“W” เผยมั่นใจธุรกิจ “Domino’s Pizza” แม้ IFA จะ Say “No” คาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานธุรกิจพิซซ่าเป็นบวกในปี 2565

“W” เผยมั่นใจธุรกิจ “Domino’s Pizza” แม้ IFA จะ Say “No” คาดกระแสเงินสดจากการดำเนินงานธุรกิจพิซซ่าเป็นบวกในปี 2565

นายศิรัตน์ รัตนไพฑูรย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการเงิน (CFO) และตัวแทนฝ่ายบริหารของ บริษัท วาว แฟคเตอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ “W” เผยถึงกรณีที่ปรึกษาการเงินอิสระ (IFA) ให้ความเห็นว่าผู้ถือหุ้นไม่ควรอนุมัติการทำรายการซื้อธุรกิจ “Domino’s Pizza” ว่า “เราไม่ได้กังวลใจ เนื่องจากสิ่งที่ IFA มองส่วนใหญ่ก็สอดคล้องกับมุมมองของเราต่อธุรกิจนี้ ทั้งเรื่องประโยชน์จากการเข้าลงทุน ความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่ง IFA ก็มองว่าเป็นความเสี่ยงตามปกติของธุรกิจนี้และเรามีแผนรับมือความเสี่ยงไว้แล้ว ส่วนประเด็นที่ IFA เห็นต่างนั้น เรามองว่าเป็นการมองธุรกิจในมุมที่ต่างกัน เช่น ประเด็นเรื่องค่าตอบแทนการซื้อธุรกิจที่ IFA มองว่าสูงกว่ามูลค่าธุรกิจที่ IFA ได้ประเมิน  เรื่องนี้เราต้องบอกว่าสมมติฐานเกือบทั้งหมดที่ IFA ใช้ประเมินมูลค่ากิจการแทบจะไม่ต่างกับที่เราใช้ จุดที่ต่างมีแค่เรื่องการเติบโตของจำนวนบิลต่อสัปดาห์ต่อสาขา (AWO)  ที่ IFA มองการเติบโต อิงตามการเติบโตของยอดขายของแต่ละสาขาที่ 5.5% ต่อปี แต่เรามองการเติบโตที่ 15% ต่อปี ในปี 2565 – 2566 และเติบโตประมาณ 4.6% ต่อปี ในปีที่เหลือ ซึ่งเราต้องบอกว่าที่เรามองแบบนี้เพราะเรามองเห็นจุดแข็งของแบรนด์ และจุดที่สามารถปรับปรุงเพื่อเสริมความแข็งแกร่งได้อีก และมั่นใจว่าเราทำได้ทันทีในปีแรกที่เข้าลงทุน โดยเฟสแรกคือการปรับปรุงรูปแบบ Website ให้สะดวกและง่ายต่อการสั่งซื้อสินค้ามากขึ้น รวมถึงการพัฒนาความระบบขนส่งสินค้าและ Call Center ให้มีมาตรฐาน การนำระบบเทคโนโลยีมาใช้เพิ่มความรวดเร็วในการให้บริการ และที่สำคัญที่สุดคือการปรับปรุงมาตรฐานของแป้งและหน้าพิซซ่าให้คงที่ ซึ่งไม่ว่าลูกค้าจะสั่งจากสาขาไหนหรือด้วยวิธีการไหนความอร่อยและมาตรฐานของสินค้าต้องเท่ากัน และเราก็มีแผนจะออกพิซซ่าหน้าใหม่ๆ ที่ถูกปากคนไทย และเหมาะสมกับแต่ละเทศกาลอีกด้วย ซึ่งถ้าเราทำได้ตามแผนที่พูดมา การเพิ่มยอดขายอย่างก้าวกระโดดในปี 2565-2566 ก็มั่นใจว่าเป็นไปได้”

