“ บล.โกลเบล็ก” จับตาทุนจีนไหลลงทุนไทย หนีผลกระทบสงครามการค้า-แนะลงทุนหุ้นเข้าคำนวณ FTSE และธุรกิจโต

“ บล.โกลเบล็ก” จับตาทุนจีนไหลลงทุนไทย หนีผลกระทบสงครามการค้า-แนะลงทุนหุ้นเข้าคำนวณ FTSE และธุรกิจโต

บล.โกลเบล็ก จับตาทุนจีนแห่ลงทุนไทย จากการส่งเสริมการลงทุน เพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า  ผลิตสินค้าป้อนตลาดไทยและส่งออกทั่วโลก แม้การเจรจาการค้าสหรัฐ-จีนยังมีความหวังก็ตาม และการโหวตของสภาอังกฤษว่าจะ Brexit ออกจาก EU โดยไร้ข้อตกลง หรือขยายเวลาการแยกตัวจากเดิมในวันที่ 29 มี.ค. โดยให้กรอบดัชนี 1,610 1,660 จุด แนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่เข้าคำนวณ FTSE และหุ้นที่มีการเติบโตทางธุรกิจอย่างโดดเด่น

.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด หรือ GBS กล่าวว่า ภาพรวมการลงทุนในตลาดหุ้นไทย ได้รับปัจจยบวกจากความหวังในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐและจีนโดยกระทรวงพาณิชย์จีนเชื่อว่าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนยังมีความหวังในการหารือและคาดว่าจะสามารถบรรลุข้อตกลงในการแก้ปัญหาขัดแย้งทางการค้าระหว่างกันได้  และจีนยืนยันว่าจะไม่ใช้อัตราแลกเปลี่ยนเพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันเพื่อหนุนการส่งออก  และจะพยายามรักษาอัตราแลกเปลี่ยนเงินหยวนให้อยู่ในระดับสมดุล รวมทั้งจีนมีแนวโน้มขยายฐานการลงทุนมาตั้งโรงงานในไทยโดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ที่มีการส่งเสริมการลงทุนเพื่อลดผลกระทบจากสงครามการค้า  ผลิตสินค้าป้อนตลาดไทยและส่งออกไปขายต่างประเทศทั่วโลก

 ส่วนปัจจัยลบที่คาดว่าส่งผลต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทยในช่วงนี้ อาทิ กรณีที่สหรัฐรายงานตัวเลขจ้างงานนอกภาคการเกษตร เดือน ก.พ. เพิ่มขึ้นเพียง 20,000 ตำแหน่ง ต่ำกว่าที่ตลาดคาดที่ 180,000ตำแหน่ง  ทำให้มีความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และ ประธานาธิบดีทรัมป์ เตรียมของบประมาณสร้างกำแพงกั้นชายแดนมูลค่า 8.6 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเพิ่มขึ้นกว่า 5.7 พันล้านดอลลาร์จากที่เคยขอไว้เมื่อปีที่แล้ว  ซึ่งเป็นงบสำหรับปีงบประมาณ 2563 ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. 2562 และรัฐสภาต้องผ่านงบประมาณก่อนถึงวันดังกล่าว  รวมทั้งค่าเงินบาทมีทิศทางแข็งค่าซึ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออกและถ่วงการเติบโตของเศรษฐกิจไทย

อีกทั้งยังคงต้องจับตาปัจจัยเหล่านี้ เช่น นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีจีน เตรียมแถลงปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีน (NPC) ทรัมป์ เตรียมแถลงนโยบายประจำปี 2563 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เตรียมประชุมนโยบายการเงินและลงมติอัตราดอกเบี้ย ซึ่งในวันที่ 12 มี.ค. จีน เปิดเผย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เดือนก.พ. รัฐสภาอังกฤษมีกำหนดลงมติต่อข้อตกลง Brexit ของนางเทเรซา เมย์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ

นอกจากนี้สหรัฐ เปิดเผยอัตราเงินเฟ้อเดือนก.พ. และในวันที่ 13 มี.ค.  อียู เปิดเผย การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนม.ค. และสหรัฐ เปิดเผย ดัชนีราคาผู้ผลิต(PPI) เดือนก.พ. ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทนเดือนม.ค. การใช้จ่ายภาคการก่อสร้างเดือนม.ค. และสต็อกน้ำมันรายสัปดาห์ ส่วนวันที่ 14 มี.ค. จีน เปิดเผยการลงทุนในสินทรัพย์ถาวร การผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดค้าปลีกเดือนม.ค.- ก.พ. และยอดปล่อยกู้สกุลเงินหยวนเดือนก.พ.  สหรัฐ เปิดเผย จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์  ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนก.พ. และยอดขายบ้านใหม่เดือนม.ค.

