แบงก์ชาติจีนอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในวันนี้

แบงก์ชาติจีนอัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบการเงินในวันนี้

ธนาคารกลางจีน (PBOC) อัดฉีดเงินเข้าสู่ตลาดอินเตอร์แบงก์ในวันนี้ เพื่อรักษาระดับสภาพคล่องให้อยู่ในระดับที่มีเสถียรภาพ
การอัดฉีดเงินเข้าระบบในวันนี้ประกอบด้วยข้อตกลง reverse repo อายุ 7 วัน วงเงิน 1.00 แสนล้านหยวน (1.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.45% และข้อตกลง reverse repo อายุ 14 วัน วงเงิน 9.0 หมื่นล้านหยวน ด้วยอัตราดอกเบี้ย 2.6%
สำหรับสัญญา reverse repo ที่ครบกำหนดไถ่ถอนในวันนี้ มีวงเงินอยู่ที่ 6.0 หมื่นล้านหยวน จึงเท่ากับว่า ธนาคารกลางจีนอัดฉีดสภาพคล่องสุทธิ 1.30 แสนล้านหยวน
ตลาดจับตาการดำเนินงานทางตลาดเงิน (Open Market Operations) ของ PBOC อย่างใกล้ชิด เพราะปัจจุบันแบงก์ชาติจีนใช้ OMO เป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงิน
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า จีนกำหนดแนวทางดำเนินโยบายการเงินปี 2560 ที่มีความระมัดระวังและเป็นกลาง โดยการรักษาระดับสภาพคล่องให้เหมาะสม และหลีกเลี่ยงการอัดฉีดสภาพคล่องที่มากเกินควร

ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น (THMUI) เปิดบ้านต้อนรับนักวิเคราะห์ อวดพื้นฐานแกร่ง

ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น (THMUI) เปิดบ้านต้อนรับนักวิเคราะห์ อวดพื้นฐานแกร่ง

นายทชากร ลีลาประชากุล (ที่ 7 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และ นางศรินทร์รัศม์ ลีลาประชากุล (ที่ 6 จากซ้าย) ประธานเจ้าหน้าที่การเงิน บริษัท ไทยมุ้ย คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ THMUI ผู้จัดจำหน่ายลวดสลิงและอุปกรณ์ยกหิ้วคุณภาพจากผู้ผลิตชั้นนำระดับโลก พร้อมด้วยนายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ (ที่ 5 จากซ้าย) กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน ถ่ายภาพร่วมกันภายหลังให้ข้อมูลธุรกิจ และเยี่ยมชมกิจการ ณ คลังสินค้าหลัก จ.สมุทรปราการ เมื่อเร็วๆ นี้ ตอกย้ำปัจจัยพื้นฐานธุรกิจแกร่ง และแนวโน้มการเติบโตหลังเข้ามาระดมทุนเสริมศักยภาพการแข่งขัน ตอบสนองความต้องการของลูกค้าในทุกอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร คาดเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ปีนี้

