DEMCO โชว์ศักยภาพ กำไร 9 เดือน โต 88% ล่าสุดคว้างานจากกฟผ.มูลค่า 760 ลบ.หนุน Backlog โต 4.4 พันล. เดินหน้าลุยงานใหม่ต่อยอดธุรกิจเต็มสูบ

DEMCO โชว์ศักยภาพ กำไร 9 เดือน โต 88% ล่าสุดคว้างานจากกฟผ.มูลค่า 760 ลบ.หนุน Backlog โต 4.4 พันล. เดินหน้าลุยงานใหม่ต่อยอดธุรกิจเต็มสูบ

DEMCO โชว์ผลประกอบการ 9 เดือน พลิกเป็นกำไร 151.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.37% "พงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์"มั่นใจธุรกิจ พร้อมลุยงานสถานีไฟฟ้า สายส่ง ทั้งกฟผ.- กฟภ. และเสาส่งโทรคมนาคมภาคเอกชน เต็มอัตราศึก ล่าสุดคว้างานก่อสร้างสายส่ง 500 KV จาก กฟผ. มูลค่าประมาณ 760 ล้านบาท หนุน Backlog โตประมาณ 4,400 ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ ศิริคุปต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เด็มโก้ จำกัด (มหาชน) หรือ DEMCO เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯ ยังคงเข้าร่วมประมูลของภาครัฐและเอกชนอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะงานติดตั้งสายส่งและสถานีไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีมูลค่ากว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี จากมูลค่าของโครงการทั้งหมด ซึ่งจะทยอยออกมาภายในระยะเวลา 5 ปี (2560-2564) ไม่น้อยกว่า 50,000 – 60,000 ล้านบาท

ขณะเดียวกันยังมีงานด้านวิศวกรรมไฟฟ้า ทั้งงานก่อสร้างระบบสายส่ง และสถานีไฟฟ้า ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งมีมูลค่าโครงการประมาณ 7,000-8,000 ล้านบาท งานระบบไฟฟ้าใต้ดิน 3,000-4,000 ล้านบาท อีกทั้งยังมีงานสายไฟฟ้าใต้ดินของการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ซึ่งมีมูลค่าโครงการกว่า 48,000 ล้านบาท

นอกเหนือจากงานของกฟผ. และกฟน.แล้ว ยังมีงานเสาส่งโทรคมนาคมของภาคเอกชน เพื่อรองรับ 4 จี หลังจากที่ค่ายมือถือประมูลได้ในช่วงก่อนหน้า ที่คาดว่าจะมีเข้ามาช่วยผลักดันรายได้และกำไรของบริษัทฯ ในปีนี้ปรับตัวเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาประสบปัญหาขาดทุนกว่า 160.77 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายพิเศษ ในการปรับปรุงฐานกังหัน โครงการห้วยบง

ล่าสุด บริษัทได้รับใบสั่งจ้างงานก่อสร้างสายส่ง 500 KV ระหว่างสถานีไฟฟ้าอุบลราชธานี 3 ถึง สถานีไฟฟ้าร้อยเอ็ด 2 ระยะทาง 86 กิโลเมตร จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) มูลค่ารวมประมาณ 760 ล้านบาท รวมเป็นมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้ (Backlog) ประมาณ 4,400 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้ในปีนี้และปี 2561

ส่วนกรณีที่บริษัท เด็มโก้เพาเวอร์ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้รับใบอนุญาตให้เป็นผู้ผลิตเสาโครงเหล็กสำหรับสายส่งระบบ 500 kV ตามมาตรฐาน กฟผ. ซึ่งเป็น 1ใน 5 ของผู้ผลิตในประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งแรงหนุนที่สำคัญที่จะทำให้บริษัทฯ มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยผลักดันรายได้เพิ่มขึ้นตาม

ทั้งนี้ ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรก (สิ้นสุดเดือนกันยายน 2560) บริษัทฯมีรายได้รวม 3,282.67 ล้านบาท ลดลง 2,085.16 ล้านบาท หรือ 38.84%เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้รวม 5,367.83 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการส่งมอบงานโครงการพลังงานทดแทนขนาดใหญ่ ในขณะที่บริษัทมีกำไรสุทธิ 151.93 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 88.37% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีผลขาดทุนสุทธิ 171.91 ล้านบาท