ด้านนายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์โกลเบล็ก จำกัด กล่าวว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มผันผวน โดยคาดดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,610 – 1,660 จุด จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่เข้าคำนวณ FTSE มีผล 15 มี.ค. FTSE Large Cap เช่น  HMPRO, GULF, EA, MINT, MAKRO, BEM, DIF และ FTSE Mid Cap  ได้แก่ MTC และ GPSC (HMPRO MTCราคาหุ้นขึ้น YTD น้อยกว่าดัชนี SET) 

รวมทั้งหุ้นที่ฝ่ายวิจัยมีมุมมองบวกต่อการเติบโตของธุรกิจหลังเข้าร่วมการประชุมนักวิเคราะห์ เช่น หุ้น PRM (รายได้และกำไรปีนี้มีแนวโน้มเติบโตจากฐานที่ต่ำในปีที่ผ่านมา) หุ้น XO (อัตรากำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตสูงกว่าการเติบโตของรายได้ คงประมาณกำไรปี 62 ราว 247 ล้านบาท เติบโต 11%จากปีก่อน หุ้น CAZ (การเติบโตของรายได้ในอนาคตจะทำให้อัตราการทำกำไรปรับตัวดีขึ้นเนื่องจากค่าใช้จ่ายขายและบริหารส่วนใหญ่เป็นต้นทุนคงที่) และหุ้นWHA (หุ้นแนะนำใน theme EEC เนื่องจากมีนิคมอุตสาหกรรมส่วนใหญ่ 9 แห่งจากทั้งหมด 11 แห่งอยู่ในพื้นที่ EEC)

สำหรับแนวทางการลงทุนในทองคำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า ราคาทองคำรีบาวด์ขึ้นทดสอบแนวต้าน  1,300 ดอลลาร์ จากความกังวลของนักลงทุนในตลาดที่ปรับพอร์ตโยกเม็ดเงินบางส่วนกลับเข้าถือสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากที่ทางการจีนประกาศยอดการส่งออกหดตัวลงอย่างมากและปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ลงเหลือ 6.0–6.5% เช่นเดียวกับฝั่งยุโรปที่ ECB เพิ่งประกาศปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ลงจาก 1.7% เหลือ 1.1% และเปิดโครงการสนับสนุนเงินสภาพคล่องให้กับธนาคารพาณิชย์

สำหรับสัปดาห์นี้ การโหวตรับรองแผน Brexit ของสภาอังกฤษจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางของตลาดเงิน แต่ผลโหวตถูกคาดหมายไว้ที่ความล้มเหลวอีกครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าเส้นตายวันที่อังกฤษจะออกจากสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการจะถูกเลื่อนออกไปอีกราวกลางปีนี้ ทำให้เงินปอนด์ยังคงดิ่งลง สกุลยูโรและราคาโลหะมีค่าจึงถูกกดดันตามไปด้วย จึงต้องดูว่าราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นมายืนเหนือ US$1,300 ได้หรือไม่ ซึ่งจะเป็นฐานสนับสนุนให้รีบาวด์ขึ้นต่อได้ในระยะถัดไป ส่วนเงินบาทที่แกว่งผันผวน คาดว่าจะไม่มีผลบวกหรือลบต่อราคาทองคำในประเทศอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนกลยุทธ์การลงทุนทางเทคนิคมองโอกาสดีดตัวต่อเนื่องได้ถึง  1,320–1,325 ดอลลาร์ ถ้าราคาทองคำสามารถผ่านระดับ  1,300 ดอลลาร์ ขึ้นมา แนะนำซื้อเก็งกำไรเพื่อเล่นรอบรีบาวด์