ปรับขึ้นต่อ

ปรับขึ้นต่อ

ซื้อเป็นรายตัว
สรุปภาวะตลาดวันทำการก่อนหน้า
ตลาดหุ้นไทยปิดบวกแข็งแกร่ง ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นภูมิภาคส่วนใหญ่ ที่ได้แรงหนุนตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐออกมาดี ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเช้านี้ส่วนใหญ่ยังมีทิศทางบวกต่อเนื่อง
คาดการณ์ตลาดหุ้นไทยวันนี้
คาดดัชนี ปรับขึ้นต่อ แนวต้าน 1730/1750 จุด แนวรับ 1720/1700 จุด โดยแรงหนุนยังมาจากแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติเป็นหลัก ซึ่งสอดคล้องกับผลสำ รวจความเชื่อมั่นนักลงทุนจาก FETCO ในรายงานเดือนนี้ บ่งชี้ความเชื่อมั่นต่อตลาดหุ้นไทยอยู่ในภาวะร้อนแรงอย่างมาก นักลงทุนทุกกลุ่มมีมุมมองเป็นบวกมากขึ้น โดยปัจจัยด้านเศรษฐกิจในประเทศและการไหลเข้าออกของเงินทุนเป็นปัจจัยหนุนหลัก ขณะที่กลุ่มท่องเที่ยวฯ (Tourism) เป็นกลุ่มที่นักลงทุนมองว่าน่าสนใจสุด ส่วนกลุ่มสื่อฯ (Media) เป็นกลุ่มที่นักลงทุนมองว่าไม่น่าสนใจ ด้านปัจจัยจับตาในประเทศยังอยู่ที่สถานการณ์น้ำ โดยเฉพาะในภาคอีสาน หลังกรมชลฯ เผยเขื่อนอุบลรัตน์มีแผนระบายน้ำเพิ่มขึ้น
สัญญาณด้านเทคนิค ระยะสั้นยังมีโมเมนตัมบวก หลัง MACD กลับมามีสัญญาณซื้อแม้ว่า RSI จะยังเตือนภาวะ overbought อย่างต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญวันนี้
1) + ไทย: FETCO เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน เดือน ต.ค. 60 โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ในภาวะร้อนแรงอย่างมากเป็นครั้งแรกที่ 162.63 (ดูรายละเอียดในเล่ม)
2) +/- ไทย: สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยภาพรวมดัชนีรายได้เกษตรกรในเดือน ก.ย. 60 เพิ่มขึ้น 0.48%YoY เป็นผลจากดัชนีผลผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้น 7.03% ขณะที่ดัชนีราคาปรับตัวลดลง 6.12%
3) + น้ำมัน: WTI ปรับขึ้นต่อเนื่องอีก 0.8% ปิดที่ 51.87 ดอลลาร์/บาร์เรล หลังจากมีรายงานว่า กองกำลังทหารของอิรักได้เข้ายึดเมืองเคอร์คุกจากกลุ่มกบฏชาวเคิร์ดซึ่งทำให้เกิดความวิตกเกี่ยวกับการส่งออกน้ำมันในพื้นที่ดังกล่าว
4) +/- สเปน: นายคาร์เลส ปุกเดมองต์ ผู้นำแคว้นกาตาลุญญา ยังคงไม่สามารถชี้ขาดได้ว่า เขาได้ประกาศนำแคว้นกาตาลุญญาแยกตัวเป็นเอกราชจากสเปนแล้วหรือไม่ แต่เรียกร้องให้มีการเจรจาต่อรองกับรัฐบาลสเปนในช่วง 2 เดือนข้างหน้า อย่างไรก็ดี รัฐบาลสเปนจะให้เวลาแก่นายปุกเดมองต์อีกครั้งจนถึงวันพฤหัสบดีนี้เวลา 10.00 น.ตามเวลาสเปน หรือ 15.00 น.ตามเวลาไทย
กลยุทธ์
เลือกเก็งกำไรรายตัว (กำหนดจุดตัดขาดทุน 1720 จุด)
หุ้นแนะนำ เก็งกำไรระยะสั้น (Trading Buy ทางเทคนิค )
หุ้นคาดกำไร 3Q60 ออกมาดี/มีประเด็นบวก ได้แก่ PRM TKN CKP

PCSGH – ซื้อ

PCSGH - ซื้อ

ขับเคลื่อนสู่อนาคต
ประเด็นการลงทุน
