไตรมาส 2/2562 (1 เมษายน- 30 มิถุนายน 2562) บริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการ 128.30 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 44.42 ล้านบาท หรือ 52.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้ 83.88 ล้านบาท โดยรายได้จากการให้บริการของบริษัทฯ มาจากการรับรู้รายได้งานอาคารสูง และงานแนวราบ ซึ่งเป็นงานห้างสรรพสินค้า และงานปรับปรุง งานเพิ่มอื่น ๆ ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถทยอยรับรู้รายได้จากการให้บริการได้อย่างต่อเนื่อง โดยมีกำไรสุทธิ 15.53 ล้านบาท เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 10.63 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.90 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 46.10%

“ผลงานที่ออกมาถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ถึงแม้ว่าภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในช่วงครึ่งปีแรกชะลอตัว อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ มุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนบริการและค่าใช้จ่ายในการบริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้บริษัทฯ คงมีกำไรจากการดำเนินงาน และพร้อมขยายการเติบโต ลุยรับงานเพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง รับภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศฟื้นตัวขึ้น” นายทศพร กล่าว

นายทศพร กล่าวต่อถึง แนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลัง คาดว่าจะเติบโตกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังรัฐบาลแถลงนโยบายและคาดว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมา รวมถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในด้านการคมนาคม จะกระตุ้นภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ ภาคเอกชนได้รับความเชื่อมั่น ทยอยเปิดตัวงานโครงการใหม่เพิ่มขึ้น และส่งผลดีต่อ FLOYD ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้รับเหมาติดตั้งงานวางระบบครบวงจร ที่ได้รับการยอมรับทั้งในเรื่องคุณภาพงานและการบริการที่รวดเร็วด้วยทีมงานวิศวกรที่มีประสบการณ์และเชี่ยวชาญในธุรกิจ

ส่วนแผนการเข้าประมูลงานใหม่ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเน้นการรักษากลุ่มลูกค้าเก่าควบคู่กับการขยายกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยมาตรฐานการให้บริการงานที่มีคุณภาพตามหลักวิศวกรรม และราคาที่เหมาะสม โดยปัจจุบันงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) อยู่ที่ประมาณ 180.54 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้

พร้อมทั้ง เจาะตลาดใหม่ในกลุ่มธุรกิจ Data Center ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และโครงการผลักดันอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงของภาครัฐบาลที่ทำให้ธุรกิจกลุ่มนี้เติบโตแบบก้าวกระโดด FLOYD จึงเห็นโอกาสในการใช้ความเชี่ยวชาญในการรับเหมางานติดตั้งงานระบบเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า นอกจากนั้นบริษัทยังคงมีแผนเดินหน้าเปิดตลาดในกลุ่มอื่นๆ อาทิ โรงพยาบาล โรงงาน เป็นต้น รวมถึงพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ เพื่อพร้อมรับการเติบโตในอนาคต

CMC โชว์รายได้ครึ่งปี 700 ล้านบาท คงกำไรขั้นต้นสูง ครึ่งหลังมุ่งเน้นโอนคอนโดทุกแห่ง พร้อมเปิดตัว 4 โครงการรวด

CMC โชว์รายได้ครึ่งปี 700 ล้านบาท คงกำไรขั้นต้นสูง ครึ่งหลังมุ่งเน้นโอนคอนโดทุกแห่ง พร้อมเปิดตัว 4 โครงการรวด

สำนักข่าว Stock Focus – บมจ. เจ้าพระยามหานคร (CMC) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำ โชว์งบไตรมาส 2 มีรายได้ร่วม 700 ล้านบาท ครึ่งหลังเน้นเร่งโอนคอนโด ระบายสต็อค พร้อมลุยเปิดตัว 4 โครงการใหม่ ดันยอดขายโต คาดปัจจัยบวก ดอกเบี้ยลด รัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจฟื้นตัวดีขึ้น

