JCK คัมแบ็คเทิร์นอะราวด์

JCK คัมแบ็คเทิร์นอะราวด์

ด้วยสภาวะของตลาดหุ้นในขณะนี้ที่ยังมีความผันผวนโดยนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน นักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิหุ้นไทย สูงถึงกว่า280,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตามคาดว่าช่วงนี้ตลาดหุ้นจะได้เม็ดเงิน LTF / RMF ที่ทยอยเข้ามาช่วงปลายปีเข้ามาพยุงต้านแรงขายของต่างชาติได้บ้าง รวมถึงสัญญาณการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังการประชุม กนง. ช่วงปลายปี นอกจากนี้ ประเด็นการปลดล๊อกพรรคการเมืองในช่วงเดือน ธ.ค. นี้จะสร้างความเชื่อมั่นว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแมพ ก็มีโอกาสที่ต่างชาติจะกลับเช้ามาซื้อหุ้นไทยได้ในปีหน้าหลังการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดีราคาหุ้นที่มีการเคลื่อนไหวขึ้นลง มักมีทั้งเหตุผลและอารมณ์ผสมปนเปกันไป หากหุ้นขึ้นในภาวะปกติก็จะเป็นเรื่องของภาพรวมของประเทศ หรือว่าธุรกิจนั้นๆเติบโตขึ้น เพราะทุกคนมองภาพบวกสวยงาม ดังนั้นทุกคนจึงพร้อมที่จะจ่ายราคาแพงขึ้น เพราะมองว่าอนาคตสดใส แพงก็ซื้อ ขึ้นก็ซื้อ ลงก็ซื้อ ทุกอย่างดูดีไปหมด แพงแล้วก็มีแพงอีก จะยอมซื้อแพงขึ้นไปเรื่อยๆ ในทางกลับกัน เวลาหุ้นลง คนจะมองในแง่ลบ และยิ่งมองแย่กว่าที่เป็นอีกเสียด้วย พอทุกคนมองแง่ลบไม่ดีกันหมด ก็จะเกิดการแย่งกันขาย ใครขายถูกกว่าก็ได้ขายก่อน และเมื่อทุกคนอยากขายกันหมดก็จะตั้งราคาขายถูกๆเอาไว้ ดังนั้นเมื่อคนส่วนมากคิดแบบนี้ ราคาหุ้นก็จะยิ่งตกมากกว่าปกติ และเมื่อยิ่งราคาตกมากๆจนไม่สนใจว่าจะขาดทุนแค่ไหนก็จะเริ่มจิตตกยอมขายขาดทุนเป็นจำนวนมากนั่นเอง

บริษัท เจซีเค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JCK ที่อาการของหุ้นเริ่มขยับ น่าติดตาม หลังประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 3/61 กลับมามีกำไร นอกจากนี้ คาดว่า ปีนี้ ผลการดำเนินงานจะสามารถพลิกกลับมามีกำไรได้ เนื่องจาก ล่าสุดมีการโอนกรรมสิทธิ์โครงการ เดอะ ฮาร์เบอร์วิว เรสซิเดนซ์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะทำให้ JCK รับรู้รายได้ทั้งจำนวน 1,620 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 4 ปี 2561

โดยโครงการดังกล่าวมีกำไรก่อนภาษีประมาณ 400 ล้านบาท อีกทั้ง บริษัทได้รับเงินชดเชยค่าเสียหายและค่าเสียโอกาสจากกรณีที่ผู้ซื้อเลื่อนการโอนกรรมสิทธิ์มาจากเดือนมิถุนายน 2561 ซึ่งรับรู้รายได้ไปแล้ว 155 ล้านบาท ในไตรมาสที่ 3 ของปี 2561 ทำให้บริษัทจะรับรู้กำไรจากโครงการนี้รวมทั้งสิ้นประมาณ 555 ล้านบาท ส่งผลให้ปี 61 บริษัทจะพลิกฟื้นกลับมามีกำไรจากผลประกอบการได้อย่างแน่นอน

นอกจากนี้ ในปี 2562ทาง JCK คาดว่าน่าจะเริ่มรับรู้รายได้และกำไรจากการขายที่ดินนิคมอุตสาหกรรม TFD II ซึ่งมีความคืบหน้าในการพัฒนาไปแล้วไม่น้อยกว่า 60% และจะแล้วเสร็จสมบูรณ์ภายในกลางปี 2562 ปัจจุบันมีลูกค้าที่สนใจซื้อที่ดินโครงการของบริษัทอยู่หลายรายทั้งผู้ประกอบการเดิมที่อยู่ในนิคมฯ และลูกค้ารายใหม่ เนื่องจากโครงการตั้งอยู่ในเขต EEC ประกอบมีโลเคชั่นที่ดี ติดตลอดแนวถนนมอเตอร์เวย์เกือบ 4 กิโลเมตร และติดถนนบางปะกง-ฉะเชิงเทรา อีกทั้งเป็นนิคมฯ ในเขต EEC ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด

สำหรับธุรกิจคลังสินค้าให้เช่าของบริษัทก็มีแนวโน้มที่ดี โดยคาดว่าในปี 2562 น่าจะปล่อยเช่าพื้นที่ได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 20,000 ตรม. เมื่อรวมกับพื้นที่เช่าปล่อยเดิมอีกประมาณ 32,000 ตรม. ยอดรวมจะเพิ่มขึ้นเป็น 52,000 ตรม. โดยบริษัทมีนโยบายจะขายเข้ากอง REIT ซึ่งน่าจะมูลค่าขายไม่น้อยกว่า 1,500 – 2,000 ล้านบาท คาดว่ารายได้ในส่วนนี้น่าเข้ามาประมาณไตรมาส 4 ปี 2562 หรืออย่างช้าไม่เกินกลางปี 2563น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาเทิร์นอะราวด์ของกลุ่มธุรกิจ JCK ทั้งธุรกิจที่ดินนิคมอุตสาหกรรม และคลังสินค้าให้เช่า

อย่างไรก็ตาม สำหรับนักลงทุนที่ติดตามหุ้นตัวนี้ หรือสนใจหุ้นตัวนี้ ก็ลองไปหาข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อพิจารณาประกอบการตัดสินใจก่อนลงทุนครับ