NER คาดปีนี้อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อน 4.28% เตรียมบินไปจีนเจรจาลูกค้าใหม่ 3 ราย

NER คาดปีนี้อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อน 4.28% เตรียมบินไปจีนเจรจาลูกค้าใหม่ 3 ราย

นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดเผยว่า บริษัทคาดอัตรากำไรสุทธิปีนี้จะไม่ต่ำกว่า 5% สูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 4.82% โดยเป็นการปรับเพิ่มขึ้นตามราคายางที่สูงขึ้น ซึ่งคาดว่าราคายางในปีนี้จะอยู่ที่เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 50 บาทต่อกิโลกรัม จากปีก่อนมีราคาเฉลี่ยที่ราว 40 บาทต่อกิโลกรัม

ขณะที่ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้เติบโต 20% จากปีก่อนที่มีรายได้ 10,084.01 ล้านบาท ทั้งนี้อยู่ภายใต้คาดการณ์ปริมาณการขายผลิตภัณฑ์ยางพาราแปรรูปเพิ่มขึ้นเป็น 2.6 แสนตัน จากปีนี้ 2.2 แสนตัน ตามความต้องการยางในตลาดโลกจะเติบโตตามปกติในแต่ละปีราว 2-5%

"แนวโน้มราคายางปีนี้มีโอกาสที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง เพราะน้ำยางที่ออกมาน้อยจากผลกระทบของเอลนีโญ ทำให้ผู้ประกอบการหลายๆ รายมีคำสั่งซื้อเข้ามาเพิ่มขึ้น ส่งผลให้การทำกำไรของบริษัทดีขึ้น โดยมีอัตรากำไรขั้นต้นไม่ต่ำกว่า 10%"นายชูวิทย์ กล่าว

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ ยังเปิดเผยว่า เตรียมจะเดินทางไปยังประเทศจีนในช่วงเดือน มี.ค. นี้ เพื่อเจรจาลูกค้ารายใหม่เพิ่มเติมอีก 3 ราย โดยเชื่อว่าการเจรจาจะผ่านไปได้ด้วยดีและมีคำสั่งซื้อเข้ามาทันทีในปี 62

CPF จับมือไห่หลายกรุ๊ปจากไต้หวันเปิดภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ฮาร์เบอร์สาขา 10 ของโลก เตรียมขยายสู่หัวเมืองใหญ่

CPF จับมือไห่หลายกรุ๊ปจากไต้หวันเปิดภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ฮาร์เบอร์สาขา 10 ของโลก เตรียมขยายสู่หัวเมืองใหญ่

นายสุขวัฒน์ ด่านเสริมสุข ประธานคณะผู้บริหารธุรกิจอาหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  (CPF) เปิดเผยว่า บริษัทได้ร่วมทุนกับ ไห่หลายกรุ๊ป ประเทศไต้หวัน จัดตั้งบริษัทในเครือชื่อ บริษัท ซีพี ไห่หลาย ฮาร์เบอร์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 130 ล้านบาท เพื่อดำเนินธุรกิจภัตตาคาร

บริษัทร่วมทุนดังกล่าวจะเปิดภัตตาคาร "ฮาร์เบอร์" สาขาที่ 10 ของโลก บนพื้นที่ 2,000 ตารางเมตร (ตร.ม.) บนชั้น 6 ศูนย์การค้าไอคอนสยาม เสิร์ฟอาหารอินเตอร์เนชั่นแนลบุฟเฟ่ต์ หลังประสบความสำเร็จสูงสุดในไต้หวันและจีน โดยมองธุรกิจอาหารในไทยมีทิศทางเติบโตต่อเนื่องพร้อมเตรียมขยายสาขาในหัวเมืองใหญ่ต่อไป

"การขยายธุรกิจภัตตาคารเป็นอีกหนึ่งในกลยุทธ์สู่ครัวโลกของซีพีเอฟ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงอาหารคุณภาพในทุกระดับ ขณะที่ภัตตาคารฮาร์เบอร์เป็นภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคอย่างล้นหลามทั้งในไต้หวันและจีน เมื่อนำจุดเด่นทั้งหมดของฮาร์เบอร์มาผนวกกับไลฟ์สไตล์การนิยมบริโภคอาหารนอกบ้านของชาวไทย เชื่อว่าจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวไทยเป็นอย่างดีด้วยเช่นกัน และนี่จะเป็นจุดเริ่มต้นสู่ความสำเร็จในธุรกิจภัตตาคารของซีพีเอฟ"นายสุขวัฒน์ กล่าว

ด้าน Mr. Liu Tzu-Ming ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ซีพี ไห่หลาย ฮาร์เบอร์ จำกัด ระบุว่า ธุรกิจร้านอาหารของประเทศไทยมีทิศทางการเติบโตที่ดีมาก เนื่องจากประเทศไทยเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักเดินทางทั่วโลก มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่เพิ่งเปิดไอคอนสยาม อภิมหาโครงการศูนย์การค้าและแลนด์มาร์ค ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ใช้ทุนสร้างสูงสุดในประวัติการณ์จะรองรับและดึงดูดจำนวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกได้เป็นอย่างดี