นายแพทย์วิเชียร แพทยานันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) หรือ CMC กล่าวว่า “บริษัทฯ รายงานผลประกอบการในครึ่งปีแรก ปี 2562 มีรายได้รวม 699.15 ล้านบาท และมีกำไรขั้นต้นจากการขายอสังหาริมทรัพย์ 303 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้น 39.22 % ซึ่งยังจัดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นที่สูง ของกลุ่มผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และมีกำไรสุทธิ 36.43 ล้านบาท เทียบกับรายได้รวม 975.70 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 123.09 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยผลประกอบการลดลงตามสภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยรวม ที่ได้รับผลกระทบค่อนข้างมากจากมาตรการ LTV ของภาครัฐและตามสภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำลง อย่างไรก็ดี CMC มีความเข้มแข็งทางการเงินที่ปรับตัวดีอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดมีอัตราหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน (IBD/E) เพียง 0.81 เท่า และมีค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงกว่า 48.69 % มีศักยภาพ ในการขยายธุรกิจที่ได้อีกมากตามแผนธุรกิจที่วางไว้ ”

“ อย่างไรก็ดี CMC ได้ตั้งเป้าหมาย สร้างการเติบโตต่อเนื่องด้วยการ เร่งโอนกรรมสิทธิ์โครงการที่แล้วเสร็จพร้อมอยู่ และโครงการใหม่ที่พร้อมจะโอนกรรมสิทธิ์ได้ภายในปีนี้และจากรายได้จากงานรับเหมาก่อสร้าง และอื่นๆ ภายใต้บริษัทย่อย นอกจากนี้ บริษัทฯ กำลังเจรจากับพันธมิตรระดับนานาชาติหลายราย เพื่อร่วมลงทุนในโครงการใหม่ ขณะเดียวกันบริษัทฯได้เดินสายโรดโชว์ต่างประเทศ เพื่อโปรโมทโครงการปัจจุบันในหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่นและประเทศจีน ซึ่งนักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจในโครงการคอนโดมิเนียมของ บริษัทฯเป็นอย่างสูง เนื่องจากมีความคุ้มค่าสูงและอยู่ในทำเลที่ดี

นายแพทย์วิเชียร กล่าวเสริมว่า ปีนี้ CMC ได้เปิดตัว 4 โครงการใหม่ ได้แก่ 1. เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ (The Cuvee) ซึ่งปัจจุบันมียอดจอง ถึง 40% โครงการ เดอะ คิวเว่ ติวานนท์ เป็น ลักชัวรี่ คอนโดมีเนียม แห่งแรกในย่าน ติวานนท์ จำนวน 421 ยูนิต 33 ชั้น เป็นคอนโดมิเนียม สไตล์โรงแรม กับการ ใช้ชีวิตที่เหนือระดับและตั้งอยู่ ติดกับสถานี MRT ติวานนท์ ให้ความสะดวกสูงสุดในการเดินทาง คอนโดมิเนียมด้านการออกแบบตกแต่งภายใน กรุงเทพฯ (Highly Commended: Best Condo Interior Design Bangkok ) 2.เดอะ เคลฟ ริเวอร์ไลน์ เจ้าพระยา วงศ์สว่าง (The

Clev Riverline) ซึ่งได้รับรางวัลการออกแบบอาคารเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ระดับดี จะเปิดตัวอย่างเป็นทางการไตรมาส 4 นี้ 3. ไซน์บิค พระราม 9- รามคำแหง 24 (CYBIQ Rama IX) โครงการ low rise 126 ยูนิต มูลค่าโครงการ 270 ล้านบาท จุดเด่น คือ ทำเลใกล้มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) และมหาวิทยาลัยรามคำแหง 4. ไซน์บิค รัชดาภิเษก 36 (CYBIQ Ratchadapisek) โครงการ low rise 329 ยูนิต ตั้งอยู่ใกล้กับสถาบันราชภัฏจันทรเกษม ซึ่งทั้ง 2 โครงการนี้มีคอนเซ็ปต์เพื่อจับกลุ่มผู้อยู่อาศัยที่เป็นนักศึกษา และกลุ่มนักลงทุนเพื่อปล่อยเช่าให้แก่นักศึกษา

