TRC โชว์มูลค่างานในมือใกล้แตะ10,000 ล้าน ยังเดินหน้ารุกไตรมาส 4 เข้าประมูลงานต่อเนื่อง พร้อมดันธุรกิจพลังงานและคลังสินค้าอัตโนมัติ สร้าง New S-curve ใหม่ บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) ประกาศมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้อีก 21 โครงการ มูลค่างานกว่า 9,348.30 ล้านบาท ยังรุกเดินหน้าเข้าประมูลงานเพิ่มงานในมืออย่างต่อเนื่องพร้อมแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/2562 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 11.84 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าดันธุรกิจพลังงานสร้าง New S-curve ใหม่ให้กับบริษัท

TRC โชว์มูลค่างานในมือใกล้แตะ10,000 ล้าน ยังเดินหน้ารุกไตรมาส 4 เข้าประมูลงานต่อเนื่อง พร้อมดันธุรกิจพลังงานและคลังสินค้าอัตโนมัติ สร้าง New S-curve ใหม่ บมจ. ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น (TRC) ประกาศมีงานในมือที่รอรับรู้รายได้อีก 21 โครงการ มูลค่างานกว่า 9,348.30 ล้านบาท ยังรุกเดินหน้าเข้าประมูลงานเพิ่มงานในมืออย่างต่อเนื่องพร้อมแจ้งผลประกอบการไตรมาส 3/2562 พลิกกลับมามีกำไรสุทธิ 11.84 ล้านบาท พร้อมเดินหน้าดันธุรกิจพลังงานสร้าง New S-curve ใหม่ให้กับบริษัท

นายภาสิต ลี้สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีอาร์ซี คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRC ผู้ประกอบการธุรกิจให้บริการงานรับเหมาก่อสร้างและออกแบบวิศวกรรมงานวางระบบท่อ และอุตสาหกรรม  ปิโตรเคมีทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งการพัฒนาโครงการและการลงทุนด้านพลังงาน อสังหาริมทรัพย์ โรงไฟฟ้า และปิโตรเคมี เปิดเผยว่า ณ สิ้นไตรมาส ทางกลุ่มบริษัทฯ มีงานระหว่างการก่อสร้างที่รอรับรู้รายได้ในอนาคตหลายโครงการแบ่งตามบริษัท ประกอบด้วย TRC 7 โครงการ มูลค่างานรวม 2,525.31 ล้านบาท  บริษัท สหการวิศวกร จำกัด (SKW) 14 โครงการ มูลค่างานรวม 6,822.99 ล้านบาท รวมทั้งสิ้น 21 โครงการ มูลค่างานรวม 9,348.30 ล้านบาท ช่วงไตรมาส  บริษัทฯ และบริษัทย่อยยังเดินหน้าเข้าประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง มูลค่างานที่เข้าประมูลแล้วและกำลังจะเข้าประมูลโครงการรวมประมาณ  15,300 ล้านบาท

            สำหรับผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2562 ทางกลุ่มบริษัทฯ มีรายได้จากการให้บริการก่อสร้าง 954.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 310.59 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นคิดเป็น 48.22% จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 644.14 ล้านบาท ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 11.84 ล้านบาท โดยรายได้ส่วนใหญ่มาจากโครงการระยะยาวต่อเนื่องมาจากปีก่อน ได้แก่ งานด้านระบบท่อและงานระบบวิศวกรรม เช่น โครงการ Block value & facility stations of the 5th Transmission Pipeline Phase ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และงานด้านก่อสร้างโยธาของ SKW

            ทั้งนี้ในช่วงไตรมาส 3 บริษัทฯ ได้รับงานโครงการใหม่ประเภทก่อสร้างงานโยธา 3 โครงการ จากหน่วยงานของรัฐ มูลค่ารวม 1,444.46 ล้านบาท ได้แก่ โครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ตอน 1 มูลค่าโครงการ 633.01 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างสายพัฒนาคูน้ำริมถนนวิภาวดีรังสิต ตอน 3 มูลค่าโครงการ 293.69 ล้านบาท จากกรมทางหลวง และโครงการเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศเป็นสายไฟฟ้าใต้ดิน โครงการพระราม 4 จากการไฟฟ้านครหลวง มูลค่างาน 517.76 ล้านบาท                                                             

            นายภาสิต กล่าวว่า หลังจากครึ่งปีแรกของปี 2562 บริษัทฯ ได้ทบทวนและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและเศรษฐกิจที่ผันแปร เป็นผลให้การดำเนินงานไตรมาส 3 มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยบริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 11.84 ล้านบาท แม้กำไรจะลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อน แต่สามารถพลิกกลับมามีกำไรหลังจากไตรมาส 2 ที่มีผลขาดทุนจำนวน 73.35 ล้านบาท  สำหรับทิศทางในการดำเนินธุรกิจของบริษัท ธุรกิจหลักยังคงเป็นการให้บริการรับเหมาก่อสร้างตามที่กลุ่มบริษัทมีความชำนาญ และจากประสบการณ์ที่สะสมมาทำให้โอกาสที่จะได้รับงานโครงการใหม่มีอย่างต่อเนื่อง                                       อย่างไรก็ตามบริษัทให้ความสำคัญกับความเจริญเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงพัฒนาโครงการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพิงธุรกิจหลัก สำหรับการพัฒนาโครงการและการลงทุนจะเน้นกลุ่มลูกค้าด้านพลังงาน รวมถึงคลังสินค้าอัตโนมัติ ซึ่งเป็นจากการต่อยอดจากธุรกิจเดิม ดังนั้นบริษัทจึงได้ร่วมมือกับพันธมิตรได้แก่ บริษัท เอเชีย กรีน เอนเนอจี จำกัด (มหาชน) (AGE) จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อ บริษัท แอท เอนเนอจี โซลูชั่น จำกัด (AT Energy)  เพื่อดำเนินธุรกิจการจัดหาและให้บริการด้านพลังงานและสาธารณูปโภค เช่น การผลิตและจำหน่ายไอน้ำ ไฟฟ้า และน้ำใช้สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม คาดว่าจะสามารถขยายฐานรายได้และมีกลุ่มลูกค้าเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้คาดว่า AT Energy จะเริ่มดำเนินธุรกิจและสามารถรับรู้รายได้ประมาณปลายปีหน้า