หลังจากที่เราเข้าประชุมนักวิเคราะห์กับทาง PCSGH เรามีมุมมองเชิงบวกต่อยอดขายในช่วงครึ่งหลังของปี 2560 ไปจนถึงปี 2562 ยิ่งไปกว่านั้นอัตรากำไรขั้นต้นคาดว่าจะเพิ่มมากขึ้นเนื่องจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและการผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพื่อเป็นการสะท้อนคาดการณ์ยอดขายและอัตรากำไรขั้นต้นที่เพิ่มขึ้น เราปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรขึ้น 10% ทั้งในปี 2561 และ 2562 และปรับคำแนะนำ ณ สิ้นปี 2561 ด้วยราคาเป้าหมาย 7.50 บาท อ้างอิงจากค่า PER ที่ 15 เท่า ทั้งนี้เราจึงปรับเพิ่มคำแนะนำของเราจาก “ขาย” เป็น “ ซื้อ ”
คำสั่งซื้อใหม่ คาดยอดขายเพิ่มมาก
เราคาดยอดขายครึ่งหลังปี 2560 เติบโต YoY และคาดว่าจะเติบโตต่อเนื่องไปจนถึงปี 2562 หนุนโดยปัจจัยดังนี้ 1) การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (หนุนโดยการจับจ่ายใช้สอยที่แข็งแกร่งขึ้น), 2) ยอดขายผลิตภัณฑ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับยานยนต์ ( ชิ้นส่วนแอร์, จักรเย็บผ้า และ อื่นๆ) และ 3) ส่วนประกอบของรถมอเตอไซบิ๊กไบท์และรถยนต์โดยสารรุ่นใหม่ ทั้งนี้เราปรับเพิ่มคาดการณ์ยอดขายของเราขึ้น 3% ทั้งในปี 2561 และ 2562 มาอยู่ที่ 4,364 ล้านบาท และ 4,582 ล้านบาท ตามลำดับ
อัตรากำไรขั้นต้นเพิ่มมากขึ้นในอนาคต
การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น มีปัจจัยดังต่อไปนี้ 1) การประหยัดจากขนาดหนุนโดยยอดขายยานยนต์ที่แข็งแกร่ง, 2) คำสั่งซื้อจากชิ้นส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับกลุ่มยานยนต์ ( ปัจจุบันมีสัดส่วนรายได้ต่ำกว่า 5%) ซึ่งส่งผลให้อัตรากำไรขั้นต้นสูงกว่ายอดขาย ยิ่งไปกว่านั้น PCSGH ยังสามารถลดต้นทุนจากการผลิตกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาเซล ซึ่งส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 5 เมกกะวัตต์ เป็น 7 เมกกะวัตต์ ในปีหน้าทั้งนี้เราจึงปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรขั้นต้นจาก 20% เป็น 21% ในปี 2561 และ จาก 21.3% เป็น 22.4% ในปี 2562
การเติบโตของกำไรไตรมาส 3/60
เราคาดว่า PCSGH จะประกาศกำไรที่แข็งแกร่งที่ 161 ล้านบาท ในไตรมาส 3/60 เพิ่มขึ้น 166% YoY ( เนื่องจากฐานที่ต่ำซึ่งเกิดจากผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาในไตรมาส 3/59) และ QoQ ที่ทรงตัวจากยอดขายชิ้นส่วนยานยนต์ เราคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ 19.6% เพิ่มขึ้นจาก 11.6% ในไตรมาส 3/59 หนุนโดย 1) การผลิตที่กลับสู่ภาวะปกติ, 2) การผลิตที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และ 3) การประหยัดขนาดคำสั่งซื้อแรกของชิ้นส่วนรถยนตร์ไฟฟ้า (EV car)
PCSGHได้รับคำสั่งผลิตชิ้นส่วนรถยนตร์ไฟฟ้าสองชิ้นส่วนแรกแล้วในขณะนี้ โดยเราคาดว่าการเติบโตของชิ้นส่วน EV car นั้นจะเป็นไปอย่างรวดเร็ว จากฐานที่ต่ำ โดยในระยะเวลาหลายปีต่อจากนี้รายได้ของบริษัทยังคงขึ้นอยู่กับชิ้นส่วนรถกระบะซึ่งส่วนใหญ่เป็นเครื่องยนตร์ดีเซล รวมถึงรถยนตร์และมอเตอร์ไซค์ โดยในระยะยาวเราคาดว่าชิ้นส่วนของรถยนตร์ไฟฟ้านั้นจะเข้ามามีบทบาทสำคัญ

