ILINK ปลื้ม!! สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561 คว้าคะแนนร้อยละ 100 ด้านหัวเรือใหญ่ “สมบัติ อนันตรัมพร” วางเป้าหมายรักษาคุณภาพการทำงานให้ได้มาตรฐาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ส่วนรายได้ปีนี้คาดมีโอกาสทำได้มากกว่า 4,900 ล้านบาท รับอานิสงส์ 3 ธุรกิจหลัก Distribution-Telecom-Engineering สดใส ตุน Backlog ในมือ 3 กว่าพันล้านบาท

ILINK ปลื้ม!! สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2561 คว้าคะแนนร้อยละ 100 ด้านหัวเรือใหญ่ “สมบัติ อนันตรัมพร” วางเป้าหมายรักษาคุณภาพการทำงานให้ได้มาตรฐาน เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ส่วนรายได้ปีนี้คาดมีโอกาสทำได้มากกว่า 4,900 ล้านบาท รับอานิสงส์ 3 ธุรกิจหลัก Distribution-Telecom-Engineering สดใส ตุน Backlog ในมือ 3 กว่าพันล้านบาท

นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิว นิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ILINK เปิดเผยว่าจากกรณีที่สมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย ในฐานะผู้ดำเนินโครงการ การประเมินคุณภาพการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 13 ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมายจาก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ประเมินการจัดประชุมสามัญผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ประจำปี 2561 โดยได้รับคะแนนร้อยละ 100 นั้น เป็นผลมาจากการทุ่มเททำงานให้ได้มาตรฐานและพัฒนาให้ดียิ่งๆ ขึ้นไป จากเดิมในปี 2557 บริษัทฯ ได้คะแนนดังกล่าวอยู่ที่ร้อยละ 85 ,ปี 2558  ได้คะแนนร้อยละ 84 ,ปี 2559 และปี 2560  ได้คะแนนร้อยละ 90
“ เป็นปีแรกที่ ILINK ได้คะแนน 100 เพราะเราพยายามปรับ พัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้น อันไหนที่ไม่ดีเราก็แก้ไข ปรับให้ดีขึ้น ส่วนในปีต่อๆ ไป เราก็จะรักษามาตรฐาน การทำงานให้ดี เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้น ส่วนภาพรวมธุรกิจปีนี้เมื่อ 3 ธุรกิจ ซึ่งประกอบด้วย 1.ธุรกิจ Distribution  2.ธุรกิจ Telecom และ 3.Engineering มา Synergy กันแน่นอนว่าจะต้องเติบโตในทิศทางที่ดีตามแผนงานที่วางไว้” นายสมบัติ กล่าว
ในส่วนของรายได้ในปีนี้ บริษัทฯได้ตั้งเป้าไว้ที่ 4,900 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2560 ที่ทำได้ 4,251 ล้านบาท เนื่องจาก 1. ธุรกิจ Distribution มีการเปิดตลาดใหม่และเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ ได้แก่ กลุ่มอุปกรณ์ส่งสัญญาณ (Networking) และกลุ่มสายสัญญาณ FTTH (Fiber Optic  to the Home)  โดยคาดว่า จะสามารถสร้างรายได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในอนาคต และเป็นกลุ่มสินค้าที่ขายให้กับลูกค้ากลุ่มเดิม ซึ่งจะเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับธุรกิจ Distribution ซึ่งตลอด 30 ปีมานี้ เน้นเฉพาะสินค้าสายสัญญาณ (Cabling) อย่างเดียว                      2. ธุรกิจ Telecom ก็มีการขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากโครงข่าย Fiber Optic เดิม ที่ลงทุนไว้  และมีลูกค้ารายใหญ่ อาทิ บมจ.เมืองไทยลีสซิ่ง  บมจ.ศรีสวัสดิ์ (เงินติดล้อ)  7-Eleven   BigC  และธนาคารต่างๆ ได้มาใช้บริการของบริษัทฯเพิ่มขึ้น  อีกทั้งยังได้เตรียมการส่งมอบงานโครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบ (USO1) ของ กสทช. ที่บริษัทลูก (ITEL) ) ประมูลได้ในพื้นที่ภาคกลาง และภาคใต้   
         3. ธุรกิจ Engineering ทยอยรับรู้รายได้จากงานในมือ (Backlog) ที่ปัจจุบันมีมูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาท  และยังน่าจะชนะประมูลโครงการขนาดเล็กในการปรับปรุงสถานีไฟฟ้าย่อยที่ จ.น่าน มูลค่า 66 ล้านบาท  ซึ่งบริษัทฯเสนอราคาต่ำสุดอีกด้วย
         นอกจากนี้ ช่วงที่เหลือของปี ยังมีงานใหม่ที่เตรียมจะเข้าประกวดราคากับหน่วยงานภาครัฐอีกหลายโครงการ ได้แก่  1. โครงการอินเตอร์เน็ตชายขอบ 2 (USO 2) ของธุรกิจ TELECOM โดยมูลค่าทั้งโครงการกว่า 16,000 ล้านบาท  2. โครงการสายไฟฟ้าแรงสูงใต้ทะเล (Submarine Cable) ไปยังเกาะสมุย มูลค่าโครงการ 2,100 ล้านบาท  และยังมีโครงการสถานีไฟฟ้าย่อย (Substation) และโครงการนำสายไฟฟ้าลงดิน (Underground Cable) ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคอีกจำนวนมาก ภายใต้การดำเนินงานของธุรกิจ ENGINEERING ซึ่งหลังจากจากนี้บริษัทฯ จะเน้นประมูลและทำงานเฉพาะโครงการที่มีกำไรอย่างพอเพียงและมีความเสี่ยงในการทำงานที่สามารถควบคุมได้เท่านั้น ส่วน  3. ธุรกิจ  DISTIRBUTION จะเร่งส่งมอบงานของโครงการขนาดใหญ่ ซึ่งได้รับการสั่งซื้อแล้ว  อาทิ  โครงการรัฐสภาใหม่ ที่ได้รับการสั่งซื้อสายสัญญาณแล้วกว่า 128 ล้านบาท เป็นต้น
นายสมบัติ กล่าวเพิ่มเติมในธุรกิจ DISTRIBUTION ว่านับตั้งแต่ต้นปีเป็นต้นมา  บริษัทฯ ได้กำหนดกลยุทธ์ให้มีการต่อรองต้นทุนสินค้าจากต่างประเทศให้ลดลงอย่างน้อย 5% ซึ่งได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี โดยคาดว่าจะสามารถเพิ่ม Gross Profit ของธุรกิจ DISTRIBUTION ให้เพิ่มขึ้นและเห็นผลจากการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 2 เป็นต้นไป   อีกทั้งในธุรกิจ ENGINEERING   ได้เน้นนโยบายของงานโครงการให้ทุกฝ่ายควบคุมอย่างใกล้ชิดทุกระดับและต้องทำให้โครงการสำเร็จตามเป้าหมายและสามารถประหยัดต้นทุน เพื่อสร้างผลกำไรให้กับโครงการ โดยเฉพาะในโครงการที่รับรู้ผลขาดทุนไปแล้ว ซึ่งคาดว่าจะได้เห็นความชัดเจนของนโยบายนี้ในช่วงผลการดำเนินงานปลายปี 2561 อย่างแน่นอน  อย่างไรก็ตามบริษัทฯ ได้กำหนดยุทธศาสตร์การเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนได้กลับมาให้เชื่อมั่นในการดำเนินงานของบริษัทฯ เหมือนดังในอดีตที่ผ่านมากว่า 31 ปี