นายศิรัตน์ ได้เปิดเผยเพิ่มเติมว่าการลงทุนครั้งนี้ W ได้ใช้เวลาศึกษามาแรมปีจนมั่นใจว่าจะเป็นดีลที่นำไปสู่มิติใหม่ของธุรกิจอาหารของ W ได้  “แม้ว่าการซื้อธุรกิจในครั้งนี้จะใช้เม็ดเงินในการซื้อธุรกิจประมาณ 426 ล้านบาท แต่เราก็ได้ชั่งน้ำหนักแล้วว่าการลงทุนนี้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่า เนื่องจากการได้มาซึ่งสิทธิในแฟรนไชส์ระดับโลกเช่นนี้แทบจะไม่ได้มีให้เห็นในประเทศไทยในรอบหลายปีที่ผ่านมา และ “Domino’s Pizza” ก็เป็นแบรนด์ที่ใหญ่มาก ถ้าจะพูดให้เห็นภาพคือถ้าเทียบจำนวนสาขาแฟรนไชส์เฉพาะนอกสหรัฐอเมริกา ของ Starbucks และ Domino’s Pizza พบว่ามีไซส์ที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้น ดีลนี้อาจเป็น “Once in a life time” ของเราเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้การซื้อธุรกิจในครั้งนี้เราจะได้ ร้านพิซซ่าที่พร้อมบริหารได้เลยทันที 27 สาขา พร้อมทั้งครัวกลาง รวมถึงได้รับการสนับสนุนจาก DPI ทั้งเรื่อง Know how การพัฒนาธุรกิจ รวมถึงระบบ IT และ Call Center ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันกับร้าน “Domino’s Pizza” ทั่วโลก  เราจึงมั่นใจว่าการจะเดินไปสู่ความสำเร็จของเราเป็นไปได้สูง เช่นเดียวกับผู้รับสิทธิในการทำธุรกิจนี้จาก DPI ในหลายๆ ประเทศที่สามารถสร้างธุรกิจจนมีมูลค่าเป็นหมื่นล้านได้”

ส่วนประเด็นเรื่องเงื่อนไขการซื้อขายกิจการที่ W ทำกับผู้ขายไม่เป็นธรรมนั้น นายศิรัตน์เผยว่า เงื่อนไขดังกล่าวได้ผ่านการเจรจามาอย่างยาวนานและบริษัทได้ใช้ความพยายามอย่างดีที่สุดในการเจรจาจนได้มาซึ่งเงื่อนไขตามที่ได้เปิดเผยต่อผู้ถือหุ้นแล้ว และเป็นเงื่อนไขสุดท้ายที่ผู้ขายจะยินยอมสำหรับการขายธุรกิจครั้งนี้ มากไปกว่านั้น W ก็ไม่ใช่เจ้าเดียวที่สนใจซื้อธุรกิจนี้จากผู้ขายอีกด้วย

สำหรับประเด็นที่ว่ากิจการจะมีผลการดำเนินงานที่ขาดทุนในช่วงแรกของการลงทุนและจะเริ่มเห็นกำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) หลังปีที่ 5 ของการเข้าลงทุน นั้น นายศิรัตน์ได้กล่าวว่า “เราทราบดีในเรื่องผลขาดทุนในระยะแรกของการลงทุน และเรามีการเตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องเม็ดเงินที่ต้องใช้ และแผนพัฒนาธุรกิจเพื่อรองรับผลขาดทุนและพลิกฟื้นกิจการให้มีผลกำไรโดยเร็ว โดยจากการคาดการณ์ของเรา ถ้าพิจารณาในมุมกระแสเงินสด (EBITDA) จะพบว่า EBITDA ของกิจการจะเริ่มเป็นบวกในปี 2565 หรือใช้เวลาเพียง 3 ปี หลังการเข้าลงทุนเท่านั้น”

นายศิรัตน์ได้ปิดท้ายถึงความมั่นใจว่า W ได้เดินมาถูกทางในธุรกิจอาหาร โดยแม้ว่าช่วงปัจจุบันที่หลายๆ คนมองว่าเป็นช่วงซบเซาของแทบทุกธุรกิจเนื่องจากผลกระทบจากโรคโควิด 19 แต่ปรากฎว่าในเดือนที่ผ่านมาร้านอาหารแทบทุกร้านของกลุ่ม W กลับมีผลประกอบการที่ดี  และหลายๆ ร้านมีผลประกอบการที่ดีกว่าที่เคยทำได้ก่อนช่วงที่โรคโควิด 19 ระบาดด้วยซ้ำไป ซึ่งเป็นผลจากการปรับกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาและมีแผนที่จะดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งการกระจายสาขาและช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุมความต้องการของลูกค้าให้มากขึ้นของ Bake Cheese Tart, Zaku Zaku และ Rapl การจัดโปรโมชั่นและพัฒนาเมนูให้ตอบโจทก์ลูกค้ามากยิ่งขึ้นของ Kagonoya และการรักษามาตรฐานการให้บริการที่ดีเยี่ยมของ Le Boeuf, Creps & Co   สำหรับการก้าวเข้าสู่ธุรกิจ“Domino’s Pizza” จะเป็นการเสริมทัพความแข็งแกร่งของธุรกิจอาหารของกลุ่ม W อีกด้วย