ขณะที่ซีพีเอฟเป็นผู้นำธุรกิจอาหารของไทยและของโลก มีความพร้อมในการเติบโตและสนับสนุนธุรกิจซึ่งกันและกัน  ไห่หลายกรุ๊ปยินดีมากที่ได้เข้ามาเป็นพันธมิตรทางการค้าในนาม "ซีพี-ไห่หลาย ฮาร์เบอร์" โดยตั้งเป้ายอดขายในปีแรกไว้ที่ 240 ล้านบาท และมีแผนขยายสาขาสู่หัวเมืองใหญ่หลายแห่งในประเทศไทย อาทิ พัทยา ภูเก็ต เป็นต้น

สำหรับแบรนด์บุฟเฟ่ต์นานาชาติอันดับหนึ่งของประเทศไต้หวัน "ฮาร์เบอร์" มีจุดเด่นคือ อาหารสดใหม่จากท้องทะเล การรังสรรค์ 200 รายการอาหารจากทั่วโลก เป็นที่สุดของอาหารฝั่งตะวันออกและตะวันตก ไม่ว่าจะเป็น อาหารไต้หวัน อาหารญี่ปุ่น อาหารจีน อาหารไทย อาหารอินเดีย อาหารตะวันตก อาหารอาเซียน และเทปันยากิ รวมถึง สุดยอดของหวานจากยุโรปและญี่ปุ่น โดยสาขาที่ 10 สามารถรองรับลูกค้าได้ถึงรอบละ 450 ที่นั่ง หรือราว 1,000 ที่นั่งต่อวัน จัดเป็นภัตตาคารบุฟเฟ่ต์ที่มีขนาดพื้นที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

ปัจจุบันไห่หลาย ฟู้ดส์ ดำเนินกิจการภัตตาคาร "ฮาร์เบอร์" รวม 9 สาขา เป็นสาขาในไต้หวันจำนวน 7 สาขาและอีก 2 สาขาอยู่ในประเทศจีน โดยสาขาไอคอนสยามในประเทศไทยนี้นับเป็นสาขาที่ 10 ของโลก

“เอสซีจี ซิเมนต์” ก้าวไปอีกขั้นกับนวัตกรรม “3D Cement Printing Extrusion” สร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยปูนซีเมนต์พิมพ์แบบ 3 มิติ ครบวงจร เจาะกลุ่มผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ประกอบการอสังหาฯ และสถาปนิกรุ่นใหม่ รายแรกในไทย

“เอสซีจี ซิเมนต์” ก้าวไปอีกขั้นกับนวัตกรรม “3D Cement Printing Extrusion” สร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยปูนซีเมนต์พิมพ์แบบ 3 มิติ ครบวงจร เจาะกลุ่มผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ประกอบการอสังหาฯ และสถาปนิกรุ่นใหม่ รายแรกในไทย

เอสซีจี ซิเมนต์ ตอบรับความต้องการของผู้รับเหมา วิศวกร ผู้ประกอบการอสังหาฯ และสถาปนิกรุ่นใหม่ ด้วยนวัตกรรม 3D Cement Extrusion Printing” ที่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานด้วยการใช้ปูนซีเมนต์พิมพ์ 3 มิติ เพื่อเป็นส่วนประกอบโครงสร้าง ผนัง วัสดุตกแต่งอาคารบ้านเรือน ชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ พร้อมให้บริการครบวงจรรายแรกในไทย โดยตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท

 

นายสยามรัฐ สุทธานุกูล Chief Marketing Officer-Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เปิดเผยว่า บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี เล็งเห็นความต้องการของตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มผู้รับเหมาวิศวกร เจ้าของโครงการอสังหาริมทรัพย์ และสถาปนิกรุ่นใหม่ ที่ต้องการชิ้นงานที่มีเอกลักษณ์ สวยงาม                  และโดดเด่น จึงได้นำนวัตกรรม 3D Cement Extrusion Printing” ใช้ในการผลิตชิ้นงาน 3D printing ที่ใช้ปูนซีเมนต์เป็นวัสดุหลักเรียกว่า “3D Cement Extrusion Printing Mortar” เป็นการขึ้นรูปด้วยปูนซีเมนต์สูตรพิเศษ (Mortar Ink) ที่กลุ่มงานวิจัย Mortar Technology หน่วยงาน Research and Innovation Center ในธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจีเป็นผู้พัฒนาสูตร โดยมีด้วยกัน 4 สูตร มีกำลังอัดตั้งแต่ 550 350 250 ksc และสูตร Lightweight โดยสูตรนี้จะมีน้ำหนักเบากว่าประเภทอื่นถึง 30% ขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติด้วยระบบคอมพิวเตอร์ สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงาน เพื่อเป็นส่วนประกอบโครงสร้าง ผนัง วัสดุตกแต่งอาคารบ้านเรือน ชิ้นงานเฟอร์นิเจอร์ ได้อย่างอิสระ มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีการควบคุมคุณภาพระหว่างการผลิตเที่ยงตรงแม่นยำ ช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานที่มีฝีมือ และได้ชิ้นงานที่มีคุณภาพควบคู่กับระยะเวลาการผลิตเพียงไม่กี่ชั่วโมง ต่อชิ้น อีกทั้งยังสามารถต่อยอดสร้างสรรค์เป็นสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ ได้มากมาย ตั้งแต่ขนาดเล็กกลางใหญ่ไปจนถึงการสร้างบ้านพักอาศัยที่สามารถใช้ชีวิตอยู่ได้จริง