ถิรไทย คว้างาน กฟน. มูลค่า 131 ล้านบาท

ถิรไทย คว้างาน กฟน. มูลค่า 131 ล้านบาท

ข่าวประชาสัมพันธ์:

ถิรไทย คว้างาน กฟน. มูลค่า 131 ล้านบาท
ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสมบูรณ์

ถิรไทย หรือ TRT ประเดิม Q4 คว้างานการไฟฟ้านครหลวง กฟน. ลงนามสัญญาซื้อขาย หม้อแปลงไฟฟ้าชนิดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสมบูรณ์ (Completely Self Protect transformer) ขนาด 225 kVA 3 Ph 24000-416/240 V จำนวน 213 เครื่อง สัญญาเลขที่ MP9-8975-BGE มูลค่า 131,731,980 บาท เตรียมส่งมอบ Q4 ปี 2560 คาดรายได้ปีนี้ใกล้เคียงปีก่อน พร้อมเตรียมประมูลงาน อย่างต่อเนื่องประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่ง TRT คาดจะมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 25 -30%

นายสัมพันธ์ วงษ์ปาน กรรมการผู้จัดการ ของ บริษัท ถิรไทย จำกัด(มหาชน) หรือ TRT ผู้นำตลาดหม้อแปลงไฟฟ้า และอุตสาหกรรมด้านเกี่ยวกับพลังงานรายใหญ่ของประเทศ เพื่อผลิตสินค้าตามคําสั่งซื้อของลูกค้า (made to order) เพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญาซื้อขาย หม้อแปลงไฟฟ้าชนิดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสมบูรณ์ (Completely Self Protect transformer) ขนาด 225 kVA 3 Ph 24000-416/240 V จำนวน 213 เครื่อง สัญญาเลขที่ MP9-8975-BGE มูลค่า 131,731,980 บาท กับการไฟฟ้านครหลวง โดยมี นายชัยยงค์ พัวพงศกร ผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (กฟน) ร่วมลงนาม
สำหรับการส่งมอบหม้อแปลงไฟฟ้าชนิดติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันสมบูรณ์ ที่เซ็นสัญญากับทาง กฟน. จะส่งมอบประมาณเดือนธันวาคม ปี 2560 โดยทางกฟน. จะนำไปติดตั้งในระบบจำหน่ายไฟฟ้าของ กฟน. ซึ่งนับได้ว่า กฟน.เป็นลูกค้ารายใหญ่ที่สำคัญ ที่ได้ให้การสนับสนุนใช้หม้อแปลงไฟฟ้า ของ ถิรไทย ตลอดมา นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้น จวบจนปัจจุบันเป็นเวลากว่า 30 ปี
นายสัมพันธ์ กล่าวต่อไปว่า สําหรับครึ่งปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้ลดลง ซึ่งเกิดมาจากปัจจัยหลักมาจาก การส่งมอบสินค้าที่มีกําไรขั้นต่ำ โดยเฉพาะหม้อแปลงไฟฟ้า เนื่องมาจาก ภาวะการแข่งขันทางด้านราคาของตลาดหม้อแปลงไฟฟ้ายังสูง จากการใช้งบประมาณของภาครัฐยังไม่กลับมาเป็นภาวะปกติ ทําให้กําไรขั้นต้น ของ Transformer group และ Non-Transformer group ลดลงจาก 24% และ 44% ตามลําดับ สําหรับงวด 6 เดือน ในไตรมาส 2 ปี 2559 มาอยู่ที่ 10% และ 31% ตามลําดับ ในไตรมาส 2 ปี 2560
สำหรับกําไรขั้นต้นของกลุ่มบริษัท ถิรไทย จะขึ้นอยู่กับภาวะการแข่งขัน และการรับรู้รายได้ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาส่งมอบของผลิตภัณฑ์นั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของกลุ่มธุรกิจ ถิรไทย ในขณะที่ค่าใช้จ่ายขายและบริหาร สําหรับ 6 เดือนในไตรมาส 2 ปี 2560 อยู่ที 26% เปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีก่อน อยู่ที 24% การเพิ่มขึ้น เนื่องจาก การเพิ่ม ขึ้นของอัตราดอกเบี้ยของตลาดตราสารหนี้ และ การขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
สำหรับแผนธุรกิจของบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายยอดขายทั้งกลุ่มไว้ประมาณ 4,290 ล้านบาท ในปี 2562 โดยใช้กลยุทธ์การขยายฐานตลาดส่งออกหม้อแปลงไฟฟ้า ซึ่งจะเน้นตลาดในกลุ่มประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงโดยเฉพาะ กลุ่มประเทศ AEC โดยเน้นลูกค้าที่ต้องการวิศวกรรมการออกแบบ ซึ่งคาดว่าจะสามารถเพิ่มยอดส่งออกจาก 479 ล้านบาท ในปี 2559 เป็น 610 ล้านบาท ในปี 2560 หรือ เพิ่มขึ้นคิดเป็น 27% จากปี 2559 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 10% ตั้งแต่ปี 2561 ถึง 2562
และเพิ่มกำลังการผลิตของโรงงานผลิตหม้อแปลงไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการหม้อแปลงไฟฟ้า
กำลังของภาครัฐที่เพิ่มขึ้นจากแผน PDP 2015 ซึ่งประมาณการงบลงทุนในโครงการระบบเสาส่งไฟฟ้า แรงสูงของการไฟฟ้า ฝ่ายผลิต สำหรับปี 2559-2563 อยู่ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท ซึ่ง TRT มีส่วนแบ่งการตลาดอยู่ที่ 25 - 30%
รวมถึงกลยุทธ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพของ กลุ่มงาน Steel Fabrication และงาน EPC ด้วยการเตรียมแผนเพื่อเข้ารับการรับรองมาตรฐานขั้นสูงต่างๆ ตัวอย่างเช่น ASME ซึ่งคาดว่าจะได้รับการรับรองมาตรฐานในปี 2560 ทั้งด้านศักยภาพการผลิต และบุคลากร เพื่อเพิ่ม Value Added ซึ่งสามารถทำให้ยอดขายของงานกลุ่มงานนี้ สามารถเติบโตจาก จาก 161 ล้านบาทในปี 2559 เป็น 529 ล้านบาท ในปี 2560 โดยมีอัตราเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% ต่อปี ตั้งแต่ปี 2561 - 2562
นายสัมพันธ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทั้งนี้บริษัทฯ ยังคงรักษาอัตรากำไรขั้นต้น ของกลุ่มบริษัท ถิรไทย เฉลี่ยอยู่ที 20 - 23% และจะเพิ่มศักยภาพ และเสริมทรัพยากรบุคคลในองค์ให้มีคุณภาพ และเป็นมืออาชีพมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจ
..............................................................

นำเสนอข่าวโดย บริษัทที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท โฟร์ฮันเดรท จำกัด
สนใจติดต่อ คุณสิทธิกร เสงี่ยมโปร่ง (คุณแป๋ง) โทร. 096-916-3642, 02-553-3161-3

ESSO ทุบสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่เข้า SET ปี 51

ESSO ทุบสถิติสูงสุดใหม่ตั้งแต่เข้า SET ปี 51

Volume Alert ภาคบ่าย ในภาวะที่ SET INDEX ยังคงแกว่งตัวขาขึ้นเป็นโอกาสให้นักลงทุนเข้าเก็งกำไรในหุ้นที่คาดกำไรเติบโตโดดเด่นในไตรมาส3

วันนี้ราคาหุ้น ESSO หรือ บมจ.เอสโซ่ (ประเทศไทย) ทะยานขึ้นทุบสถิติสูงสุดใหม่นับตั้งแต่เข้าจดทะเบียนใน SET เมื่อปี2551 เป็นต้นมา