โดยบริษัทฯเชื่อมั่นว่า ในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจของไทยจะปรับตัวดีขึ้นโดยมีการลงทุนพื้นฐานในระบบสาธารณูปโภคต่างๆจากภาครัฐมีการเชื่อมโยงภูมิภาคต่างๆเข้าด้วยกันรวมถึงกรุงเทพด้วย ทำให้เกิดดีมานด์ใหม่ๆขึ้น และมีโอกาสทางการตลาดมากขึ้น

CMC ประสบความสำเร็จในการพัฒนาโครงการที่พักอาศัยโดยเฉพาะที่อยู่อาศัยแนวสูงมากว่า 24 ปี มีการดำเนินการที่ครบวงจรครอบคลุมถึงตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ คืองานบริหารการก่อสร้าง การผลิตวัสดุและอุปกรณ์ก่อสร้างต่างๆ อาทิ แผ่นอาคารสำเร็จรูปภายนอก เฟรมกระจกและประตูอลูมิเนียมและผนังอาคารภายใน การผลิตเฟอร์นิเจอร์บิลด์อิน และการจัดหาอุปกรณ์เพื่อใช้และสร้างมูลค่าเพิ่มในโครงการ การทำการตลาดและงานขาย การบริหารหลังการขาย และการบริหารอาคาร ทำให้สามารถรักษาอัตรากำไรขั้นต้นในระดับ 40% ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา

“CAZ” อวดงบไตรมาส 2/62 กำไร 21.54 ล้านบาท โต 98.75%

“CAZ” อวดงบไตรมาส 2/62 กำไร 21.54 ล้านบาท โต 98.75%

สำนักข่าว Stock Focus – ฟาก “ทาคูนิ กรุ๊ป” ไตรมาส2/62 ฟันกำไร 13.77 ล้านบาท พุ่งกระฉูด 201.97%

“ซี เอ แซด (ประเทศไทย)” โชว์ไตรมาส2/62 กำไร 21.54 ล้านบาท เติบโต 98.75% พร้อมเปิดงบครึ่งปีแรกกำไร 40.88 ล้านบาท เติบโต 44.98% ด้าน “ทาคูนิ กรุ๊ป” เผยกำไรไตรมาส2/62แตะ 13.77 ล้านบาท เติบโต 201.97%

นายซุง ซิก ฮอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซี เอ แซด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ CAZ เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส2/62 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 21.54 ล้านบาท เติบโต98.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 10.84 ล้านบาท และในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2562 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 40.88 ล้านบาท เติบโต 44.98% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 28.20 ล้านบาท เนื่องจากการเติบโตของรายได้ ประกอบกับการควบคุมค่าใช้จ่ายในการบริหารที่มีประสิทธิภาพ

พร้อมกันนี้บริษัทมีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างอยู่ที่ 540.31 ล้านบาท เติบโต 58.60% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างอยู่ที่ 340.68 ล้านบาท ทำให้ในช่วงครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างอยู่ที่ 954.66 ล้านบาท เติบโต 33.48% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้างอยู่ที่ 715.22 ล้านบาท

โดยมีปัจจัยการเติบโตมาจากกการรับรู้รายได้ตามขั้นตอนความสำเร็จของงานโครงการที่อยู่ในมือ (Backlog) ซึ่งต่อเนื่องมาจากการว่าจ้างตั้งแต่ปี 2560 จนถึง 30 มิ.ย. 2562 โดย ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2562 กลุ่มบริษัทมีงานรับเหมาก่อสร้างที่อยู่ระหว่างก่อสร้างและยังไม่รับรู้รายได้จำนวน 1,602.70 ล้านบาท และ เมื่อวันที่ 18 ก.ค. 2562 ทางบริษัทได้แจ้งข่าวการรับงานก่อสร้างเพิ่มเติมอีกจำนวน 643.68 ล้านบาท

ขณะเดียวกันในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา เนื่องจากโครงการก่อสร้างในกลุ่มปิโตรเคมีและพลังงาน ซึ่งมีลักษณะเป็นโครงการที่มีขนาดใหญ่มูลค่าสูงเกิน 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่ปี 2561 เป็นต้นมา ทางบริษัทจึงต้องรับงานโครงการก่อสร้างต่อจากผู้รับเหมาหลักอีกต่อหนึ่ง ส่งผลให้งานบริการก่อสร้างของบริษัทมีการกระจายสัดส่วนรายได้ออกไปในแต่ละกลุ่มบริการมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าโดยไม่ได้เน้นเฉพาะกลุ่มบริการใดบริการหนึ่ง

ขณะที่นางสาวนิตา ตรีวีรานุวัฒน์ รองกรรมการ บริษัท ทาคูนิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TAKUNI เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในช่วงไตรมาส2/62 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 13.77 ล้านบาท เติบโต 201.97% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 4.56 ล้านบาท

ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส2/62 บริษัทรายได้จากการขายและให้บริการรวมอยู่ที่ 767.83 ล้านบาท เติบโต 39.25% ช่วงเดียวกันของปีก่อน มีรายได้จากการขายและให้บริการรวมอยู่ที่ 551.41 ล้านบาท เนื่องจากรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 556.10 ล้านบาท เติบโต 61.87% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้จากธุรกิจรับเหมาก่อสร้างอยู่ที่ 343.54 ล้านบาท ประกอบกับรายได้จากธุรกิจทดสอบความปลอดภัย เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะลูกค้าในภาคตะวันออก โดยคิดเป็นสัดส่วน 59.64% ของรายได้จากการให้บริการทดสอบความปลอดภัย เติบโต จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วนรายได้จากการ ให้บริการทดสอบความปลอดภัยอยู่ที่ 55.62% ของรายได้จากการให้บริการทดสอบความปลอดภัย

FTE ปรับปรุงระบบบริหารจัดการครั้งใหญ่ จับมือ เนทติเซนท์ ที่ปรึกษาการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ (ERP) จาก SAPเวอร์ชั่น Netizen ByDesign Arabica เข้ามาบริหารโครงการ สินค้าคงคลัง ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและโอกาสในการทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการเติบโตอย่างแข็งแรงในอนาคต

FTE ปรับปรุงระบบบริหารจัดการครั้งใหญ่ จับมือ เนทติเซนท์ ที่ปรึกษาการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ (ERP) จาก SAPเวอร์ชั่น Netizen ByDesign Arabica เข้ามาบริหารโครงการ สินค้าคงคลัง ลดต้นทุนการดำเนินงาน เพิ่มประสิทธิภาพและโอกาสในการทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการเติบโตอย่างแข็งแรงในอนาคต

สำนักข่าว Stock Focus – นายทักษิณ ตันติไพจิตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไฟร์เทรดเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (FTE) ผู้นำธุรกิจนำเข้าและจำหน่าย บริการออกแบบ รับเหมาติดตั้ง ซ่อมแซม ตรวจสอบอุปกรณ์-ระบบดับเพลิงครบวงจร เปิดเผยว่า บริษัทได้ทำพิธีลงนามร่วมกับ บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด ในการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ ERP (Enterprise Resource Planning) จาก SAP ในเวอร์ชั่น “Netizen ByDesign Arabica” เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ เพิ่มโอกาสในการทำธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งเสริมการเติบโตในอนาคต

FTE มีผลการดำเนินงานที่เติบโตขึ้นทุกปี จากการออกแบบ - ติดตั้งระบบดับเพลิงทั้งโครงการขนาดใหญ่จนถึงโรงงานขนาดเล็ก รวมถึงการนำเข้า - จัดจำหน่ายอุปกรณ์ดับเพลิงต่างๆ ซึ่ง Netizen ByDesign Arabica จะเข้ามาเป็นส่วนสำคัญในการบริหารจัดการองค์กร เชื่อมโยงทุกหน่วยงานให้ทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุม และมีความแม่นยำมากขึ้น ตั้งแต่การบริหารโครงการ การจัดการต้นทุนของโครงการ การจัดการสินค้าคงคลัง อีกทั้งสามารถช่วยลดต้นทุนการบริหารจัดการโดยรวมขององค์กรในระยะยาว ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีความสามารถในการเพิ่มอัตราการทำกำไรได้ดีขึ้น

“การบริหารจัดการเดิมของบริษัทใช้เพียงแค่โปรแกรมการจัดการทางบัญชี ซึ่งไม่สามารถรองรับการเติบโตขององค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพได้ ซึ่ง Netizen ByDesign Arabica เป็นซอฟต์แวร์ที่องค์กรชั้นนำระดับโลกเลือกใช้ในการบริหารจัดการองค์กร เข้ามาช่วยในการควบคุมคุณภาพ และมาตรฐานการให้บริการที่รวดเร็ว สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า อีกทั้งมีระบบการรองรับมาตรฐานบัญชีประเทศไทยที่จะมาช่วยทำให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปตามมาตรฐานบัญชีที่กำหนดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวดเร็ว และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น” นายทักษิณ กล่าว

นายกฤษดา สาธุกิจชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนทติเซนท์ จำกัด เปิดเผยว่า เนทติเซนท์ เป็นบริษัทที่ปรึกษา ให้คำแนะนำ และเป็นผู้เชี่ยวชาญการวางระบบซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจ ERP (Enterprise Resource Planning) ให้บริการลูกค้าองค์กรชั้นนำทั้งในและต่างประเทศ

“Netizen ByDesign Arabica” เป็นซอฟต์แวร์ที่พัฒนาขึ้นโดย เนทติเซนท์ และ SAP ซึ่งเป็นซอฟต์แวร์การบริหารจัดการทางธุรกิจอันดับ 1 ของโลก โดยระบบนี้สามารถเชื่อมโยงการทำงานได้แบบ Real time ซึ่งผู้ใช้งานระบบสามารถเข้าถึงการทำงานได้อย่างรวดเร็ว เพื่อให้องค์กรบริหารจัดการธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

อีกทั้งตอบสนองการดำเนินธุรกิจในยุคของ Cloud ในการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการทางธุรกิจได้อย่าง รวดเร็ว คล่องตัว รองรับการขยายตัวทางธุรกิจไปยังสาขา ทั้งในและต่างประเทศ ได้ง่าย และทันสมัยมากยิ่งขึ้น รวมถึงสามารถตอบโจทย์กระบวนการบริหารจัดการองค์กรได้อย่างเหมาะสมในการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

“บริษัทมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนสำคัญในการช่วยส่งเสริมความแข็งแกร่งให้กับภาคธุรกิจของไทยที่กำลังเติบโต และต่อยอดธุรกิจไปยังสาขาในต่างประเทศ ซึ่งทางบริษัทได้เตรียมแผนการลงทุนในการขยายธุรกิจ Cloud Service และเทคโนโลยีดิจิทัลที่ทันสมัยต่อไปยังประเทศต่างๆ ใน South East Asia มากขึ้น พร้อมทั้ง Solution ที่สามารถต่อยอดจาก Netizen ByDesign Arabica เพื่อให้รองรับมาตรฐานทางบัญชีของแต่ละประเทศให้มีความเป็นสากล ช่วยให้ลูกค้าสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอย่างสูงสุด” นายกฤษดา กล่าว

อุตตม เทงบ 2.25 แสนลบ. กระตุ้นศก.