 

เอสซีจี ซิเมนต์เริ่มต้นจากการพัฒนาปูนซีเมนต์ ผ่านการขายสินค้าประเภทปูนมอร์ตาร์ (3D Cement Extrusion Printing Mortar) ควบคู่ไปกับเครื่องจักร D-shape ซึ่งเป็นเครื่องจักรที่สามารถขึ้นรูปด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติขนาดใหญ่ของโลก เป็นเทคโนโลยีที่สามารถปริ้นท์ได้ในขนาด 12 x 10 x 10 ม. นอกจากนี้ เอสซีจี         ซิเมนต์ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนไอเดียกับคุณเอ็นริโค ดินี (Enrico Dini) วิศวกรชาวอิตาลี ผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียงระดับโลกทางด้านเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาขีดความสามารถของเครื่องพิมพ์กับ   ปูนมอร์ตาร์ ให้เป็นโซลูชั่น (3D Cement Extrusion Printing Solution) ที่ขยายตลาดได้ทั้งในวงการออกแบบและก่อสร้างอีกด้วย  “บริการ 3D Cement Extrusion Printing Solution เป็นการให้คำปรึกษา ออกแบบ พร้อมทั้งติดตั้งชิ้นงานในงานสถาปัตยกรรมและงานก่อสร้าง ซึ่งเอสซีจี ซิเมนต์ นับเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์สูตรพิเศษสำหรับงาน 3D Printing แล้วยังให้บริการโซลูชั่น 3D Cement Extrusion Printing อย่างครบวงจรเป็นรายแรกในไทย   ” นายสยามรัฐ กล่าว

 

บริการ 3D Cement Extrusion Printing Solution ของเอสซีจี จะเริ่มจากความต้องการของลูกค้าร่วมกับการออกแบบ Co-Create โดยสถาปนิกของเอสซีจี แล้ววิศวกรผู้เชี่ยวชาญจะทำการวิเคราะห์รูปร่างของชิ้นงานเพื่อปรับแก้แบบหรือทำการเสริมกำลังอัดให้เป็นไปตามหลักวิศวกรรม ที่คำนึงถึงความปลอดภัยในการใช้งานหลัก ก่อนเข้าสู่กระบวนการผลิตชิ้นงาน 3D Cement Extrusion Printing Solution โดยใช้เครื่องพิมพ์ที่ทันสมัยและควบคุมการทำงานด้วยระบบคอมพิวเตอร์ 3 มิติ ทำให้มีความแม่นยำในการขึ้นลวดลายต่าง ๆ และได้พื้นผิว        ที่สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งงานโครงสร้างที่ต้องเสริมเหล็ก เช่น ผนัง หรืออาคารขนาดเล็ก รวมไปถึงงานโครงสร้างที่ไม่ต้องรับกำลังอัด เช่น การขึ้นรูปชิ้นงานขนาดเล็ก เฟอร์นิเจอร์ งานตกแต่ง เช่น เก้าอี้ โต๊ะทำงาน กระถางต้นไม้ พร้อมบริการติดตั้งที่ครอบคลุมในพื้นที่หลักของประเทศไทย

 

            นายสยามรัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า “เอสซีจี ซิเมนต์ จะบุกตลาดบริการ 3D Cement Extrusion Printing   ผ่านช่องทางการทำตลาดทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ โดยคาดว่าจะมีรายได้ อยู่ประมาณ 100 ล้านบาท ในปี 2562 เนื่องจากผู้ให้บริการในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นผู้ให้บริการเฉพาะเครื่องพิมพ์ 3 มิติ ยังไม่มีผู้ให้บริการ 3D Cement Extrusion Printing Solution ครบวงจรแบบ  เอสซีจี ซีเมนต์

UPA เผยโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ 3 แห่งรวม 7.95 MW เริ่ม COD ครบถ้วนแล้ว