สอดคล้องกับมุมมองนักวิเคราะห์คาดกำไรงวดไตรมาส 3 โตแข็งแกร่ง และยังสามารถล้างขาดทุนสะสมหมดภายในไตรมาส3นี้ด้วย

บล.ธนชาต ระบุว่า แม้ราคาหุ้น ESSO จะปรับตัวขึ้นมาเร็ว แต่ด้วย Valuation ถือว่ายัง “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับเป้าหมายพื้นฐาน 17 บาท/หุ้น

นักวิเคราะห์ ให้ปัจจัยสนับสนุนจากประเด็นค่าการกลั่นที่สูง หนุนกำไรเติบโตได้โดดเด่น และคาดว่าจะสามารถล้างขาดทุนสะสมหมด เปิดทางจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี2560

ปัจจุบันค่าการกลั่นยังทรงตัวสูง 7-8 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เป็นแรงหนุนกำไรในไตรมาสสุดท้ายของปี และมีโอกาสค่าการกลั่นทรงตัวสูงไปจนถึงปี2561 ตามอุปสงค์น้ำมันกลั่นที่เพิ่มขึ้น

ในทางเทคนิค นักวิเคราะห์ มองว่าราคาหุ้น ESSO แกว่งตัวขึ้นทดสอบ All Time High ด้วยปริมาณการซื้อขายสูงสนับสนุนสอดคล้องกับ ADX ชี้ขึ้นทำจุดสูงใหม่ มีเป้าหมายตามรูปแบบ Cup with Handle ระยะสั้น ที่ 15 บาท ส่วนระยะยาวใน Weekly chart มีโอกาสแกว่งขึ้นไปบริเวณ 23 บาท

ราคาหุ้น ESSO วันนี้ขึ้นไปทำนิวไฮทำสถิติใหม่ตั้งแต่เข้า SET ที่ 14.80 บาท จากราคาปิดวานนี้ที่ 13.80บาท
ราคาล่าสุดคลิ๊กที่นี่ ESSO

ค่าบาท ‘แข็งค่า’ รับแรงซื้อหุ้น-บอนด์เอเชีย

ค่าบาท 'แข็งค่า' รับแรงซื้อหุ้น-บอนด์เอเชีย

บาทเปิดตลาดเช้านี้ แข็งค่า "33.21บาทต่อดอลลาร์" ตลาดเอเชียลดถือครองดอลลาร์ ไล่ซื้อหุ้นและบอนด์เอเชียต่อเนื่อง
นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.21บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นจากช่วงปิดสิ้นวันก่อนที่ระดับ 33.25 บาทต่อดอลลาร์
ตลาดการเงินในคืนที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นบวกทั้งฝั่งหุ้นสหรัฐที่ปรับตัวขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง ขณะที่บอนด์ยีลด์สหรัฐอายุ 10ปีก็ยังทรงตัวที่ระดับ 2.36% ไม่เปลี่ยนแปลง
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์กลับปรับตัวลง เนื่องจากความกังวลว่านโยบายภาษีของสหรัฐ อาจไม่ได้รับการตอบรับที่ดีในฝั่งสภาสูงและอาจไม่สามารถผ่านออกมาเป็นกฏหมายได้ทันในปีนี้ บวกกับปัญหาในคาบสมุทรเกาหลี ก็สร้างความกังวลให้กับตลาดอีก เมื่อเกาหลีใต้รายงานว่ามีข้อมูลรั่วไหลเรื่องนโยบายทางการทหาร ที่สหรัฐและเกาหลีใต้เตรียมไว้ใช้กับเกาหลีเหนือ อาจส่งผลให้เกาหลีเหนือต้องแสดงแสนยานุภาพเพื่อข่มขู่พันธมิตรของสหรัฐอีกครั้ง อาจกดดันให้ดอลลาร์ปรับตัวลงต่อ สวนทางกับราคาทองที่อาจปรับตัวขึ้น
ในมุมเศรษฐกิจ IMF ออกรางงานล่าสุดปรับคาดการเศรษฐกิจโลกขึ้น มองว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโตได้ที่ระดับ 3.6% ในปีนี้และ 3.7% ในปีหน้าจากแรงหนุนของเศรษฐกิจยุโรปและญี่ปุ่นที่ขยายตัวดีเกินคาด ขณะที่มองว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 3.7% ในปีนี้และ 3.5% ในปี 2018 ชี้ว่าต่างชาติก็เริ่มมีมุมมองเชิงบวกกับเศรษฐกิจไทยเช่นกัน
ในวันนี้ภาพรวมของตลาดเงินเอเชียจะเป็นบวกมากขึ้น ผู้ค้าในตลาดเริ่มลดการถือครองดอลลาร์ลงหลังเกิดความไม่แน่ในว่านโยบายการคลัง (โดยเฉพราะอย่างยิ่งนโยบายภาษี) จะสามารถออกมาเป็นกฏหมายได้หรือไม่ สวนทางกับฝั่งเอเชียที่นักลงทุนส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นในภาพเศรษฐกิจมากขึ้น และยังคงไล่ซื้อทั้งหุ้นและบอนด์เอเชียต่อเนื่อง