อุตตม เทงบ 2.25 แสนลบ. กระตุ้นศก.

สำนักข่าว Stock Focus – นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยว่า คลังเตรียมเม็ดเงินกว่า 2.25 แสนล้านบาทกระตุ้นเศรษฐกิจผ่าน 3 มาตรการมาตรการเร่งด่วน โดยมุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ

วันนี้ (16 ส.ค.) กระทรวงการคลัง ได้เตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจเห็นชอบ เพื่อเตรียมรับมือความผันผวนจากเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย คลังจึงเสนอมาตรการเร่งด่วน โดยมุ่งกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ และต้องเพิ่มรอบการหมุนของเม็ดเงิน กระจายไปยังกลุ่มต่างๆในวงกว้างที่สุด

สำหรับมาตรการที่จะนำมากระตุ้นเศรษฐกิจเร่งด่วน มี 3 ด้านหลัก ได้แก่

1.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง เช่น การช่วยเหลือเกษตรกรผ่อนคลายหนี้สินสนับสนุนพิเศษด้านดอกเบี้ย ทั้งสนับสนุนสินเชื่อใหม่และต้นทุนการเพาะปลูก ด้วยการชดเชยการปลูกข้าว 4 ล้านครัวเรือน 500-800 บาทต่อไร่ จำนวนไม่เกิน 15 ไร่ วงเงินช่วยเหลือ 57,000 ล้านบาท

ส่วนเงินกู้ฉุกเฉินรองรับภัยแล้ง ปล่อยกู้ 5 แสนบาท/ราย ยกเว้นดอกเบี้ยปีแรก รวมวงเงิน 55,000 ล้านบาท

ด้านประกันรายได้ให้กับเกษตรกร ในพืชเศรษฐกิจหลักทั้งข้าวเปลือกเจ้า ประกัน 1 หมื่นบาทต่อตัน ข้าวเปลือกหอมมะลิ 105 1.5 หมื่นบาทต่อตัน วงเงิน 53,000 ล้านบาท มันสำปะหลัง ยางพารา 60 บาท/กิโลกรัม วงเงิน 35,743 ล้านบาท ปาล์มน้ำมัน ราคา 4บาท/กิโลกรัม วงเงิน 10,000 ล้านบาท รวมช่วยเหลือ จำนวน 6.23 ล้านครัวเรือน

2.มาตรการดูแลปรับเพิ่มสวัสดิการสำหรับผู้มีรายได้น้อยผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1 แสนบาท รับค่าครองชีพ 200 บาท/คน ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง 1,500 บาท/คน ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45บาท/คน/3 เดือน ฝึกอาชีพ 100 บาท/คน สำหรับกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท/ปี รับค่าครองชีพ 300 บาท/คน ค่าใช้จ่ายสำหรับการเดินทาง 1,500 บาท/คน ส่วนลดค่าก๊าซหุงต้ม 45บาท/คน/3 เดือน ฝึกอาชีพ 100 บาท/คน

3.มาตรการกระตุ้นการอุปโภคบริโภคและการลงทุนในประเทศ เช่น การกระตุ้นการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลักและเมืองรอง ให้กระจายสู่ในท้องถิ่นทุกพื้นที่ จากการใช้จ่ายอุปโภค ที่อยู่ และการช้อปสินค้าชุมชน เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เตรียมมอบเงินให้ 1,500 บาทสำหรับท่องเที่ยวทั่วประเทศ เป้าหมาย 10 ล้านคน
สำหรับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีและผู้ประกอบการรายเล็กทั่วประเทศ รัฐบาลก็ได้เตรียมมาตรการพิเศษ เพื่อช่วยเหลือให้สามารถเข้าถึงเงินทุน เพื่อรักษาสภาพคล่อง รวมถึงสนับสนุนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนเครื่องจักรด้วย

WP โปรยข่าวดี! ครึ่งปีหลังเตรียมบุ๊กกำไรพิเศษขายที่ดิน หนุนผลงานทะยานบวก เล็งชงบอร์ดจ่ายปันผลในรอบ 10 ปี หลังตุนกำไรสะสมต่อเนื่อง

WP โปรยข่าวดี! ครึ่งปีหลังเตรียมบุ๊กกำไรพิเศษขายที่ดิน หนุนผลงานทะยานบวก เล็งชงบอร์ดจ่ายปันผลในรอบ 10 ปี หลังตุนกำไรสะสมต่อเนื่อง

สำนักข่าว Stock Focus – บมจ.ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ (WP) แย้มผลงานครึ่งปีหลังทะยานต่อหลังเตรียมรับรู้กำไรพิเศษจากการขายที่ดิน 103.37 ล้านบาท แถมแนวโน้มลูกค้าขยายตัวต่อเนื่อง หนุนรายได้โต เตรียมชงบอร์ดพิจารณาจ่ายปันผลในรอบ 10 ปี หลังล้างขาดทุนสะสมได้ตั้งแต่ไตรมาส1 ที่ผ่านมา “ชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง” โชว์งบครึ่งปีแรก กำไรสะสมเพิ่มขึ้นเป็น 55.41 ล้านบาทเป็นไปตามเป้าที่วางไว้

คุณชมกมล พุ่มพันธุ์ม่วง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดับบลิวพี เอ็นเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (WP) เปิดเผยถึง ทิศทางผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง มีความมั่นใจในศักยภาพของบริษัทฯ ว่าจะเติบโตอย่างโดดเด่นต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก เนื่องจากแนวโน้มลูกค้ามีการขยายตัวต่อเนื่องจากไตรมาส 2 อย่างชัดเจน ในขณะที่ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลทำให้ผลการดำเนินงานเติบโตตามเป้าที่วางไว้ นอกจากนั้นยังมีการรับรู้กำไรพิเศษในการขายที่ดินย่านบางคอแหลม กรุงเทพ 1 แปลง ขนาด 1 ไร่ 80.7 ตารางวา ที่รับรู้เป็นอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนมูลค่า 166.50 ล้านบาทให้กับบุคคลธรรมดา โดยบริษัทฯจะบันทึกกำไรจากการขายในครั้งนี้ถึง 103.37 ล้านบาท
ในขณะที่กำไรสะสมในงบการเงินรวมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากเดิม 7.71 ล้านบาทในไตรมาส 1/62 เป็น 55.41 ล้านบาทในไตรมาส 2/62 จึงเตรียมนำเสนอคณะกรรมการบริษัทฯ พิจารณาเกี่ยวกับการจ่ายเงินปันผลงวดปี 2562 ให้กับผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้บริษัทฯยังคงให้ความสำคัญในการศึกษาการขยายฐานลูกค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียนใหม่ (CLMV) อาทิ สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์ เนื่องจากเป็นตลาดที่ยังขยายตัวได้อีกมาก เพราะภาคครัวเรือนและอุตสาหกรรมยังมีความต้องการใช้ก๊าซ LPG ค่อนข้างสูง อีกทั้งกลุ่มบริษัทฯ ยังคงมองหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้น เพื่อต่อยอดรายได้และสร้างฐานธุรกิจของกลุ่มบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งและมั่นคงตามแผนยุทธศาสตร์ในการเป็นผู้ประกอบการด้านธุรกิจพลังงานอย่างครบวงจรอนึ่ง ผลการดำเนินงานงวด 6 เดือน (สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562) ของบริษัทและบริษัทย่อย บริษัทฯ บันทึกกำไรสุทธิเท่ากับ 122.00 ล้านบาท ในขณะที่รายได้รวมเท่ากับ 7,050.51 ล้านบาทและรายได้จากการขายและให้บริการเท่ากับ 6,944.45 ล้านบาท ตามลำดับ