UPA เผยโซลาร์ฟาร์มสหกรณ์ 3 แห่งรวม 7.95 MW เริ่ม COD ครบถ้วนแล้ว

บมจ.ยูไนเต็ด พาวเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทและบริษัทย่อยได้ลงนามให้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ในโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินสำหรับหน่วยงานราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตร พ.ศ. 2560 จำนวน 3 โครงการนั้น ปัจจุบัน โครงการของบริษัทฯ และบริษัทย่อยครบทั้ง 3 โครงการข้างต้น ได้เริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (COD) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

1.สหกรณ์การเกษตรวิเชียรบุรี จำกัด มีผู้สนับสนุนโครงการคือ บริษัท พาราโบลิก โซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด กำลังผลิต 1.75 เมกะวัตต เริ่ม COD เมื่อวันที่ 21 ธ.ค.61

2.สหกรณ์การเกษตรกะทูน จำกัด มีผู้สนับสนุนโครงการคือ บริษัท พาราโบลิก โซลาร์ พาวเวอร์ จำกัด กำลังผลิต 1.20 เมกะวัตต์ เริ่ม COD เมื่อวันที่ 25 ธ.ค.61

3.สหกรณ์ผู้ผลิตและผู้ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ อำเภอกระแสสินธุ์ จำกัด มี UPA เป็นผู้สนับสนุนโครงการ กำลังการผลิต 5 เมกะวัตต์ เริ่ม COD เมื่อวันที่ 12 ก.พ.62

SIRI ออกหุ้นกู้ 5,500 ล้านบาท นำทุนเสริมแกร่งรับแผนธุรกิจปี 2562 เผยพร้อมโอน 26 โครงการใหม่ ตามเป้าโอน 32,000 ล้านบาทในปีนี้

SIRI ออกหุ้นกู้ 5,500 ล้านบาท นำทุนเสริมแกร่งรับแผนธุรกิจปี 2562 เผยพร้อมโอน 26 โครงการใหม่ ตามเป้าโอน 32,000 ล้านบาทในปีนี้

SIRI เตรียมเสนอขายหุ้นกู้ อายุ 3 ปี อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปี (จ่ายดอกเบี้ยทุก 3 เดือน) มูลค่ารวม5,500 ล้านบาท

พร้อมนำเงินทุนเสริมแกร่งรับแผนขยายธุรกิจปี 2562 เผยเตรียมพัฒนาและโอน 26 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 57,000 ล้านบาทในปีนี้

ตามเป้าหมายการโอนที่วางไว้ 32,000 ล้านบาทพร้อมมี Presale Backlog รองรับการเติบโตจนถึงปี 2565 แล้วถึง 63,500 ล้านบาท

ผนึก 4 สถาบันการเงินเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ เริ่มจำหน่ายวันที่ 22 และ 25 – 26 ก.พ.

สำหรับการจองซื้อผ่าน BBL KBANK และ SCB และวันที่ 22 – 26 ก.พ. ผ่าน KTB

 

นายอภิชาติ  จูตระกูล  ประธานอำนวยการ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้เตรียมเสนอขายหุ้นกู้มูลค่ารวม 5,500 ล้านบาท

เพื่อใช้ในการขยายธุรกิจที่เติบโต อันเป็นผลจากความสำเร็จในการสร้างแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ส่งผลให้ลูกค้าให้การตอบรับและไว้วางใจในแบรนด์ “แสนสิริ”

รวมทั้งแบรนด์ที่อยู่อาศัยต่างๆ ของแสนสิริอย่างต่อเนื่องเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จนสามารถสร้างยอดขายได้สูงมากเป็นประวัติการณ์ 48,500 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา

สำหรับเงินทุนที่ได้จากการจำหน่ายหุ้นกู้ครั้งนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาธุรกิจในปี 2562 นอกเหนือจากการพึ่งพาวงเงินกู้จากธนาคาร

เพื่อให้เป็นไปตามแผนการดำเนินธุรกิจในการรุกพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อตอบรับทุกความต้องการที่อยู่อาศัย และครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า

รวมทั้งขยายการพัฒนาโครงการสำหรับรองรับความต้องการของกลุ่มลูกค้าต่างชาติ รวมถึงกลุ่มลูกค้าทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด

 

“บริษัทฯ ตัดสินใจให้มีการออกหุ้นกู้อายุ 3 ปี จำนวนรวม 5,500,000 หน่วย (ห้าล้านห้าแสนหน่วย) มูลค่าหุ้นกู้รวม 5,500 ล้านบาท (ห้าพันห้าร้อยล้านบาท)

สำหรับผลตอบแทนของหุ้นกู้ คือ อัตราดอกเบี้ย 3.80% ต่อปีตลอดอายุหุ้นกู้ จ่ายดอกเบี้ยทุก ๆ 3 เดือน ราคาเสนอขายหน่วยละ 1,000 บาท

กำหนดวงเงินจองซื้อจองซื้อขั้นต่ำ 100,000 บาทและทวีคูณครั้งละ 100,000 บาท โดยแต่งตั้งให้ 4 สถาบันการเงิน ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย

ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพฯ และธนาคารกรุงไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย จะเริ่มเปิดจองซื้อในวันที่ 22 และ 25 – 26 กุมภาพันธ์

ผ่านธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพฯ และวันที่ 22 – 26 กุมภาพันธ์นี้ ผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ” นายอภิชาติ กล่าว

 

สำหรับหุ้นกู้ชนิดระบุชื่อผู้ถือ ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่เสนอขายในครั้งนี้

ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ในระดับ BBB+ (Triple B Plus) จากบริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด 

ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ระดับ BBB+ เช่นเดียวกัน อันดับเครดิตดังกล่าว

สะท้อนถึงความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำของประเทศไทย รวมทั้งการดำรงสถานะการตลาดที่แข็งแกร่งในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์

โดย ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2562 บริษัทมีจำนวนโครงการที่เปิดขายและอยู่ระหว่างการพัฒนาทั้งสิ้น 98 โครงการ มูลค่าโครงการรวม 207,000 ล้านบาท

รวมทั้งมียอดขายรวมในปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้นสูงถึง 48,500 ล้านบาท นอกจากนี้บริษัทยังมีความได้เปรียบในการแข่งขันจากการมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ

และการมีกลยุทธ์ทางการตลาดที่แข็งแกร่งเป็นสำคัญ รวมถึงยอดขายที่รอการส่งมอบ ทั้งนี้ปัจจุบันบริษัทมียอดขายรอรับรู้รายได้ไปจนถึงปี 2565

แล้วถึง 63,500 ล้านบาท โดยเตรียมพัฒนาและโอน 26 โครงการใหม่ มูลค่ารวม 57,000 ล้านบาทในปีนี้ ตามเป้าหมายการโอนที่วางไว้ 32,000 ล้านบาท

 

“การนำเสนอหุ้นกู้ของบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในครั้งนี้ เชื่อมั่นว่าจะได้รับการตอบรับที่ดีจากนักลงทุน หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จ

จากการเสนอขายหุ้นกู้ต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2561 ที่ผ่านมา สำหรับหุ้นกู้ที่บริษัทนำเสนอล่าสุดนี้ นับว่าให้อัตราดอกเบี้ยที่น่าสนใจ

และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ที่มองหาการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝาก โดยบริษัทได้วางแผนออกหุ้นกู้ที่เหมาะสม

เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพด้านการบริหารต้นทุนทางการเงิน และดอกเบี้ยอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเป็นแหล่งเงินทุนหมุนเวียนในการขยายธุรกิจ

โดยไม่ต้องกังวลกับแนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้น” นายอภิชาติ กล่าว

เกาะติดสตอรี่เด็ด “GUNKUL”

เกาะติดสตอรี่เด็ด "GUNKUL”

 ถึงเวลาเกาะติด บมจ.กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL)อย่างใกล้ชิด  เพราะนาทีนี้ดูดีไม่มีที่ติ  ทั้งเรื่องงบการเงิน และงานที่หลั่งไหลเข้ามาไม่ขาดสาย เรียกได้ว่ารุ่งเรืองสุดๆ  งานนี้ ต้องยกความดี ความชอบให้กับทีมผู้บริหารทั้งเครือ GUNKUL เลยจ้า  โดยเฉพาะ “เฮีย กัลกุล-อาซ้อ โศภชา ดำรงปิยวุฒิ์” ผู้นำฝีมือดี มองการณ์ไกล และวางแผนธุรกิจได้อย่างยอดเยี่ยม บรรดาผู้ถือหุ้นสบายใจหายห่วง พื้นฐานแน่นปึก อนาคตเติบโตได้ยาวๆเลยคร้าา

EARTH ยันยกเลิกแผนโอนเงินให้บริษัทลูกในจีน ขอมุ่งหน้ากลับมาทำธุรกิจค้าถ่านหินในไทย

EARTH ยันยกเลิกแผนโอนเงินให้บริษัทลูกในจีน ขอมุ่งหน้ากลับมาทำธุรกิจค้าถ่านหินในไทย

บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) ชี้แจงว่า ตามที่มีข่าวว่า"ธนาคารกรุงไทยยื่นคำร้องศาลขอให้ธนาคารธนชาตส่งข้อมูลบัญชีเงินฝากของบริษัท 800 ล้านบาท หลังรู้ข่าวเตรียมโอนไปจีน"เมื่อวันที่ 19 ก.พ.62 นั้น บริษัทได้มีมติคณะกรรมการครั้งที่ 4/2561 เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.61 ให้ยกเลิกการโอนเงินไปที่บริษัท กวางตง เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ จำกัด ซึ่งเป็นบริษทัลูกที่จดทะเบียนในประเทศจีน และให้นำเงินจำนวนนี้มาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยแทน ซึ่งผู้ถือหุ้นของบริษัทได้รับทราบถึงมติดังกล่าวแล้ว และไม่มีข้อขัดแย้งแต่อย่างใด