มองกรอบเงินดอลลาร์ที่ระดับ 33.17-33.27 บาท/ดอลลาร์

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศวานนี้

สรุปภาวะตลาดต่างประเทศวานนี้

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดดีดตัวขึ้นทำนิวไฮเมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากหุ้นวอลมาร์ทที่พุ่งขึ้นกว่า 4% หลังจากบริษัทประกาศแผนซื้อคืนหุ้นในวงเงิน 2 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ พร้อมกับรอดูผลประกอบการไตรมาส 3 ของบริษัทจดทะเบียนรายใหญ่ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงเจพีมอร์แกน เชส แอนด์ โค และสายการบินเดลต้า แอร์ไลน์
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 22,830.68 จุด เพิ่มขึ้น 69.61 จุด หรือ +0.31% ดัชนี S&P500 ปิดที่ 2,550.64 จุด เพิ่มขึ้น 5.91 จุด หรือ +0.23% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 6,587.25 จุด เพิ่มขึ้น 7.52 จุด หรือ +0.11%

ตลาดหุ้นยุโรปปิดปรับตัวลงเมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) เนื่องจากความวิตกกังวลเกี่ยวกับผู้นำแคว้นกาตาลุญญาที่เดินหน้าเจตนารมณ์ในการแยกตัวเป็นอิสรภาพจากสเปน ซึ่งความกังวลดังกล่าวได้ฉุดดัชนีตลาดหุ้นสเปนร่วงลงด้วย อย่างไรก็ตาม ตลาดได้รับปัจจัยหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มสินค้าหรู หลังจากบริษัทหลุยส์ วิตตอง เปิดเผยผลประกอบการที่แข็งแกร่งในไตรมาส 3
ดัชนี Stoxx Europe 600 ขยับลง 0.01% ปิดที่ 390.16 จุด
ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมันปิดที่ 12,949.25 จุด ลดลง 27.15 จุด หรือ -0.21% ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 5,363.65 จุด ลดลง 2.18 จุด หรือ -0.04% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 7,538.27 จุด เพิ่มขึ้น 30.38 จุด หรือ +0.40%

ตลาดหุ้นลอนดอนปิดในแดนบวกเมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) ด้วยแรงหนุนจากหุ้นกลุ่มธนาคารที่ปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังเครดิต สวิส ได้ปรับเพิ่มน้ำหนักความน่าลงทุนของหุ้นธนาคารหลายแห่งในสหราชอาณาจักร
ดัชนี FTSE 100 เพิ่มขึ้น 30.38 จุด หรือ +0.40% ปิดที่ 7,538.27 จุด

สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 สัปดาห์เมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) โดยภาวะการซื้อขายในตลาดทองคำยังคงได้รับปัจจัยบวกจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ ซึ่งช่วยหนุนสัญญาทองคำปิดตลาดในแบวกติดต่อกันเป็นวันที่ 3
สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 8.80 ดอลลาร์ หรือ 0.68% ปิดที่ระดับ 1,293.80 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาโลหะเงินส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 23.6 เซนต์ หรือ 0.68% ปิดที่ 17.207 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพลาตินัมส่งมอบเดือนม.ค. พุ่งขึ้น 18.30 ดอลลาร์ หรือ 1.99% ปิดที่ 936.50 ดอลลาร์/ออนซ์
สัญญาพัลลาเดียมส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 5.65 ดอลลาร์ หรือ 0.6% 933.65 ดอลลาร์/ออนซ์

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดพุ่งขึ้นกว่า 2% เมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) หลังจากซาอุดิอาระเบียประกาศว่าจะปรับลดปริมาณการส่งออกน้ำมันในเดือนพ.ย. ตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ซึ่งข่าวดังกล่าวช่วยคลายความวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะน้ำมันล้นตลาด ขณะที่นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันดิบประจำสัปดาห์ของสหรัฐ ซึ่งสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานสหรัฐ (EIA) จะเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวในวันพรุ่งนี้
สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนพ.ย. พุ่งขึ้น 1.34 ดอลลาร์ หรือ 2.7% ปิดที่ 50.92 ดอลลาร์/บาร์เรล
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 82 เซนต์ หรือ 1.5% ปิดที่ 56.61 ดอลลาร์/บาร์เรล

สกุลเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ (10 ต.ค.) หลังเจ้าหน้าที่ระดับสูงของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ออกมากล่าวสนับสนุนให้ ECB ลดวงเงินในการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ตั้งแต่ปีหน้า ส่วนดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลักๆ ขณะนักลงทุนจับตารายงานการประชุมประจำเดือนก.ย.ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เพื่อหาสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ยูโรแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1807 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1749 ดอลลาร์ ในขณะที่ปอนด์แข็งค่าขึ้นแตะ 1.3204 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3153 ดอลลาร์ และดอลลาร์ออสเตรเลียแข็งค่าขึ้น ที่ระดับ 0.7783 ดอลลาร์ จากระดับ 0.7760 ดอลลาร์
ดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเยน ที่ระดับ 112.31 เยน จากระดับ 112.66 เยน และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.9751 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.9799 ฟรังก์สวิส

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง RSP ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Converse” แต่เพียงผู้เดียวในไทย ฟินันเซีย ไซรัส ยิ้มรับกระแสตอบรับโรดโชว์คึกคัก เตรียมปิดท้ายที่กรุงเทพฯ 30 ต.ค. นี้

ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง RSP ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “Converse” แต่เพียงผู้เดียวในไทย ฟินันเซีย ไซรัส ยิ้มรับกระแสตอบรับโรดโชว์คึกคัก เตรียมปิดท้ายที่กรุงเทพฯ 30 ต.ค. นี้

ก.ล.ต.นับหนึ่งไฟล์ลิ่ง “ริช สปอร์ต” จ่อขาย IPO จำนวน 200 ล้านหุ้น พร้อมเข้าเทรดพ.ย.นี้

นายสมภพ กีระสุนทรพงษ์ กรรมการผู้อำนวยการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท ริช สปอร์ต จำกัด (มหาชน) หรือ RSP เปิดเผยว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้นับหนึ่งแบบแสดงรายการข้อมูลการเสนอขายหลักทรัพย์ (ไฟลิ่ง) ของ RSP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2560 และคาดว่าจะสามารถเสนอขายหุ้นและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) หมวด บริการ (พาณิชย์) ภายในปีนี้
โดย RSP มีแผนที่จะเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวน 200 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท คิดเป็นร้อยละ 25.97 ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนในครั้งนี้ โดยแบ่งเป็นการเสนอขายหุ้นต่อประชาชน 195 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 25.32 และเสนอขายต่อกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของบริษัทฯ และบริษัทย่อย จำนวน 5 ล้านหุ้น คิดเป็นร้อยละ 0.65 ของจำนวนหุ้นที่ออกและเรียกชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้
อนึ่งปัจจุบัน RSP มีทุนจดทะเบียนที่ออกและเรียกชำระแล้วจำนวน 570 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 570 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท ภายหลังการเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนในครั้งนี้ บริษัทจะมีทุนจดทะเบียนที่ออกและเรียกชำระแล้วเป็น 770 ล้านบาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 770 ล้านหุ้น พาร์หุ้นละ 1 บาท
“สำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่ง ของ RSP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้จะมีการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนสถาบันในประเทศช่วงกลางเดือน ต.ค. และปิดท้ายการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุนทั่วไป ที่ กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 ตุลาคมนี้ ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาได้มีการนำเสนอข้อมูลต่อนักลงทุน (โรดโชว์) ไปแล้ว 3 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และจังหวัดเชียงใหม่ โดยในวันที่ 12 ตุลาคมนี้ จะจัดโรดโชว์ให้ข้อมูลแก่นักลงทุนที่จังหวัดชลบุรี และปิดท้ายที่กรุงเทพฯ ในวันที่ 30 ตุลาคม จากปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ RSP จึงเชื่อมั่นว่า หุ้น IPO ของ RSP จะได้รับกระแสการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน” นายสมภพ กล่าว
ด้านนางสาวพาพิชญ์ วงศ์ไพฑูรย์ปิยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ของ RSP เปิดเผยว่า การเข้าจดทะเบียนใน SET ครั้งนี้ เพื่อระดมทุนสำหรับการขยายสาขาและใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนรวมถึงรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต โดยบริษัทได้รับสิทธิจาก Converse ในการผลิตสินค้าประเภทรองเท้า เสื้อผ้า และเครื่องแต่งกายอื่น ๆ ภายใต้ตราสินค้า Converse รวมถึงการใช้ตราสินค้าดังกล่าวในการทำการตลาด ขายจัดจำหน่าย และโฆษณาประชาสัมพันธ์แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย
ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2560 บริษัทมีร้านค้าปลีกของบริษัทฯจำนวน 41 แห่ง และเคาน์เตอร์จำหน่ายในห้างสรรพสินค้า 114 แห่ง นอกจากนี้ยังมีการขายส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าที่เป็นร้านจำหน่ายเสื้อผ้า รองเท้า และอุปกรณ์กีฬา ทั้งในลักษณะที่เป็นเครือข่าย (Chain Stores) และร้านค้าทั่วไป และเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา บริษัทได้รับสิทธิเพิ่มเติมจาก Converse ในการทำการตลาด ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้า Converse แต่เพียงผู้เดียวในประเทศกัมพูชา ซึ่งตลอดระยะเวลา 14 ปี ที่ผ่านมา บริษัทสามารถบริหารงานให้ยอดขายสินค้าของ Converse เติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี และสามารถตอบสนองนโยบายต่างๆ รวมถึงเป้าหมายยอดขายของ Converse ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้บริษัทได้รับความไว้วางใจและการสนับสนุนจาก Converse อย่างต่อเนื่องและมั่นคง
นอกจากนี้ เพื่อต่อยอดความเชี่ยวชาญในธุรกิจจัดจำหน่ายรองเท้าและสินค้าแฟชั่นที่ได้รับสิทธิจากตราสินค้าชั้นนำจากต่างประเทศ และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงแบรนด์ Converse บริษัทจึงได้ทำสัญญากับ Pony International Limited ประเทศฮ่องกง โดย RSP ได้รับสิทธิในการออกแบบ ผลิต รวมถึงการใช้ตราสินค้าในการขาย จัดจำหน่าย โฆษณาและประชาสัมพันธ์สินค้าภายใต้แบรนด์ Pony แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
ทั้งนี้ บริษัทเริ่มจำหน่ายสินค้าภายใต้แบรนด์ Pony ในประเทศไทยเมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมา โดยจำหน่ายผ่านเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้าในห้างสรรพสินค้าเป็นหลัก ณ วันที่ 20 กันยายน 2560 บริษัทมีเคาน์เตอร์จำหน่ายสินค้า Pony ในห้างสรรพสินค้าจำนวน 15 แห่ง
“สำนักงาน ก.ล.ต. นับหนึ่งไฟลิ่งของ RSP เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงมั่นใจว่าบริษัทฯจะสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในปีนี้ตามแผนที่วางไว้ และล่าสุด บริษัทได้รับสิทธิเพิ่มเติมจาก Converse ในการทำการตลาด ขาย และจัดจำหน่ายสินค้าภายใต้ตราสินค้า Converse แต่เพียงผู้เดียวในประเทศกัมพูชา ซึ่งปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาช่องทางการจัดจำหน่ายที่เหมาะสม นับเป็นอีกก้าวที่สำคัญและจุดเริ่มต้นของบริษัทฯ ในการขยายช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ไปยังต่างประเทศ และจะช่วยให้ RSP สามารถก้าวสู่การเป็นบริษัทชั้นนำในด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์ในระดับสากล”นางสาวพาพิชญ์ กล่าว
สำหรับผลประกอบการในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ปี 57-59) บริษัทและบริษัทย่อยมีรายได้รวม 816.72 ล้านบาท , 1,123.53 ล้านบาท และ 1,364.07 ล้านบาทตามลำดับ ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2560 มีรายได้รวม 601.12 ล้านบาท ส่วนกำไรสุทธิ (ปี 57-59) อยู่ที่ 75.99 ล้านบาท, 246.09 ล้านบาท และ 298.76 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 9.30 ร้อยละ 21.90 และร้อยละ 21.90 ตามลำดับ ขณะที่ 6 เดือนแรกปี 2560 บริษัทมีกำไรสุทธิ 122.16 ล้านบาท คิดเป็นอัตรากำไรสุทธิร้อยละ 20.32

