“สตาร์เฟล็กซ์” หรือ “SFLEX” หุ้นไอพีโอ 110 ล้านหุ้น กระแสดี พร้อมเทรด SET 19 ธ.ค. นี้

“สตาร์เฟล็กซ์” หรือ “SFLEX” หุ้นไอพีโอ 110 ล้านหุ้น กระแสดี พร้อมเทรด SET 19 ธ.ค. นี้

บมจ. สตาร์เฟล็กซ์ (SFLEX)  ปิดจองหุ้นกระแสตอบรับดีเยี่ยม “สมภพ กีระสุนทรพงษ์” กรรมการผู้อำนวยการ บล. ฟินันเซีย ไซรัส ที่ปรึกษาทางการเงินและแกนนำการจัดจำหน่าย มั่นใจธุรกิจ SFLEX อนาคตรุ่ง ธุรกิจอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพการเติบโตสูงตามความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุน  ด้านผู้บริหาร “ปรินทร์ธรณ์  อภิธนาศรีวงศ์” ประธานกรรมการบริหาร  ระบุเงินระดมทุน 426.80 ล้านบาท สร้างโอกาสทางธุรกิจหลังนำไปลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตฟิล์มประเภทที่ใช้ในการปิดผนึกขึ้นรูป (Sealant)  สร้างคลังสินค้า คืนหนี้ และใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน เข้าเทรดใน SET วันแรก 19 ธ.ค.นี้
                นายสมภพ  กีระสุนทรพงษ์  
กรรมการผู้อำนวยการ  บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายหุ้นสามัญเพิ่มทุนบริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX เปิดเผยว่า การเสนอขายหุ้นไอพีโอของ SFLEX ในช่วงเปิดจองซื้อระหว่างวันที่ 11-13 ธันวาคม 2562 ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจและการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี  สะท้อนความเชื่อมั่นที่มีต่อปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของ SFLEX รวมถึงศักยภาพการเติบโตในอนาคต โดย SFLEX  เสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 110 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 1 บาท กำหนดราคาไอพีโอไว้ที่หุ้นละ 3.88 บาท มีผู้ร่วมจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่ายอีก 8 แห่ง ประกอบด้วย  บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด, บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เมอร์ชั่น พาร์ทเนอร์ จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน), บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด และ บริษัทหลักทรัพย์ ไอ วี โกลบอล จำกัด (มหาชน)
                “ผมมั่นใจว่า SFLEX จะเป็นอีกหุ้นเด่นที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุน โดยในช่วงที่ผ่านมา เราได้เดินสายโรดโชว์นำเสนอข้อมูลบริษัทฯ ที่หาดใหญ่ กรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ซึ่งมีนักลงทุนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลจำนวนมาก เนื่องจาก SFLEX เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคชั้นนำในประเทศที่สามารถแข่งขันกับคู่แข่งในระดับสากล โดยที่ยอดขายประมาณร้อยละ 80-85 มาจากการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าอุปโภค (Non-Food)  ในขณะที่อีกประมาณร้อยละ 20-25 มาจากการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าบริโภค (Food)โดยบริษัทฯ มีแผนที่จะขยายตลาดไปยังบรรจุภัณฑ์สำหรับสินค้าบริโภคเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งช่วยสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจของบริษัทฯ อย่างมากในอนาคต  จึงทำให้ได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนในช่วงเปิดจองซื้อหุ้นไอพีโอระหว่างวันที่11-13ธันวาคม ที่ผ่านมา ประกอบกับการกำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอที่ 3.88 บาท สอดคล้องกับสภาวะของตลาดหลักทรัพย์ในปัจจุบัน ทำให้มั่นใจว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีอย่างต่อเนื่องในวันเข้าซื้อขายใน SET 19 ธันวาคมนี้” นายสมภพ กล่าว
                นายปรินทร์ธรณ์  อภิธนาศรีวงศ์  ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สตาร์เฟล็กซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ SFLEX  กล่าวว่า หุ้นไอพีโอของบริษัทฯ ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนเป็นอย่างดี เป็นเพราะบริษัทฯ มีพื้นฐานที่โดดเด่น  เงินที่ได้จากการระดมทุนจะนำไปใช้ลงทุนซื้อเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตฟิล์มประเภทที่ใช้ในการปิดผนึกขึ้นรูป (Sealant) ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ สามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งใช้ลงทุนสร้างคลังสินค้าทดแทนการเช่าคลังสินค้าในปัจจุบัน และนำเงินไปชำระคืนเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ซึ่งจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยได้ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน  ด้วยเป้าหมายของบริษัทฯ ที่จะเป็นผู้นำทางด้านบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) ในประเทศไทย และประเทศในกลุ่ม CLMV โดยมุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเป็นผู้นำตลาดในผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สอดคล้องกับแนวโน้มของตลาดที่หันมาใช้วัตถุดิบรีไซเคิล การใช้วัตถุดิบที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติเพื่อให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น  จึงเชื่อว่าปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และมั่นใจว่าหลังเข้าทำการซื้อขาย SFLEX จะเป็นอีกหนึ่งหุ้นที่สร้างผลตอบแทนที่ดีให้แก่นักลงทุน
                “ขอขอบคุณผู้ที่สนใจจองซื้อหุ้นของ  SFLEX  กันอย่างคึกคัก  สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อ SFLEX ในฐานะผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกชนิดอ่อน (Flexible Packaging) สำหรับสินค้าอุปโภคและสินค้าบริโภค  ซึ่งสินค้าอุปโภคและบริโภคดังกล่าว เช่น น้ำยาปรับผ้านุ่ม, น้ำยาล้างจาน, ผงซักฟอก เป็นต้น จะถูกจัดจำหน่ายผ่านช่องทางการค้าปลีกต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า ดิสเคาน์สโตร์ ซูเปอร์มาเก็ต ร้านสะดวกซื้อ เป็นต้น ซึ่งอุตสาหกรรมค้าปลีกในช่วงปี 2558-2561 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 6.81 ต่อปี และยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทฯ อย่างต่อเนื่องในอนาคต โดยบริษัทฯ มุ่งมั่นที่จะนำเสนอผลิตภัณฑ์ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจให้ตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งมีความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในธุรกิจ Flexible Packaging ในกลุ่มประเทศ CLMVT ซึ่งเงินที่ได้จากการระดมทุนจะช่วยให้บริษัทฯ เติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต และ SFLEX พร้อมแล้วที่จะนำหุ้นเข้าทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เป็นวันแรกในวันที่ 19 ธ.ค. นี้”  นายปรินทร์ธรณ์ กล่าว

“นกแอร์” บอร์ดไฟเขียวเพิ่มทุน 888.15 ล้านหุ้น เตรียมขาย RO อัตราส่วน 3.5 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคา 2.50 บาท

“นกแอร์” บอร์ดไฟเขียวเพิ่มทุน 888.15 ล้านหุ้น เตรียมขาย RO อัตราส่วน 3.5 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคา 2.50 บาท

นายวุฒิภูมิ จุฬางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สายการบินนกแอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ NOK เปิดเผยว่า บริษัทได้มีการประชุมคณะกรรมการบริษัทครั้งที่ 12/2562 เมื่อวันที่ 12 ธ.ค. 2562 โดยคณะกรรมการบริษัทมีมติให้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนใหม่เป็น 4,197.17 ล้านบาท ซึ่งจะมีการออกหุ้นสามัญจำนวน 888,147,358 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1 บาท โดยจะอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 888,147,358 หุ้น ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (Right Offering) ในอัตราส่วน 3.5 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคาเสนอขายหุ้นละ 2.50 บาท มูลค่ารวมไม่เกิน 2,220.37 ล้านบาท และกำหนดระยะเวลาเสนอขายตั้งแต่วันที่ 3-7 ก.พ. 2563

สำหรับวัตถุประสงค์ในการเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งให้แก่บริษัททั้งในด้านการดำเนินธุรกิจและด้านเงินทุน โดยบริษัทมีแผนที่จะนำเงินที่ได้รับจากการเพิ่มทุนไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ รวมทั้งเพิ่มสภาพคล่องและเสริมสร้างฐานะทางการเงินให้มีความแข็งแกร่งมากขึ้น

อีกทั้งยังจะช่วยสนับสนุนการขยายเส้นทางและเครือข่ายการบิน โดยบริษัทมีแผนลงทุนในการขยายเส้นทางการบินที่บริษัทศึกษาและเห็นถึงโอกาส ซึ่งจะช่วยเพิ่มเครือข่ายการบิน อัตราการใช้เครื่องบิน และประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และอัตรากำไรให้แก่บริษัทในระยะยาว

ขณะเดียวกันบริษัทจะใช้ในการจัดหาและปรับปรุงฝูงบิน โดยบริษัทมีแผนจัดหาและปรับปรุงฝูงบินเพื่อเพิ่มอัตราการใช้เครื่องบินต่อลำ รวมถึงลดค่าใช้จ่ายคงที่ต่อหน่วย เช่น ค่าเช่าเครื่องบิน ค่าซ่อมบำรุง ค่าบุคลากรการบิน เป็นต้น ดังนั้นจากปัจจัยในการเพิ่มทุนดังกล่าวจะส่งผลให้บริษัทมีผลการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ประกอบการปลื้ม มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ช่วยยอดขายพุ่งกระฉูด

ผู้ประกอบการปลื้ม มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ช่วยยอดขายพุ่งกระฉูด

กรุงเทพฯ--13 ธ.ค.--ผู้ประกอบการอสังหาฯ ยิ้ม มาตรการกระตุ้นของรัฐบาลได้ผล ดันยอดขาย 2 เดือนสุดท้ายปีนี้คึกคัก บางโครงการขายหมดเกลี้ยงในวันเดียว แห่ร่วมอัดโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ต่อเนื่อง

นายชาญกฤช เดชวิทักษ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี (ปฏิบัติงานกระทรวงการคลัง) เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งแนวราบและแนวสูง ต่างขานรับมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล ทั้งโครงการ “บ้านในฝัน รับปีใหม่” และโครงการ “บ้านดีมีดาวน์” ที่กระทรวงการคลังร่วมกับ 3 สมาคมผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ ประกอบด้วย สมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร โดยสมาชิกสมาคมแห่สมัครเข้าร่วมโครงการอย่างคับคั่ง พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายกันอย่างคึกคัก

นายชาญกฤช กล่าวถึงโครงการ “บ้านในฝัน รับปีใหม่” ที่ได้รับมอบนโยบายจากนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้แถลงข่าวเปิดตัวโครงการไปเมื่อวันที่ 11 พ.ย. (11/11) ที่ผ่านมาว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการต่างพากันขึ้นป้ายประชาสัมพันธ์ขนาดใหญ่หน้าโครงการ รวมทั้งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายภายในโครงการและตามห้างสรรพสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดยเขตกรุงเทพมหานคร บริษัท ริชี่ เพลซ 2002 จำกัด (มหาชน) เปิดตัวโครงการ Rich Point ใกล้สถานีรถไฟฟ้า BTS วุฒากาศ โปรโมชั่น VIP-Pre Sale ให้ส่วนลดสูงสุด 400,000 บาท เพียง 1 วัน ก็ขายหมดแล้วในเฟสที่ 1 พร้อมเปิดเฟสที่ 2 ต่อทันที ในส่วนของบริษัท เจ้าพระยามหานคร จำกัด (มหาชน) มีโปรโมชั่น ซื้อตอนนี้ ช่วยผ่อนนานสูงสุดถึง 10 ปี แจกฟรี I-PHONE 11 PRO ทองคำมูลค่า 9 บาท ใน 10 โครงการพร้อมอยู่ ทำเลเด่นตามแนวรถไฟฟ้า และบริษัท ปรีดา เรียล เอสเตส จำกัด นำ GreneCodo ย่านดอนเมือง ใกล้รถไฟฟ้าและสนามบิน เข้าร่วมโครงการ “บ้านในฝัน รับปีใหม่” จอง 7,900 บาท รับทองคำหรือ Cash Back มูลค่ากว่า 100,000 บาททันที และรับสิทธิ์ลุ้นรับ Apple Watch Series 5 ด้วย ในเฟสที่ 1 เกือบ 600 ห้อง เหลือเพียง 5 ห้อง และเริ่มเปิดขายเฟสที่ 2 แล้วอีกกว่า 500 ห้อง

ในส่วนภูมิภาคก็ร้อนแรงไม่แพ้กัน บริษัท เอดี เฮ้าส์ จำกัด ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในภาคตะวันออก ซึ่งอยู่ในพื้นที่โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC ได้นำโครงการคอนโดมิเนียมซึ่งมีอยู่ในหลายพื้นที่ ทั้งเขตจอมเทียนและบางเสร่ จัดโปรโมชั่นซื้อ 1 ห้อง แถมฟรี 1 ห้อง ลูกค้าเลือกแบบห้องติดกันหรือแยกโครงการก็ได้ ซึ่งได้รับความสนใจ มีตัวแทนนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ฯ เข้าชมพื้นที่จริง เพื่อนำไปเสนอขายให้กับลูกค้าที่อยู่จังหวัดอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง

และสำหรับโครงการ "บ้านดีมีดาวน์" ซึ่งกระทรวงการคลังช่วยสนับสนุนเงินดาวน์ จำนวน 50,000 บาท ให้ผู้ได้รับสิทธิ์ 100,000 ราย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำนายกรัฐมนตรี บอกว่า อยากให้ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง รีบไปเลือกดูโครงการที่ตรงกับความต้องการ ขณะนี้ได้เปิดลงทะเบียนรับสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 11 ธ.ค.62-31 มี.ค.63 เริ่มเวลา 8.00-18.00 น. โดย 2 วันที่ผ่านมามีผู้สนใจสมัครเข้าร่วมรับสิทธิ์แล้ว จำนวน 58,103 ราย ด้านผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ต่างพากันจัดโปรโมชั่นที่น่าสนใจ อาทิ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) นำ 9 โครงการ รวม 370 ยูนิต มูลค่ารวม 830 ล้านบาท ร่วมจัดโปรโมชั่นประกบมาตรการ "บ้านดีมีดาวน์" ซึ่งกระทรวงการคลังช่วยเงินดาวน์ 50,000 บาท และบริษัทยังได้เติมเงินดาวน์ให้อีก 50,000 บาท รวมเป็น 100,000 บาท สำหรับลูกค้าที่ซื้อและโอนภายใน 31 ธ.ค.62

นอกจากนี้ยังถือเป็นโอกาสที่ดีมาก เพราะธนาคารของรัฐ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ต่างพร้อมใจลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง โดยธนาคารออมสินเปิดตัวสินเชื่อบ้านผ่อนต่ำ ล้านละ 10 บาทต่อเดือน ระยะเวลา 1 ปี ปีที่ 2-3 เท่ากับ 4.350% ต่อปี เฉลี่ย 3 ปี เท่ากับ 2.903% ไม่จำกัดวงเงินกู้สูงสุด โดยวงเงินกู้ 1 ล้านบาท ผ่อนชำระ 20 ปี ตั้งเป้าหมายสินเชื่อเคหะในปี 2562 ไว้ที่ 70,000 ล้านบาท นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงตุลาคมปล่อยไปแล้วกว่า 38,000 ล้านบาท ในส่วนของธนาคารกรุงไทย จัดแคมเปญ สินเชื่อบ้านกรุงไทย สุขใจถ้วนหน้า ดอกเบี้ยปีแรก 0.50% เฉลี่ย 3 ปี เพียง 2.50% ฟรีค่าธรรมเนียมประเมินราคาและค่าธรรมเนียมยื่นกู้ โดยลูกค้า 1,000 รายแรกที่ได้รับอนุมัติ ธนาคารช่วยผ่อนให้อีก 5,500 บาท ลูกค้ารายที่ 1,001-10,000 จะลดดอกเบี้ยปีแรกลงอีก 0.10% ต่อปี

“นอกจากแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของธนาคารที่ลดลงแล้ว ยังมีมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่คลอดออกมา ทั้งในโครงการ “บ้านในฝัน รับปีใหม่” และโครงการ "บ้านดีมีดาวน์" ซึ่งทั้ง 2 โครงการเป็น 2 ใน10 ของขวัญปีใหม่ 2563 ที่รัฐบาลมอบให้พี่น้องประชาชน ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถดึงดูดให้ประชาชนซื้อบ้านมากขึ้นและช่วยระบายสต๊อกคงค้างของที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ที่มีอยู่ประมาณ 35,000 ยูนิต ให้ลดลงตามเป้าหมายที่วางไว้ได้“ นายชาญกฤชกล่าว

BAM มั่นใจหลังเข้าตลาดฯ ศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตอบสนองภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

BAM มั่นใจหลังเข้าตลาดฯ ศักยภาพการแข่งขันเพิ่มขึ้น ตอบสนองภาวะเศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM ยืนยันถึงความพร้อมในการเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เผยนักลงทุนเชื่อมั่น

ในศักยภาพการเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารสินทรัพย์ และประสบการณ์ที่ยาวนานกว่า 20 ปี ได้รับการตอบรับดีเยี่ยมจากประชาชนและนักลงทุนสถาบันชั้นนำทั้งในและ

ต่างประเทศ โดยได้กำหนดราคาขายสุดท้ายที่ 17.50 บาทต่อหุ้น ซึ่งเป็นราคาสูงสุดจากช่วงราคาเสนอขายที่ 15.50-17.50 บาท  ผู้บริหารเตรียมยกทีมเดินหน้านำหุ้น

เข้าจดทะเบียนและทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรก หรือ 1st Trading Day ในวันจันทร์ที่ 16 ธันวาคมนี้

นางทองอุไร ลิ้มปิติ ประธานกรรมการบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงความมั่นใจในการระดมทุนผ่านหุ้น BAM ในครั้งนี้ว่า การเข้าจดทะเบียนพร้อมทำการซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (1st Trading Day) ในวันที่ 16 ธันวาคม 2562 นี้ เป็นก้าวแห่งความสำเร็จที่บุคคลากรของ BAM ทุกคนภาคภูมิใจ เพราะจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานให้เทียบเท่าบริษัทเอกชน เพิ่มแหล่งเงินทุนที่หลากหลายสำหรับการขยายธุรกิจในอนาคต และลดภาระหนี้ของบริษัทฯ ตลอดจนใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน”

การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เป็นโอกาสสำหรับประชาชนและนักลงทุนที่สนใจสามารถเป็นเจ้าของบริษัทบริหารสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ 

และมีเครือข่ายสาขาและสำนักงานมากที่สุดครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาค พร้อมศักยภาพในการสร้างโอกาสในทุกภาวะเศรษฐกิจ และการเติบโตจาก NPLs และ NPAs ในระบบธนาคาร

ที่เติบโตอย่างต่อเนื่องสำหรับผลการดําเนินงานงวด 9 เดือน ปี 2562 BAM มีรายได้รวม 9,206 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 43.4% จากงวดเดียวกันของปี 2561 และมีกำไรสุทธิ 4,882 ล้านบาท 

เพิ่มขึ้น 47.5 % จากงวดเดียวกันของปี 2561 

นางทองอุไร กล่าวถึงความพร้อมในการเข้าจดทะเบียนของ BAM ว่า “การเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ของ BAM เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการบริหารงานให้เทียบเท่าบริษัทเอกชน ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการประกอบธุรกิจ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ตอบสนองต่อสถานการณ์และสภาพแวดล้อมธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ บริษัทฯ ได้มีการศึกษาถึงผลกระทบทางภาษี และมาตรฐานบัญชีฉบับใหม่ (TFRS 9) และได้เตรียมความพร้อมในการรับมือถึงปัจจัยดังกล่าว โดยยังมั่นใจถึงผลประกอบการที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง และคาดว่าบริษัทฯ จะสามารถจ่ายเงินปันผลได้จากกระแสเงินสดของบริษัทฯ ที่แข็งแกร่งและมั่นคง เพื่อสร้างผลตอบแทนระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ BAM ยังคงเป็นกลไกที่สำคัญในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยการแก้ปัญหาสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ และทรัพย์สินรอการขายจากสถาบันการเงินต่างๆ เพื่อช่วยสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้กลับมาเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพ และหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ โดย  นับตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทฯ จนถึง 30 กันยายน 2562  BAM สามารถปิดบัญชีเงินให้สินเชื่อจากการซื้อลูกหนี้ NPLs ซึ่งคำนวณจากมูลค่าต้นทุนการซื้อไปแล้วเป็นจำนวนกว่า 90,000 ล้านบาท” นางทองอุไรกล่าว

JKN โชว์ความสำเร็จรุกจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในตลาดต่างประเทศ มั่นใจปีนี้ทำสัดส่วนรายได้พุ่งเป็น 30% ตามแผนที่วางไว้

JKN โชว์ความสำเร็จรุกจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในตลาดต่างประเทศ มั่นใจปีนี้ทำสัดส่วนรายได้พุ่งเป็น 30% ตามแผนที่วางไว้

 ‘บมจ.เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย หรือ JKN’ ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล ประกาศความสำเร็จด้วยการรุกจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ในตลาดต่างประเทศ หลังประสบความสำเร็จในการทำตลาดคอนเทนต์ซีรีส์ละครไทยยึดตลาดอาเซียน เพื่อแผยแพร่ผ่านทุกแพลตฟอร์มทั้ง ทีวีดิจิทัล ทีวีบอกรับสมาชิกและ OTT ขณะที่ซีรีส์อินเดียและฟิลิปปินส์ยังครองใจผู้ชมในกลุ่ม CLMV มั่นใจปีนี้สัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศเพิ่มเป็น 30% ของรายได้รวมตามแผน