ขณะนี้สถานการณ์ของบริษัทมีความละเอียดอ่อน ผู้ถือหุ้นจึงขอให้บริษัทแจ้งข่าวสารที่มีนัยสำคัญอย่างสม่ำเสมอเพื่อป้องกนไม่ให้เกิดเหตุการณ์บิดเบือนจากความเป็นจริง ซึ่งอาจกระทบกระเทือนต่อชื่อเสียงของบริษัทและความเชื่อมั่นของคู่ค้าในการกลับมาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ในระหว่างนี้บริษัทก็ได้นำเข้าถ่านหินจากประเทศอินโดนีเซียเพื่อมาจำหน่ายในประเทศไทยแล้วจำนวน 1 ลำเรือ หรือประมาณ 60,000 ตัน เมื่อวันที่ 25 ม.ค.62 และกำลังจะนำเข้ามาเพิ่มอีกประมาณ 55,000 ตัน ในวันที่ 28 ก.พ.62 เพื่อรองรับปริมาณการขายในประเทศไทยตามที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านตันในปี 62

ทั้งนี้ บริษัทมีความตั้งใจที่จะกลับมาดำเนินธุรกิจค้าขายถ่านหินและเป็นผู้ค้ารายใหญ่ เพื่อให้ได้มียอดขายผลกำไรและมีความสามารถในการชำระคืนเงินกู้ให้กับเจ้าหนี้ทุกรายดังช่นที่เคยกระทำมาในอดีต จึงขอขี้แจงว่าบริษัทไม่ได้โอนเงินจากประเทศไทยไปยังบริษัทลูกที่ประเทศจีนแต่อย่างใด

DELTA ตั้งเป้าปี 62 รายได้ 6 หมื่นลบ.โต 15% หลัง รง.ใหม่เริ่มเดินเครื่องพร้อมจับมือ DEISG ลุยตลาดตปท.

DELTA ตั้งเป้าปี 62 รายได้ 6 หมื่นลบ.โต 15% หลัง รง.ใหม่เริ่มเดินเครื่องพร้อมจับมือ DEISG ลุยตลาดตปท.

นายอนุสรณ์ มุทราอิศ กรรมการ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) (DELTA) เปิดเผยว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้มั้งปีนี้จะอยู่ที่ราว 60,000 ล้านบาท หรือเติบโต 15% โดยปัจจุบันสินค้าของบริษัทยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันบริษัทเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่ประเภทระบบเครือข่าย Network System ซึ่งโรงงานดังกล่าวจะแล้วเสร็จในช่วงไตรมาส 3/62

ทั้งนี้ ทิศทางผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1/62 จะเติบโตได้มากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนประมาณ 5-10% หลังจากที่ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาบริษัทมียอดคำสั่งซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า

นายอนุสรณ์ กล่าวถึง กรณีที่ Delta Electronics International (Singapore) Pte Ltd (DEISG) จะทำคำเสนอซื้อหุ้นสามัญทั้งหมดของบริษัท (Tender Offer) จากที่ได้ประกาศเมื่อวันที่ 18 ก.พ.62 คาดว่าทาง DEISG จะทำคำเสนอซื้อให้ได้สัดส่วน 51% จากเดิมอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งกระบวนการซื้อหุ้นดังกล่าวจะแล้วเสร็จภายหลังจากสิ้นเดือน เม.ย.62

นายอนุสรณ กล่าวว่า เชื่อว่าเมื่อเกิดการถือหุ้นร่วมกันแล้วจะส่งผลให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทางธุรกิจ โดยจะทำให้บริษัทมีส่วนแบ่งทางการตลาดประเภทพาวเวอร์ซัพพลาย ในตลาดโลกสูงถึง 60% และจะมีส่วนช่วยให้สามารถกำหนดราคาขายของสินค้าในแต่ละประเภท รวมถึงจะเป็นการขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศสหรัฐ ยุโรป และจีนได้มากขึ้นด้วย

สำหรับอัตราค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นนั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อบริษัทอย่างมาก แต่บริษัทได้ทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนในรูปสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามบริษัทมีการซื้อขายสินค้าในสกุลเงินยูโรอีกด้วย ดังนั้นจึงมีการเจรจากับลูกค้าในยุโรปให้มีการซื้อขายในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯเพื่อลดผลกระทบด้วย

ส่วนแผนระยะยาว ใน 5 ปี บริษัทมีแผนจะทำให้ผลกำไรสุทธิเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการผลิตเป็นเครื่องจักร เพื่อลดปัญหาของการขาดแคลนแรงงาน รวมถึงจะใช้ประเทศอินเดียเป็นฐานการผลิต เพื่อรองรับการเติบโตของคำสั่งซื้อที่มากขึ้นด้วย

กรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งเป้าเป็น ‘The Best Banking Corporate Venture Capital’ (CVC) ในอาเซียนเตรียมแผนการลงทุนใน 5 สตาร์ทอัพ โดยเน้นเป็น สตาร์ทอัพ ที่มีเทคโนโลยี AI และ Data Analytics

กรุงศรี ฟินโนเวต ตั้งเป้าเป็น ‘The Best Banking Corporate Venture Capital’ (CVC) ในอาเซียนเตรียมแผนการลงทุนใน 5 สตาร์ทอัพ โดยเน้นเป็น สตาร์ทอัพ ที่มีเทคโนโลยี AI และ Data Analytics

กรุงเทพฯ (20 กุมภาพันธ์ 2562) – กรุงศรี ฟินโนเวต บริษัทร่วมลงทุนในเครือกรุงศรี เผยแผนการดำเนินธุรกิจในปี 2562 ด้วยเป้าหมายสู่การเป็น ‘The Best Banking Corporate Venture Capital’ (CVC) ในภูมิภาคอาเซียน ต่อยอดการเป็นผู้นำในการบ่มเพาะสตาร์ทอัพ จับมือสตาร์ทอัพร่วมพัฒนาโครงการ และเตรียมลงทุนโดยเน้นสตาร์ทอัพด้าน AI และData Analytics ซึ่ง “Silot” สตาร์ทอัพจากสิงคโปร์จะเป็นสตาร์ทอัพรายล่าสุดที่บริษัทจะร่วมลงทุน

 

นายแซม ตันสกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงศรี ฟินโนเวต จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2561 บริษัทประสบความสำเร็จในฐานะผู้นำ Corporate Fintech Accelerator ซึ่งเติบโตอย่างต่อเนื่องมาถึง 3 ปี โดยในปีที่ผ่านมาสามารถขยายขอบเขตการเปิดรับ ดึงดูดสตาร์ทอัพจากสิงคโปร์และเวียดนามเข้าร่วมโครงการ ในระหว่างดำเนินโครงการยังสามารถผสานความร่วมมืออย่างเต็มรูปแบบกับหน่วยธุรกิจต่างๆ ในเครือกรุงศรี (Synergy Driven Accelerator) พัฒนาโครงการนำร่อง ซึ่งความร่วมมือและการลงมือปฏิบัติในสภาพแวดล้อมจริงส่งผลให้สตาร์ทอัพสามารถเติบโตในอัตราเร่งที่รวดเร็วกว่าเดิม เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับสตาร์ทอัพที่ร่วมโครงการเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกับ การพัฒนาสตาร์ทอัพในระดับนักศึกษา ซึ่งบริษัทเล็งเห็นศักยภาพและประโยชน์ของการร่วมมือเพื่อสร้างสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ ช่วยเติมเต็ม Thai startup ecosystem ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยในปีที่ผ่านมา Krungsri Uni Startup KMITL Hackathon ได้ถูกจัดขึ้นเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในการใช้ Deep tech เช่น  AI, Blockchain และ Data Analytics”

 

ทั้งนี้ กรุงศรียังคงให้ความสำคัญกับการผลักดันให้เกิดความร่วมมือระหว่างองค์กรและสตาร์ทอัพบนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าทั้งสองต่างมีศักยภาพและความแข็งแกร่งที่สามารถเติมเต็มกันและกัน ดังนั้นในปีที่ผ่านมา จึงเกิดความมือระหว่างกรุงศรีและสตาร์ทอัพถึง 26 บริษัท ร่วมเดินหน้า 37 โครงการ ร่วมกับ 20 หน่วยงานธุรกิจภายในกรุงศรี อาทิ การจับมือร่วมกับLalamove ในการให้บริการสินเชื่อแบบใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณา (Information-based Lending) การจับมือร่วมกับ SIX Network ช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการทางการเงินสำหรับนักสร้างสรรค์และกลุ่มอาชีพอิสระ และร่วมมือกับ Baania เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพด้านข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ให้หน่วยงานธุรกิจสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยของธนาคาร เป็นต้น พร้อมๆ กันนี้ผลการดำเนินงานของสตาร์ทอัพที่กรุงศรี ฟินโนเวต ได้ร่วมลงทุนเติบโตยังคงอย่างต่อเนื่อง ทั้งในเรื่องของเทคโนโลยี ผลการดำเนินงาน และมูลค่าบริษัท โดย Finnomena และOmise ซึ่งลงทุนไปในปี 2560 มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นมากกว่าถึง 10 เท่า ขณะที่ Baania สตาร์ทอัพที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจอสังหาฯ และลงทุนไปในปี 2561 ที่ผ่านมาสามารถต่อยอดข้อมูลและเทคโนโลยีต่างๆ เพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้กับธุรกิจสินเชื่อบ้านของกรุงศรีเป็นอย่างดี

 