ตลาดเก็งกำไร ‘ดอลลาร์’ เพิ่ม

ตลาดเก็งกำไร 'ดอลลาร์' เพิ่ม

บาทเปิดตลาดเช้านี้แข็งค่าที่ "33.35 บาทต่อดอลลาร์" ตลาดเริ่มเก็งกำไรดอลลาร์มากขึ้นเรื่อยๆ

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 33.35บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้น จากช่วงปิดสิ้นวันก่อนที่ระดับ 33.39 บาทต่อดอลลาร์

ตลาดการเงินในคืนที่ผ่านมายังคง ทรงตัวเนื่องจากเป็นวันหยุดของทั้งสหรัฐและญี่ปุ่น ขณะที่ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินเอเชียและทองคำ (เงินหยวนและเงินวอนเกาหลีพลิกกลับมาแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์นับจากต้นเดือนแล้ว) เนื่องจากปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศทั้งในตุรกี ยุโรป และเกาหลีเหนือ

ในวันนี้ภาพรวมของตลาดน่าจะเริ่มมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น ผู้ค้าในตลาดปรับสถานะตามการคาดเดานโยบายการคลังและนโยบายการเงินของสหรัฐเป็นหลัก ส่งผลให้มีการเก็งกำไรดอลลาร์มากขึ้นเรื่อยๆ เพราะมองว่ายังถือว่าถูกเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น (เช่นยูโรและเยน) ในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนส่วนมากก็ยังคงซื้อหุ้นและขายบอนด์ ตามความเชื่อว่าโดนัลด์ทรัมป์จะสามารถผ่านนโยบายภาษีได้ และมั่นใจว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยได้ในช่วงเดือนธันวาเช่นกัน

มองกรอบเงินดอลลาร์ที่ระดับ 33.30-33.40 บาท/ดอลลาร์