               คุณแอน-จักรพงษ์ จักราจุฑาธิบดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เจเคเอ็น โกลบอล มีเดีย จำกัด (มหาชน) หรือ JKN ผู้นำการจัดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ระดับสากล เปิดเผยว่า จากนโยบายการดำเนินงานในปีนี้ ที่ตั้งเป้ารุกขยายตลาดในกลุ่มภูมิภาคอาเซียนให้มากขึ้น โดยบริษัทฯ ประสบความสำเร็จจากการทำตลาดเป็นอย่างดี ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในการทำตลาดผ่านกลยุทธ์ ‘ซุปเปอร์สตาร์มาร์เก็ตติ้ง’  ที่สร้างความนิยมในคอนเทนต์ซีรีส์อินเดีย ฟิลิปปินส์ และซีรีส์ละครไทย จากช่อง 3 และครองใจผู้ชมในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

               ทั้งนี้ ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา JKN สามารถเปิดตลาดในต่างประเทศและประสบความสำเร็จในการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ซีรีส์อินเดียและฟิลิปปินส์ให้แก่ผู้ประกอบการทีวี มากกว่า 1,000 ชั่วโมง เพื่อนำไปออกอากาศ เพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มประเทศ CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) โดยเฉพาะประเทศเวียดนาม ซึ่งในปีนี้ประสบความสำเร็จมีรายได้เพิ่มมากขึ้นจากปีก่อน

               ขณะเดียวกัน ลิขสิทธิ์คอนเทนต์จากช่อง 3 ซึ่ง JKN รับหน้าที่เป็นตัวแทนการตลาดและจำหน่ายคอนเทนต์นั้น ก็ได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าที่ซื้อลิขสิทธิ์เพื่อนำไปออกอากาศผ่านทุกแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น การเซ็นสัญญากับ ‘ติ่มซำ’ ที่นำละครจากช่อง3 ไปออกอากาศผ่านแพลตฟอร์ม OTT (Over-the-top) ให้แก่ผู้ชมในประเทศมาเลเซีย บรูไน สิงคโปร์ หรือการจำหน่ายคอนเทนต์ให้แก่สถานีโทรทัศน์ราจาวลี (RAJAWALI TV) ผู้นำสื่อโทรทัศน์ของอินโดนีเซีย เพื่อนำไปออกอากาศผ่านเครือข่ายฟรีทีวี และความภาคภูมิใจสูงสุดของ JKN ในการจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ออกสู่ตลาดต่างประเทศ คือ การนำลิขสิทธิ์ละครไทยสู่ประเทศเกาหลี โดยจำหน่ายคอนเทนต์ให้แก่บริษัท TRA Media ซึ่งเป็นเจ้าของโทรทัศน์ระบบบอกรับสมาชิกจำนวน 4 ช่อง ที่เป็นเครื่องยืนยันคุณภาพการผลิตของละครไทยที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของผู้ชมภูมิภาคนี้ ซึ่งการเปิดตลาดในประเทศใหม่ๆ จะช่วยให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้นในปีถัดไปด้วยเช่นกัน

               นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังคงเดินหน้ารุกขยายตลาดต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง  ไม่ว่าจะเป็นภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ตะวันออกกลาง ยุโรป และละตินอเมริกา เพื่อผลักดันคอนเทนต์ละครไทยให้เป็นที่รู้จักและเกิดการยอมรับจากผู้ชมทั่วโลก ผ่านการจัดกิจกรรมออกบูธเพื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ไทย ล่าสุด JKN ประสบความสำเร็จในการทำตลาดภายในงาน Asia TV Forum & Market 2019 (ATF 2019) ประเทศสิงค์โปร์ ที่นำละครไทยอีกกว่า 100 เรื่อง มาร่วมทำการตลาดเพื่อสร้างกระแสให้แก่คอนเทนต์ โดยมีเรื่อง ‘ลิขิตรักข้ามดวงดาว’ และ’กรงกรรม” ละครไทยที่ได้เข้าชิงรางวัล Regional Winner ในรายการ The Asian Academy Creative Awards (AAA Awards) ที่ประเทศสิงค์โปร์ ถึง 6 สาขารางวัลที่ปีนี้มีผู้เข้าชิงรางวัลนักแแสดงนำชายยอดเยี่ยมอย่าง ‘เจมส์ จิ’ เป็นคอนเทนต์ไฮไลต์ภายในงาน ซึ่งมีช่องสถานีโทรทัศน์ต่างๆทั่วโลกให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

               พร้อมกันนี้ JKN ยังได้นำสารคดี ‘ตามรอยพระพุทธเจ้า 2 : ไตรปิฎก คำสอนมีชีวิต’ สารคดีที่นำเสนอเรื่องราวของวิถีชาวพุทธ สื่อให้เห็นถึงความเลื่อมใส และความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตจากแนวคิดและคำสอนที่บันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ด้วยความเชื่อ และการปฏิบัติที่แตกต่างกันไปใน 15 ประเทศ รวม 13 ตอน ซึ่งสารคดีชุดนี้ผลิตโดยทีมงานคนไทย และใช้เวลาสร้างสรรค์ผลงานกว่า 3 ปี เพื่อจำหน่ายสารคดีออกไปสู่ตลาดต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเช่นกัน

 “ ปีนี้ถือเป็นปีที่ดีของ JKN ในการทำตลาดจำหน่ายลิขสิทธิ์คอนเทนต์ทั้งอินเดีย ฟิลิปปินส์ และละครไทยในตลาดต่างประเทศ ที่ประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมาย และสามารถสร้างมูลค่างาน ที่รอส่งมอบให้ลูกค้าอย่างได้ต่อเนื่อง ส่งผลดีต่อสัดส่วนรายได้จากตลาดต่างประเทศในปีนี้ ที่จะมีสัดส่วนรายได้เป็น 30% ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้” คุณแอน-จักรพงษ์ กล่าว

TEAMG แท็คทีม การท่าเรือ ลุยงานออกแบบ ท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 มูลค่าแสนล้านบาท

TEAMG แท็คทีม การท่าเรือ ลุยงานออกแบบ ท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 มูลค่าแสนล้านบาท

“ทีมกรุ๊ป” ผสาน การท่าเรือแห่งประเทศไทย เดินหน้าลุยรับงานออกแบบรายละเอียด จัดทำเอกสารประกวดราคางานก่อสร้างโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 มูลค่าแสนล้านบาท

นายชวลิต จันทรรัตน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีม คอนซัลติ้ง เอนจิเนียริ่ง แอนด์ แมเนจเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ TEAMG  เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความไว้วางใจจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยให้เป็นผู้ออกแบบรายละเอียด และจัดทำเอกสารประกวดราคางานก่อสร้างโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 เพื่อให้สามารถรองรับการขนส่งตู้สินค้าผ่านท่าทางรถไฟ และเพิ่มระบบจัดการขนตู้สินค้าแบบอัตโนมัติ (Automation) ทั้งในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) และงานส่วนที่ภาครัฐจะลงทุนเองด้วย

โดยโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 3 ในส่วนที่จะให้เอกชนร่วมลงทุนมีมูลค่า 114,047 ล้านบาท  ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดหาเอกชนร่วมลงทุน  เพื่อการพัฒนาบนพื้นที่ 2,846 ไร่ ก่อสร้างแอ่งจอดเรือ กว้าง 920 เมตร ลึก -18.5 เมตร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถรองรับตู้สินค้า เพิ่มขึ้นอีก  7 ล้านทีอียู

ทั้งนี้จะเริ่มทยอยดำเนินการระยะแรก ซึ่งจะเปิดให้บริการท่าเทียบเรือตู้สินค้า ก่อนในปี 2566 เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจากเดิม 11 เพิ่มเป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี รวมทั้งยังช่วยผลักดันสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางจากปัจจุบัน 7 ให้เพิ่มขึ้นเป็น 30% เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ รวมถึงส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจกับนานาประเทศได้อีกด้วย

ขณะเดียวกันการท่าเรือแห่งประเทศไทยได้ให้บริษัทออกแบบงานก่อสร้างในส่วนที่รัฐจะลงทุน มูลค่าประมาณ 32,000 ล้านบาท โดยจะแบ่งงานก่อสร้างออกเป็น 4 สัญญา ได้แก่

1.      งานสำรวจระดับความลึกท้องทะเล และงานสำรวจชั้นดินบนบกและในทะเล งานออกแบบร่องน้ำและแอ่งจอดเรือของท่าเทียบเรือขนส่งตู้สินค้า ความลึก -18.5 ม.รทก. และ กว้าง 920 เมตร ร่องน้ำเดินเรือ และแอ่งจอดเรือของท่าเทียบเรือชายฝั่ง ความลึก -9 ม.รทก. และกว้าง 285 เมตร ร่องน้ำเดินเรือ และแอ่งจอดเรือของท่าเทียบเรือบริการ ความลึก -16 ม.รทก. (เนื่องจากเป็นร่องน้ำเชื่อมต่อจากท่าเรือแหลมฉบัง ขั้นที่ 2) และกว้าง 600 เมตร และงานออกแบบคันหินล้อมพื้นที่ถมและเขื่อนกันคลื่น

2.      งานออกแบบท่าเทียบเรือชายฝั่ง ท่าเทียบเรือบริการ อาคารส่วนสาธารณูปโภคเช่น อาคารประตูตรวจสอบ 5 อาคาร สถานีไฟฟ้าย่อย 115 KV อาคารสถานีไฟฟ้าย่อย 22 KV อาคารพักขยะ อาคารร้านอาหารและจำหน่ายสินค้าปลอดภาษี อาคารสูบจ่ายน้ำประปา และอาคารควบคุมสถานีสูบระบายน้ำ อาคารในท่าเรือชายฝั่ง ได้แก่ สำนักงานปฏิบัติการท่าเรือชายฝั่ง ด่านทางเข้าท่าเรือชายฝั่ง โรงซ่อมบำรุง สถานีไฟฟ้าย่อย 6.6 KV อาคารในท่าเรือบริการ ได้แก่ สำนักงานท่าเรือบริการ โรงนอนพนักงาน อาคารสื่อสารและหอสังเกตการณ์ งานออกแบบภูมิสถาปัตยกรรม งานออกแบบระบบประปาและดับเพลิง ระบบจัดการน้ำเสีย ระบบจัดการขยะ ระบบระบายน้ำฝน ระบบไฟฟ้า ระบบสารสนเทศและสื่อสาร ระบบกล้องวงจรปิด และงานออกแบบระบบถนน จุดตัดทางรถไฟ และระบบจราจรภายในพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง  ขั้นที่  3

3.      งานระบบรถไฟ เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของการขนส่งสินค้าทางรถไฟของท่าเรือแหลมฉบัง และ4.งานจัดหา และติดตั้งเครื่องจักรอุปกรณ์สำหรับขนย้ายตู้สินค้า และงานระบบเทคโนโลยีสารสนเทศของพื้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง  ขั้นที่ 3

นอกจากนี้ในปัจจุบันยังอยู่ในขั้นตอนการขายแบบในส่วนของสัญญาส่วนที่ 1 เพื่อให้ผู้รับเหมาที่สนใจมาประมูลแข่งขันกันในเร็วๆ นี้

MTC สุดสตรอง!ไม่กระทบโครงการรีไฟแนนซ์ลูกหนี้บัตร มั่นใจโค้งสุดท้ายปีนี้ พอร์ตสินเชื่อทะลุนิวไฮเติบโต 25-30% กางแผนโรดโชว์ต้นปีหน้า ประเดิมสิงคโปร์-สหรัฐอเมริกา

MTC สุดสตรอง!ไม่กระทบโครงการรีไฟแนนซ์ลูกหนี้บัตร มั่นใจโค้งสุดท้ายปีนี้ พอร์ตสินเชื่อทะลุนิวไฮเติบโต 25-30% กางแผนโรดโชว์ต้นปีหน้า ประเดิมสิงคโปร์-สหรัฐอเมริกา

MTC ยืนยันไร้ผลกระทบจากโครงการแบงก์ชาติ เปิดให้ลูกหนี้บัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด สามารถรีไฟแนนซ์ด้วยอัตราดอกเบี้ยต่ำเพียง 7-12% จากอัตราดอกเบี้ยปกติระดับ 18-28% เนื่องจากบริษัทฯไม่มีลูกหนี้กลุ่มดังกล่าว ฟาก"ชูชาติ เพ็ชรอำไพ" ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเมินโค้งสุดท้ายปีนี้พอร์ตสินเชื่อเติบโตแตะนิวไฮระดับ 25-30% พร้อมเดินหน้าโรดโชว์อัพเดทข้อมูลให้นักลงทุนสถาบันประเทศสิงคโปร์ และสหรัฐอเมริกา ในไตรมาสแรกปีหน้า

            นาย ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC เปิดเผยว่าจากกรณีที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทยมีแผน เปิดโครงการรีไฟแนนซ์ เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ดีของบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ด้วยการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเพียงระดับ 7-12% จากอัตราดอกเบี้ยปกติที่ระดับ 18-28% สำหรับลูกหนี้ที่เข้าโครงการฯ ทั้งนี้จากโครงการดังกล่าว บริษัทฯ ไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด  เนื่องจากไม่มีผลิตภัณฑ์สินเชื่อประเภทบัตรเครดิต และบัตรกดเงินสด ดังนั้น การดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ยังเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ทุกประการ

            "ในช่วงโค้งสุดท้ายปีนี้ บริษัทฯ ยังมั่นใจในผลการดำเนินงาน ซึ่งน่าจะเป็นไปตามทิศทางที่ได้สื่อสารไว้กับนักลงทุน โดยพอร์ตสินเชื่อประมาณการว่าจะเติบโต จากงวดเดียวกันปีก่อนในอัตรา 25-30% และการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อยังคงเติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะทำนิวไฮอีกครั้ง ขณะที่บริษัทฯยังสามารถควบคุมอัตราส่วนหนี้เสียของพอร์ตสินเชื่อให้อยู่ในอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาด ซึ่งคาดการณ์ว่าจะไม่เกิน 1.5% แม้ว่าภาวะเศรษฐกิจของประเทศทั่วไปอยู่ในสภาวะถดถอย"

 

ตั้งแต่ต้นปี 2562 บริษัทได้รับรางวัลที่สำคัญจากสมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการไทย (IOD) และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย  ได้แก่  รางวัล  Board  of  the  Year  Award 2018 , รางวัล Outstanding Company Performance Awards, รางวัล Outstanding CEO Awards และ รางวัล Thailand  Sustainability Investment (THSI)  จากรางวัลดังกล่าวข้างต้นทำให้ได้รับความเชื่อถือจากนักลงทุนมากขึ้น  ส่งผลให้นักลงทุนมีความสนใจและต้องการให้บริษัทไปนำเสนอข้อมูลการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งในประเทศ และต่างประเทศอย่างคึกคัก   ซึ่งในไตรมาส 1/63 บริษัทมีแผนจะเดินทางไปพบนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้ข้อมูลการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยจะเดินทางไปที่ประเทศสิงคโปร์ ระหว่างวันที่ 9 – 10 มกราคม 2563  ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส(ประเทศไทย)จำกัด ซึ่งคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้าร่วมรับฟังข้อมูลไม่ต่ำกว่า 25 กองทุน นอกจากนี้ยังมีแผนเดินทางไปที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ในเมืองนิวยอร์ค-บอสตัน  ระหว่างวันที่  15-16 มกราคม 2563  ร่วมกับ บริษัทหลักทรัพย์ เคที ซีมิโก้ จำกัด (มหาชน)   และคาดว่าจะมีนักลงทุนเข้าร่วมรับฟังไม่ต่ำ 20 กองทุน 

EA-TFG จับมือร่วมลงทุนทำโซลาร์ลอยน้ำและโซลาร์รูฟ

EA-TFG จับมือร่วมลงทุนทำโซลาร์ลอยน้ำและโซลาร์รูฟ

v

EA และ TFG ประกาศความร่วมมือ ลงขันตั้งบริษัทย่อย “ทีเอฟ เทค” (TFT) ถือหุ้นฝ่ายละ 40% เดินหน้าติดตั้งโซลาร์ลอยน้ำ ขายไฟให้กับ TFG และบริษัทในเครือ โดยถือเป็นการเปิดฉากเข้าสู่ธุรกิจไฟฟ้าของกลุ่ม TFG "วินัย เตียวสมบูรณ์กิจ" บิ๊กบอส TFG  มั่นใจการร่วมทุนครั้งนี้จะช่วยลดต้นทุนพลังงานไฟฟ้าโดยใช้พลังงานสะอาด ประเดิมติดตั้งโครงการแรกในโรงงาน แห่ง ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า 13.78 เมกะวัตต์ คาดเริ่มดำเนินการได้ตั้งแต่เดือน พ.ค.63 ถือเป็นการเปิดฉากการก้าวสู่ธุรกิจโซลาร์ลอยน้ำของ EA และ TFG พร้อมต่อยอดไปยังโซลาร์รูฟท๊อปในอนาคต

                 นายวินัย เตียวสมบูรณ์กิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TFG  เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เพื่อเข้าร่วมลงทุนในบริษัท ทีเอฟ เทค จำกัด (TFT) ฝ่ายละ 40% โดยมีวัตถุประสงค์ในการเข้าทำธุรกิจร่วมกันเพื่อก่อสร้างและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ (Floating Solar) ในพื้นที่ของ TFG และบริษัทในเครือ ในอนาคตอาจมีการขยายไปสู่การก่อสร้างและติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) บนอาคารโรงงาน  ฟาร์มเลี้ยงไก่ และสุกรของ TFG  บริษัทในเครือ รวมไปถึงการผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นอีกด้วย

 

                   “เราตัดสินใจลงทุนร่วมกับ EA เนื่องจากความโดดเด่นของ EA ที่มีความเชี่ยวชาญด้านพลังงานทดแทนเป็นอย่างมาก รวมทั้งเห็นการใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าของ EA จึงได้ร่วมกันนำมาพัฒนาเพื่อใช้กับโครงการของ TFG ในส่วนโรงงานชำแหละไก่และโรงงานอาหารสัตว์ นายวินัยกล่าว

                นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) (EA) ผู้นำนวัตกรรมด้านพลังงาน กล่าวว่า “ด้วยประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของทีมงานเราในการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มาแล้ว 278 เมกะวัตต์ ทั้งแบบธรรมดา และแบบหมุนตามดวงอาทิตย์ ในครั้งนี้เราได้รับโอกาสอันดีที่จะขยายเข้าสู่รูปแบบโซลาร์ลอยน้ำ โดยร่วมมือกับ TFG เพื่อนำนวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดและรักษาสิ่งแวดล้อม มาช่วยลดค่าไฟฟ้า ซึ่งโครงการแรกจะเริ่มติดตั้งแผงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ลอยน้ำ (Floating Solar)ในโรงงาน แห่ง ประกอบด้วย โรงชำแหละไก่กาญจนบุรี,โรงชำแหละไก่ กบินทร์บุรี, โรงอาหารสัตว์ สุพรรณบุรี และโรงอาหารสัตว์ กบินทร์บุรี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ภายในเดือนพฤษภาคม 2563 นอกจากนี้ยังเตรียมการเข้าสู่การทำระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือ Solar Rooftop ทั้งสำหรับกลุ่ม TFG และรายอื่นๆ อีกด้วย”

 

                สำหรับ  บริษัท ทีเอฟ เทค จำกัด (TFT) จัดตั้งขึ้นเพื่อประกอบกิจการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน มีทุนจดทะเบียน 200 ล้านบาท โดยสัดส่วนการถือครองหุ้น ประกอบด้วย TFG 40% EA 40% และบุคคลธรรมดา 20%

L&E ส่งซิกรายได้ Q4/62 ดีกว่า Q4/61 แต่ทั้งปีชะลอตัวเล็กน้อย กอด Backlog 1,500 ล้านบาท ทยอยรับรู้ถึงต้นปีหน้า

L&E ส่งซิกรายได้ Q4/62 ดีกว่า Q4/61 แต่ทั้งปีชะลอตัวเล็กน้อย กอด Backlog 1,500 ล้านบาท ทยอยรับรู้ถึงต้นปีหน้า

 L&E ส่งสัญญาณ Q4/2562 ดี รายได้โตต่อเนื่องจากไตรมาส 3/2562 รวมทั้ง ดีกว่างวดเดียวกันของปีก่อน พร้อมตุนงานในมือ 1,500 ลบ. ทยอยรับรู้รายได้ถึงต้นปี 2563 วางกลยุทธ์ รุกตลาดอุปกรณ์แสงสว่างต่อเนื่องในปีหน้า คาดกำลังซื้อฟื้น ผนวกกับงานโครงการ และนโยบายภาครัฐเริ่มมีการเบิกจ่ายชัดเจน   หนุนความต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ แถมมีลุ้นขยายตลาดไปยังสหรัฐอเมริกาเพิ่ม หลังเจรจาลูกค้าใหม่อยู่ 2-3 ราย คาดได้ข้อสรุปต้นปีหน้า คาดเป็นแรงผลักดันให้ ปี 63 โตก้าวกระโดด
                นายปกรณ์ บริมาสพร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ L&E ผู้นำธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายโคมไฟฟ้า รวมทั้งอุปกรณ์แสงสว่างรายใหญ่ของประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน เปิดเผยถึง แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 4/2562 คาดว่ารายได้ของบริษัทฯ จะเติบโตจากไตรมาส 3/2562 รวมถึงเติบโตจากงวดเดียวกันของปีก่อน จากงานในมือ (Backlog) ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 มีรอไว้อยู่แล้วที่ 1,500 ล้านบาท ชึ่งจะรับรู้รายได้ในช่วงที่เหลือของปีนี้ต่อเนื่องต้นปีหน้
                “ปีนี้เป็นปีที่มีความท้าท้ายอย่างยิ่ง ทั้งปัจจัยภายในของบริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อรองรับกับการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี ยังมีเหตุการณ์สำคัญหลายเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัท ทั้งในด้านลบ และด้านบวก เช่น สงครามการค้าระหว่างประเทศสหรัฐอเมริกากับประเทศจีน ที่ยังคงยืดเยื้อออกไป ส่งผลให้มีสินค้าจีนจำนวนมาก  ทะลักเข้ามาในประเทศไทย ก่อให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรง และราคาสินค้าต้องปรับตัวลดลง แม้ว่าราคาสินค้าที่ลดลงจะสามารถชดเชยได้ด้วยต้นทุนการผลิตของบริษัทฯ ที่สามารถปรับลดได้มากกว่า ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทฯ ในปีนี้สูงกว่าปีก่อน ๆ” นายปกรณ์กล่าว
                แต่อย่างไรก็ตาม สงครามการค้าระหว่างจีนและสหรัฐอเมริกา กลับส่งผลดีต่อบริษัทฯ เนื่องจากผู้ประกอบการ จากประเทศสหรัฐอเมริกาหลายรายได้มาติดต่อเจรจา เพื่อให้บริษัทฯ ผลิตสินค้าให้แทน จากเดิมที่ให้ประเทศจีนผลิต โดยขณะนี้เจรจาอยู่ 2 - 3 ราย คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในต้นปี 2563 ซึ่งหากการเจรจาประสบความสำเร็จจะทำให้ผลประกอบการของบริษัทฯ มีการเติบโตก้าวกระโดด
                ทั้งนี้ จากการที่ภาพรวมอุตสาหกรรมปี 2562 ไม่คึกคักเท่าที่ควร เนื่องจากมีการชะลอโครงการของภาครัฐในบางโครงการถูกเลื่อนส่งมอบออกไป ได้แก่ งานอาคารเทียบเครื่องบินรอง สนามบินสุวรรณภูมิ  และงานบางส่วนของรัฐสภา เป็นต้น รวมไปถึง ภาพรวมกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง สงครามการค้าระหว่างจีน-สหรัฐอเมริกาที่ยังยืดเยื้อ และเศรษฐกิจโลก   ที่ชะลอตัว ส่งผลให้ภาพรวมผลประกอบการในปี 2562 ของ L&E คาดว่ารายได้จะลดลงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จากปีก่อนมีรายได้ 2,923 ล้านบาท ขณะที่ผลประกอบการงวด 9 เดือนแรกปีนี้ มีรายได้จากการขายและให้บริการ 1,861 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 22.7 ล้านบาท มีสัดส่วนงานโครงการในส่วนของอุปกรณ์ไฟฟ้าและแสงสว่าง 68% เป็นรายได้หลัก
                สำหรับเป้าหมายปี 2563 มั่นใจว่า จะเป็นปีที่ดีของ L&E ต่อเนื่อง จากการเดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจแสงสว่างในประเทศไทยและในภูมิภาคอาเซียน ตามกลยุทธ์ที่วางไว้ รองรับความต้องการใช้ LED เพิ่มสูงขึ้น คาดกำลังซื้อผู้บริโภคจะฟื้นตัว งานโครงการจากภาครัฐบาลและเอกชนเริ่มขับเคลื่อนเดินหน้าต่อ โดยเฉพาะการเปลี่ยนอุปกรณ์แสงสว่างมาใช้ LED เพื่อประหยัดพลังงานแทนของเดิม
                โดยปัจจุบันสัดส่วนพอร์ตรายได้ของบริษัทฯ แบ่งเป็นงานโครงการ 70%, งานค้าส่ง/ค้าปลีก 25% และงานต่างประเทศ 5% แต่อย่างไรก็ตาม หากการเจรจากับผู้ประกอบการจากประเทศสหรัฐอเมริกาประสบความสําเร็จ สัดส่วนพอร์ตรายได้จะเปลี่ยนไปอย่างมาก เป็นงานโครงการ 45%, งานค้าส่ง/ค้าปลีก 15% และงานต่างประเทศ 40% (สัดส่วน 40% ของงานต่างประเทศ แบ่งเป็นตลาดในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งยังคงเน้น Business Model “Solution Provider” 10% และตลาด Mass ที่ส่งไปขายในประเทศที่อยู่ห่างไกล เช่น สหรัฐอเมริกา คาดว่าพอร์ตรายได้จะอยู่ที่ 30%
                “การเติบโตที่ผ่านมาของบริษัทฯ เป็นแบบ Organic Growth เป็นหลัก แต่จากนี้ไปบริษัทฯ จะเน้นเพิ่มการเติบโต ด้าน Smart Devices ด้าน IoT เพื่อสอดรับกับยุค Disruptive Technology อย่างไรก็ตาม บริษัทฯให้ความสําคัญกับการเติบโตที่ยั่งยืน โดยมีนโยบายรักษาวินัยทางการเงิน และจะรักษาสัดส่วน D/E ที่เหมาะสม ไม่ให้เกิดปัญหาความเสี่ยงจากการลงทุนมากเกินไป พร้อมทั้ง การขยายโอกาสทางการตลาดไปยังสหรัฐอเมริกา เชื่อว่าจะสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ” นายปกรณ์ กล่าว

“GLOCON” ผนึกกำลัง “The Angel Global” รุกธุรกิจ Personal Health Care Products

“GLOCON” ผนึกกำลัง “The Angel Global” รุกธุรกิจ Personal Health Care Products

 “โกลบอล คอนซูเมอร์” หรือ GLOCON กางแผนรุกธุรกิจผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภค หรือ Personal Health Care Products จับมือ The Angel Global บริษัทย่อย รุกธุรกิจสู่ความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมเครือข่ายผู้บริโภค ทั้งผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพิ่มความสามารถในการสร้างยอดขายและการทำกำไรที่โดดเด่นในอนาคต
 
                นายเชิดศักดิ์ กู้เกียรตินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOCON เปิดเผยถึง ความคืบหน้าแผนการรุกธุรกิจ Personal Health Care Products เป็นอีกยุทธศาสตร์สำคัญในการเติบโตผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อย บริษัท ดิ แองเจิ้ล โกลบอล จํากัด ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา เพื่อดำเนินธุรกิจในรูปแบบการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) จัดจําหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้ในหลากหลายช่องทาง ปัจจุบัน จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทยแล้วเสร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พร้อมกางแผนกลยุทธ์เพื่อผลักดันการเติบโตให้ธุรกิจในกลุ่ม
                นอกจากนี้ ดิ แองเจิ้ล โกลบอล เป็นอีกกลยุทธ์ที่เข้ามาเสริมธุรกิจหลักของบริษัทในเครือ ด้านธุรกิจบรรจุภัณฑ์และธุรกิจอาหารแช่แข็งพร้อมทาน และเตรียมขยายโอกาสไปยังธุรกิจอาหารในรูปแบบใหม่ เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคในกลุ่ม Mass Market ด้วยเป้าหมาย เพิ่มความสามารถในการสร้างรายได้และกำไรที่แข็งแกร่ง
                ปัจจุบัน ภาพรวมธุรกิจของ GLOCON  แบ่งเป็น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ (Packaging) ซึ่งมีสัดส่วนรายได้ 48%  ธุรกิจผลิตอาหารที่เป็นวัตถุดิบแช่แข็ง (Frozen Food) อาหารพร้อมรับประทาน (Ready Meal) เข้าสู่ช่องทางจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อขนาดใหญ่ (Convenience Store) มีสัดส่วน 32% และธุรกิจร้านอาหารแบบ Quick Service Restaurant สัดส่วน 17% และอื่นๆ อีก 4% ในอนาคตมีแผนปรับสัดส่วนของรายได้และกำไรให้มาจากธุรกิจอาหาร และธุรกิจ Personal Health Care Products มากขึ้น เพื่อเพิ่มยอดขายและความสามารถการทำกำไร
                “GLOCON  ปรับกลยุทธ์ เข้ามารุกธุรกิจใหม่ ด้วยเป้าหมาย เพิ่มกำไรขั้นต้นและเพิ่มรายได้ให้โดดเด่นยิ่งขึ้น เพิ่มส่วนแบ่งการตลาด โดยเฉพาะสินค้าที่เข้าสู่ธุรกิจผู้บริโภค หวังขยายฐานลูกค้าใหม่ ควบคู่การสร้างมูลค่าเพิ่มในแบรนด์อย่างยั่งยืน ผ่านแผนการตลาดที่จัดทำร่วมกับสมาชิกของดิ แองเจิ้ล โกลบอล พร้อมปรับสัดส่วนของรายได้และกำไรให้มาจากธุรกิจอาหาร และธุรกิจ Personal Health  Care Product มากขึ้นในอนาคต อย่างไรก็ตาม ธุรกิจผลิตภัณธ์เพื่อสุขภาพยังเป็นธุรกิจน้องใหม่ในกลุ่ม อาจต้องใช้เวลาในการสร้างฐานประมาณ 1-2 ไตรมาส เพื่อเดินต่อไปอย่างรอบคอบ และเร่งสปีดได้เร็วขึ้นในอนาคต” นายเชิดศักดิ์ กล่าว
                ด้านนายเอื้ออารี ต่อเนื่อง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิ แองเจิ้ล โกลบอล จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจจําหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ในรูปแบบการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) เปิดเผยว่า ดิ แองเจิ้ลฯ ประกาศความร่วมมือกับ บริษัท โกลบอล คอนซูเมอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ GLOCON เพื่อนำนวัตกรรมเครือข่ายเข้าถึงผู้บริโภคอย่างแท้จริง  โดยจะทำธุรกิจในรูปแบบการตลาดเครือข่าย (Network Marketing) ในการจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค โดยสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายช่องทาง ซึ่งทำให้เกิดการกระจายรายได้แบบปากต่อปากในรูปแบบ Word of Mouth Marketing ที่ใช้สายสัมพันธ์ในการแนะนำผลิตภัณฑ์หรือบริการโดยมีองค์ความรู้ (Intellectual Distribution) ทำให้เกิดลูกค้าที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ได้ง่าย (Product Lovers & Loyalty Customers) รวมถึงสร้างสรรค์ คิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ
                ดิ แองเจิ้ล โกลบอล ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 31 กรกฏาคม 2562 เป็นผู้นำในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมคุณภาพชีวิต ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์ หลากหลาย ทั้งสุขภาพ ความงาม และผลิตภัณฑ์ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่ล้ำสมัย ตอบโจทย์ทั้งผู้รักสุขภาพและผิวพรรณ เพื่อการกินดีอยู่ดี มีเทคโนโลยีและเครื่องมือการทำการตลาดยุคดิจิทัล ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้หลากหลายช่องทาง ผ่านระบบ Beyond O2O ที่ได้รวบรวมจุดแข็งทั้งด้านออนไลน์และออฟไลน์ ต่อยอดพัฒนาซอฟแวร์ อัจฉริยะ ที่จะช่วยหุ้นส่วนธุรกิจ สามารถตรวจสอบการเติบโตขององค์กรธุรกิจได้แบบ Real Time รวมถึงได้สร้างเครื่องมือบุกตลาดออนไลน์ที่ทันสมัยใช้ได้จริง และมีหลักสูตรออนไลน์มืออาชีพ (Professional Course) ที่สร้างผลลัพธ์ได้รวดเร็ว รองรับลูกค้าและนักธุรกิจที่สามารถใช้ขยายตลาดไปได้ทั่วโลก
                จากความเชี่ยวชาญของผู้บริหารและทีมงานมืออาชีพ จึงพร้อมขับเคลื่อนนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ล้ำยุคเพื่อสุขภาพที่เหนือกว่า Beyond Wellness Concept สู่ผู้บริโภคจากไทยไปทั่วโลก ทั้งนี้ The Angel Global ได้รับใบอนุญาต จากสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภคแห่งประเทศไทย (สคบ.) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2562 ที่ผ่านมา
                ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการจัดตั้งองค์กรธุรกิจให้มีองค์ประกอบครบสมบูรณ์ในทุกด้าน เพื่อการสร้างนวัตกรรมเครือข่ายผู้บริโภค ที่แท้จริง (Real Innovative Consumers Network) ได้แก่ เปิด Beyond Wellness Center ต้นแบบ ที่ CW Tower ชั้น 3 โซนพลาซ่า กรุงเทพมหานคร และ เตรียมขยายสาขาของบริษัทให้ครบ 4 ภูมิภาค (หัวเมืองใหญ่ เช่น เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช ระยอง ขอนแก่น) รวมถึงสาขาต่างประเทศ เริ่มจาก ในกลุ่มประเทศ AEC ที่เรามีเครือข่ายอยู่ เช่น สปป.ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม และ ฟิลิปปินส์ เป็นต้น เป็นการแสดงถึงวิสัยทัศน์ ที่จะขยายธุรกิจออกไปทั่วโลกให้กับสมาชิกระดับผู้นำธุรกิจมืออาชีพที่จะสามารถขยายเครือข่ายได้อย่างเต็มศักยภาพ นอกจากนี้ มุ่งเน้นการสร้างนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ ที่ครอบคลุมผู้บริโภคยุคใหม่ ใช้ได้ทุกเพศทุกวัย ราคาจับต้องได้ โดยในปี 2562 มี 3 กลุ่มผลิตภัณฑ์ รวม 18 รายการ  คือ ผลิตภัณฑ์กลุ่ม  Health Reju หมวดย้อนวัยสุขภาพ ผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 2 Skin Reju & Spa Series และผลิตภัณฑ์กลุ่มที่ 3  Innovative Life Style
                สำหรับแผนการจ่ายผลตอบแทนที่มีความยุติธรรม กับสมาชิกทุกระดับ ที่ต่อยอดเป็น Oneness Platform รองรับการขยายธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การกระจายรายได้ในระดับชุมชน สร้าง New Community ผ่าน Beyond Wellness Shop ที่จะมีการต่อยอดนำผลิตภัณฑ์ Wellness Food จากบริษัทแม่ มาจำหน่ายแก่ผู้บริโภค ในชุมชนที่มีร้านตั้งอยู่ และ สร้าง New Lifestyle ให้กับสมาชิก The Angel ร่วมกับกลุ่มร้านอาหารที่บริษัทแม่เป็นเจ้าของแบรนด์ เช่น A&W, Kitchen Plus, Bread Talk  รวมถึงในอนาคตอันใกล้จะมีพันธมิตรจากธุรกิจประกันชีวิต ประกันวินาศภัย มาเสริมการสร้าง New Life Style ใหม่ๆให้กับสมาชิกอีกด้วย
                เป้าหมายของบริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายปี 2563 อยู่ที่ 100 ล้านบาท และมีสมาชิก 19,100 ท่าน โดยภายใน 5 ปี (พ.ศ. 2563 - 2567) โตอย่างโดดเด่น