นายแซม กล่าวเพิ่มเติมว่า ในปี 2562 กรุงศรี ฟินโนเวต ยังคงเดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำ Corporate Fintech Accelerator อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงมุ่งเน้นการพัฒนาสตาร์ทอัพด้านAI, Data Analytics และ Fintech เตรียมเดินสายโรดโชว์ใน 12 เมืองทั่วเอเชีย อาทิ ปักกิ่ง ฮ่องกง ไทเป โฮจิมินท์ สิงคโปร์ และโซล เพื่อเฟ้นหาสตาร์ทอัพเข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ยังคงเดินหน้าร่วมพัฒนา Startup Ecosystem ผ่านโครงการ Krungsri Uni Startup โดยปีนี้จะจับมือกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดโครงการ Krungsri Uni Startup ABAC Hackathonเพื่อตอบโจทย์ในการใช้ Deep tech เช่น  AI, Blockchain และ Data Analytics ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการให้กับกรุงศรี โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าในแวดวงสตาร์ทอัพไทยร่วมให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด

 

“สำหรับในด้านการลงทุนปีนี้ บริษัทตั้งเป้าหมายลงทุนตรง (Direct Investment) ในสตาร์ทอัพระดับ Series A และ Series B ที่มุ่งเน้นในเรื่องเทคโนโลยี AI และ Data Analytics เป็นหลัก ซึ่งมองหาโอกาสในการลงทุนทั้งกับสตาร์ทอัพไทยและอาเซียน โดย Silot จะเป็นสตาร์ทอัพรายแรกที่กรุงศรี ฟินโนเวต ตัดสินใจลงทุนในปีนี้ Silot เป็นสตาร์ทอัพจากสิงคโปร์ โดยผู้ก่อตั้งชาวจีน ซึ่งให้บริการด้านแพลตฟอร์มด้านการธนาคารแบบครบวงจร และมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยี AI การลงทุนใน Silot จะเสริมสร้างและพัฒนาระบบชำระเงินที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ พร้อมกับเดินหน้าค้นหาสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสามารถสร้างนวัตกรรมให้กับธนาคารกรุงศรีอยุธยาและบริษัทในเครือ โดยตั้งเป้าหมายทำงาน 80โครงการร่วมกับ 50 สตาร์ทอัพทั้งในไทยและประเทศต่างๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมในหลากหลายโครงการ อาทิ โครงการ Information-based Lending กับหน่วยงานธุรกิจต่างๆ ภายใต้กรุงศรี” นายแซม กล่าวเพิ่มเติม

SCN-CHO PM 2.5

SCN เร่งส่งมอบรถเมล์ NGV อีก 189 คัน ช่วยลดฝุ่นละออง PM 2.5 ชี้ทำได้เร็วกว่าแผนเดิม

ดร.ฤทธี กิจพิพิธ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สแกน อินเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCN เปิดเผยว่า บริษัทฯ ในฐานะกลุ่มร่วมทำงาน SCN-CHO ได้เตรียมส่งมอบรถเมล์งวดสุดท้ายให้แก่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้เร็วกว่าแผนเดิมที่วางไว้ โดยแบ่งออกเป็น 3 รอบ รอบแรกจำนวน 40 คันในวันที่ 20 ก.พ. รอบที่สอง จำนวน 60 คันในวันที่ 28 ก.พ. และรอบสุดท้าย อีก 89 คัน ภายใน 12 มี.ค.นี้

          “ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในอากาศที่ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชนเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เราจึงเร่งทยอยส่งมอบรถเมล์ NGV ลอตที่เหลืออีก 189 คัน เพื่อให้ประชาชนที่ใช้บริการรถเมล์ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ ได้ใช้บริการรถโดยสารที่สามารถช่วยลดปริมาณฝุ่นละอองในอากาศได้เร็วขึ้น" ดร.ฤทธี กล่าว

การส่งมอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากกองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร) ได้ร่วมเข้าตรวจสอบวัดปริมาณค่าควันดำของรถโดยสารปรับอากาศที่ส่งมอบ ผ่านอุปกรณ์ตรวจมลพิษรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นเลนส์ทึบแสง เพื่อเพิ่มความมั่นใจว่ารถเมล์ NGV นั้นมีผลกระทบต่อมลพิษทางอากาศน้อยที่สุด ผลที่วัดได้ไม่เกินมาตราฐาน ให้ประชาชนที่ใช้บริการรถโดยสารมั่นใจได้ว่ากรุงเทพฯ จะมีอากาศที่สะอาดขึ้นจริงจากปริมาณฝุ่นละอองที่ลดลง

            ส่วนแผนงานการบำรุงและซ่อมแซมรถเมล์ NGV ตามสัญญาจ้างในระยะเวลา 10 ปีนั้น กลุ่ม SCN-CHO มีความพร้อมในการดูแลรักษาและซ่อมแซมรถเมล์ให้มีประสิทธิภาพและพร้อมใช้งานอยู่เสมอ ตามวัตถุประสงค์ของโครงการและ ขสมก. ที่ต้องการรถโดยสารที่มีคุณภาพ ปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม.